หากเป็นแต่ก่อนหวังเลี่ยงย่อมทนไม่ไหวต้องสอดปากโต้กลับไปทันทีทว่ายามนี้เขาได้ผ่านประสบการณ์การค้าขายมามากมาย
หนังหน้าผ่านการฝึกฝนจิตใจเองก็แข็งแกร่งขึ้น เมื่อคิดถึงถ้อยคำกำชับจากคนในครอบครัวที่ย้ำนักย้ำหนาก่อนออกเดินทางสองมือก็กำเข้าหากันแน่น อดทนไม่ระเบิดโทสะออกไป
โจวทงไม่ค่อยสุงสิงพูดคุยกับใครมากมายเท่าไรนักหลังจากกินและล้างมือเสร็จ เขาก็หยิบเครื่องมือแล้วเดินตามหวังเลี่ยงเพื่อออกเดินทาง
เมื่อคนในตระกูลโจวเห็นโจวทงพวกเขาก็สอบถามข่าวคราวว่าจะไปที่ใด เขาเอ่ยตอบเรียบๆ ว่า “ไปบ้านเดิมของหวังซื่อ”
“ภรรยาของเจ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมหรือ? โอข้าได้ข่าวมาว่าบ้านเดิมของภรรยาเจ้าสร้างเรือนอิฐขนาดใหญ่ ทั้งยังขุดบ่อน้ำใช้เองอีกต่างหากภรรยาของเจ้าร่ำรวยแล้ว!”
โจวทงยังคงเอ่ยเรียบๆเช่นเดิม “บ้านนั้นจะร่ำรวยหรือไม่ ก็ไม่ใช่ธุระอันใดของข้า”
ชาวบ้านสกุลโจวรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาหวังเลี่ยงจึงเอ่ยถาม “สหายผู้นี้คือ?”
โจวทงไม่แม้แต่จะเหลือบสายตามองหวังเลี่ยงด้วยซ้ำเขาเอ่ยว่า “น้องชายต่างบิดาของหวังซื่อ”
ในความคิดของโจวทงพี่ชายร่วมบิดามารดาของหวังเยวี่ยอย่างหวังจื้อนั้นเป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งพรสวรรค์หรือความรู้ใดล้วนไม่มี เป็นเพียงขยะในตระกูลที่รู้จักแต่กินเท่านั้น
หวังเยวี่ยเองก็โง่งมเหมือนกับหวังจื้อนั่นแหละ
บรรดาบุรุษของตระกูลหวังผู้เฒ่าหวังคือตาเฒ่าหนังเหนียวที่มีดวงกินคน สังหารญาติสนิทให้ตายติดๆ กันถึงหกคนหวังจื้อคือขยะไร้ประโยชน์ หวังเฮ่ารู้หนังสือ นับว่ามีความสามารถอยู่บ้างทว่ากลับต้องไปเป็นทหาร มิอาจดูแลครอบครัวได้ ส่วนหวังเลี่ยงยังไม่เป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเลยด้วยซ้ำ
เฮอะ โจวทงดูถูกว่าคนตระกูลหวังล้วนมีแต่ขยะไร้ประโยชน์บ้านสกุลหวังจะทำอันใดเขาได้?
หวังเลี่ยงเดินตามหลังโจวทงตลอดการเดินทางในครั้งนี้ เขาเกิดความต้องการนับครั้งไม่ถ้วน อยากคว้าหินขึ้นมาปาใส่ศีรษะโจวทงนัก
โจวทงนอนหลับไปหนึ่งคืนความอยากรู้อยากเห็นว่าบ้านสกุลหวังมีวิธีการอย่างไรในการหาเงินมากมายจนสร้างเรือนอิฐได้ก็หายไปสิ้นขนาดเรื่องของเขาเองก็ยังคิดไม่ออกเลยด้วยซ้ำ
หวังเลี่ยงอดทนมาเนิ่นนานในที่สุดก็เดินทางเข้าสู่หมู่บ้านตระกูลหวัง
โจวทงเคยแต่งกายเป็นเจ้าแม่กวนอิมในงานเทศกาลอีกทั้งยังเป็นสามีของหวังเยวี่ยจึงมีชาวบ้านในหมู่บ้านสกุลหวังมากมายที่รู้จักเขา มีคนเดินเข้ามาทักทายเขา แต่เขาเพียงตอบกลับอย่างเฉยเมยสีหน้าท่าทีราวกับไม่เคยเก็บผู้ใดไว้ในสายตาอย่างไรอย่างนั้น
คนในครอบครัวสกุลหวังล้วนกำลังรอท่าความอดทนใกล้จะหมดอยู่รอมร่อ หลิวซื่อยืนจังก้าทอดสายตามองอยู่นอกรั้วด้านหน้าด้วยตนเองกระทั่งเห็นเงาร่างของโจวทง ดวงตาของนางก็แทบจะพ่นไฟด้วยความโกรธทันที
โจวทงเคยไปสร้างเครื่องเรือนให้ครอบครัวที่มีเงินหลายครั้งทว่ายามที่ยืนอยู่หน้าเรือนอิฐของบ้านสกุลหวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน้าบ่อน้ำนั่นในใจก็ให้ตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่งชายหนุ่มมิได้สังเกตเห็นเลยว่าสายตาของคนสกุลหวังล้วนมีประกายผิดปกติง และยิ่งไม่รับรู้เลยสักนิดว่าหวังเยวี่ยที่ครอบครัวของเขาปฏิบัติต่อนางราวกับเป็นวัวเป็นม้าก็ไม่อยู่ที่นั่นเช่นกัน
ปังประตูใหญ่ของห้องโถงถูกปิดลง บุรุษสามคนจากตระกูลหวังกระโจนไปด้านหน้าอย่างโหดเหี้ยมคว่ำโจวทงให้หมอบราบลงกับพื้นทันที
โจวทงตะโกนด้วยความตกตะลึง“จะทำอะไรน่ะ พวกเจ้าจะทำอะไร?”
เรี่ยวแรงของหวังจื้อมหาศาลยิ่งนักเขาเพียงคนเดียวก็สามารถกดโจวทงลงกับพื้นโดยที่ชายหนุ่มมิอาจขยับได้แล้ว
ผู้เฒ่าหวังลงมือถอดกางเกงของโจวทงแรงที่เขาใช้เหลือล้นจนแทบจะฉีกกางเกงให้ขาดออกจากกัน!
พริบตานั้นเองโจวทงถึงตระหนักได้ว่าเขาตกหลุมพรางกับดักของตระกูลหวังเข้าเสียแล้ว ชายหนุ่มตกใจจนปัสสาวะแทบราด เขาโวยวายโดยไม่คิดชีวิต“ช่วย...”
ยังไม่ทันที่คำว่า“...ด้วย” จะออกจากปากของโจวทง หวังเลี่ยงก็เอาผ้าขี้ริ้วที่มีกลิ่นสาบเหม็นเปรี้ยวยัดปากโจวทงไว้เสียก่อน
ผู้เฒ่าหวังถอดกางเกงของโจวทงออกจนหมดแล้วเพียงแต่โจวทงพยายามดิ้นรนอย่างไม่คิดชีวิตสองขาของเขาไม่หยุดที่จะขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ผู้เฒ่าหวังจึงเอ่ยว่า“มองไม่ชัดเลย รีบจุดตะเกียงเร็วเข้า”
หวังเลี่ยงเร่งร้อนตรงไปจุดตะเกียงทันที
ภายใต้แสงสีส้มสลัวๆร่างกายส่วนล่างของโจวทงได้ถูกเปิดเผยต่อสายตาของบุรุษสามคนจากตระกูลหวังอย่างชัดเจน
ผู้เฒ่าหวังเอ่ยด้วยสีหน้าที่ดำคล้ำ“ยาวเพียงหนึ่งชุ่น! บางปานตะเกียบ!”
โจวทงอับอายจนแทบจะกระอักเลือดตายแล้วเขาร่ำไห้จนใบหน้าอาบย้อมไปด้วยน้ำตา
หลิวซื่อที่ยืนรอผลลัพธ์อยู่ด้านนอกห้องโถงมาตลอดได้ยินคำเอ่ยของผู้เฒ่าหวังนางโกรธจนไม่สนสิ่งใดอีกต่อไป เพียงฝ่ามือเดียวเปิดประตูได้ก็กระโจนเข้ามาในสายตาของโจวทงทันที
ก่อนหน้านี้เพื่อปกป้องหวังเยวี่ยหลิวซื่อเคยลงมือทุบตีไห่ซื่อมาแล้ว คนที่โจวทงหวาดกลัวมากที่สุดก็คือหลิวซื่ออีกทั้งยามนี้สายตาของหลิวซื่อยังเหี้ยมโหดปานจะกินคน
ทันทีที่หลิวซื่อเห็นส่วนนั้นของโจวทงอย่างชัดเจนนางก็แทบจะทนไม่ไหว อยากยืนเท้าออกไปเหยียบขยี้มันให้แหลกไม่เหลือชิ้นดีปากของนางสบถด่าด้วยโทสะว่า “หนอนของเจ้าทั้งสั้นทั้งเล็ก แม้แต่ไข่ก็ยังไม่มีกล้าดีอย่างไรมาหลอกลวงบุตรสาวของข้าถึงเจ็ดปีเต็มให้นางต้องแบกรับชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ว่ามิอาจตั้งครรภ์ได้มาตลอดเจ็ดปี ไอ้คนสารเลว เหตุใดเจ้าไม่ตายไปเสียไม่ตกนรกไปซะ!”
ไม่ต้องรอให้บุรุษตระกูลหวังเป็นคนเริ่มลงมือทุบตีโจวทงก่อนหลิวซื่อก็โน้มกายเอนตัวซ้ายทีขวาตีสะบัดมือตบบ้องหูโจวทงรวดเดียวสิบกว่าทีดังป๊าบๆนางฟาดจนทั้งจมูกและปากของโจวทงมีเลือดออก ตีจนฟันบนด้านขวาหลุดออกมาหนึ่งซี่
หวังเลี่ยงใช้หมัดต่อยโจวทงที่บริเวณท้องส่วนล่างครั้งแล้วครั้งเล่าเขาเอ่ยด้วยความเกรี้ยวโกรธ “ไอ้คนชั่ว ผู้ใดใช้ให้เจ้าทรมานพี่สาวของข้า!”
ผู้เฒ่าหวังใช้เท้าเตะต้นขาของโจวทงติดต่อกันปากก็เอ่ยด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “ข้าเลี้ยงดูอุ้มชูหวังเยวี่ยมาอย่างดีจนเติบใหญ่เจ้ากับแม่ของเจ้ากลับทำร้ายทั้งๆ อย่างนี้น่ะหรือ!"
หวังจื้อตะโกน“เอาเชือกมามัดเขาแล้วทุบตีให้หนัก!”
หลี่ชิงชิงยืนอยู่นอกประตูมาตลอดนางกลัวว่าคนในสกุลหวังจะโมโหจนหน้ามืดแล้วเผลอทุบตีโจวทงจนตาย หากเป็นเช่นนั้นก็อาจต้องชดใช้ด้วยชีวิตแทนแล้วนางรีบร้อนเอ่ยว่า “ท่านแม่ ไว้ชีวิตเขาเถอะเจ้าค่ะ”
นางเอ่ยอยู่อีกฝั่งทว่าคนที่อยู่ด้านในยามนี้โกรธจนควันออกหู จะยังมีใจมาฟังนางและหยุดได้อย่างไร หลี่เอ้อร์หลินจึงต้องพุ่งเข้าไปจับพวกเขาไว้
“หนอนเล็กขนาดนี้ยังคิดจะรับอนุภรรยาอยู่อีกหรือ?”
“พูดมาเจ้าต้องการจะทำร้ายหวังเยวี่ยของข้าจนตายใช่หรือไม่?”
“ให้เขาลงนามในหนังสือหย่าก่อน!”
“ไอ้สารเลวที่สมควรถูกสังหารด้วยมีดข้าจะไม่ยอมปล่อยเจ้าไปแน่! ข้าอยากโยนเจ้าลงไปในแม่น้ำเพื่อสังเวยนัก สารเลว!”
โจวทงถูกแรงปะทะอันบ้าคลั่งจากคนในบ้านสกุลหวังรุมจนขวัญหนีดีฝ่อเพื่อเป็นการรักษาชีวิตเอาไว้ ไม่ว่าสิ่งใดเขาก็ยอมเอ่ยออกไปทั้งนั้นหลังจากนั้นก็ยินยอมลงนามในหนังสือหย่าที่ตระกูลหวังได้เตรียมพร้อมเอาไว้ตั้งแต่แรกอย่างเชื่อฟังรวมถึงเงื่อนไขที่ต้องจ่ายเงินค่าชดเชยด้วย
กระดาษสีดำตัวอักษรสีขาวเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าส่วนล่างของโจวทงบกพร่อง ไร้สมรรถภาพ ทำการหลอกลวงทั้งก่อนและหลังแต่งงานเงินที่หามาได้ไม่เคยมอบให้หวังเยวี่ยเลยแม้แต่แดงเดียว ไห่ซื่อไร้เมตตาคุณธรรมทั้งทุบตีและดุด่าหวังเยวี่ยเป็นประจำ สินเดิมของหวังเยวี่ยล้วนถูกนำไปปรนเปรอคนสกุลโจวลำบากลำบนจนป่วยไข้ ตระกูลโจวต้องจ่ายเงินชดเชยให้หวังเยวี่ยสามตำลึง การหย่าจึงเสร็จสมบูรณ์ด้วยประการนี้และทำการลงนามแต่ละสกุล
ผู้เฒ่าหวังไปเชิญหวังชีมาขอให้หวังชีออกหน้าในฐานะผู้นำตระกูล ก่อนจะเรียกคนในตระกูลมาสองสามคน พาทั้งโจวทงหนังสือหย่าและเงื่อนไขทั้งหมด เดินทางกลับไปยังหมู่บ้านสกุลโจว
หลิวซื่อเกรงว่าไห่ซื่อแม่สามีคนนั้นจะอาละวาดแทบเป็นแทบตายจึงได้เรียกเฟิ่งซื่อ หมี่ซื่อ ฮวาซื่อและสตรีเก่งกาจอีกสองนาง ที่ยามสู้ศึกกล้าพุ่งเข้าไปฉีกกระชากกระโปรงของอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆไปด้วยกัน
ยามที่คนในสกุลไม่ว่าบุรุษหรือสตรีได้ทราบเรื่องนี้บุรุษสกุลโจวยังเคยเห็นส่วนล่างของโจวทงด้วยตาตนเองแล้ว พวกเขาล้วนคิดไม่ถึงว่าโจวทงจะมีจิตใจที่โหดเหี้ยมและน่ารังเกียจเพียงนี้ไห่ซื่อยังมีหน้ามาตะโกนปาวๆ ว่าจะหย่าขาดหวังเยวี่ยอีก พวกเขาโมโหจนเปิดปากด่ากราดสบถสาบานว่าจะทุบคนสกุลโจวให้เละ!
ฝูงชนกลุ่มใหญ่แห่กันไปที่หมู่บ้านเฟิงหมู่บ้านของคนสกุลโจว
ยามนั้นไห่ซื่อยังโอ้อวดอยู่ในหมู่บ้านเรื่องซาลาเปาของบ้านสกุลหวังเอ่ยว่าหวังเยวี่ยจะนำซาลาเปาสองร้อยลูกกลับมา เพื่อแสดงความกตัญญูต่อนางและยังเอ่ยอีกว่าหวังเยวี่ยสตรีที่แค่แม่ไก่ยังเป็นไม่ได้ผู้นี้หากมิใช่เพราะนางมีจิตใจที่ดีงาม ก็คงจะถูกหย่าขาดไปตั้งนานแล้ว!
หลิวซื่อเริ่มเปิดปากสาปแช่งตั้งแต่วินาทีแรกที่ย่างเท้าเข้าหมู่บ้าน“ไห่ซื่อ ยายแก่สารเลว รีบไสหัวออกมาเดี๋ยวนี้! เจ้ารู้หรือไม่ว่าโจวทงที่เจ้าเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ไม่มีแม้แต่ไข่หรือน้ำเชื้อแล้วเจ้ายังหวังจะให้โจวทงมอบหลานให้เจ้าอีกหรือ ถุย เชิญเจ้าฝันเอาแล้วกันจงรีบนำเงินออกมาสามตำลึง ไม่เช่นนั้นครอบครัวของพวกเราจะไปฟ้องทางการ!”
ไห่ซื่อด่าหวังเยวี่ยมาตลอดเจ็ดปีเต็มอีกทั้งยังปฏิบัติต่อหวังเยวี่ยราวกับวัวกับม้า
วันนี้หลิวซื่อระเบิดความเหี้ยมโหดหากนางมิอาจด่าจนไห่ซื่อเสียใจในภายหลังที่เลือกมาเกิดยังโลกมนุษย์ นางก็จะไม่ขอใช้แซ่หลิวอีกต่อไป!
คนสกุลหวังยังนับว่ามีเมตตาให้โจวทงสวมกางเกงมิได้ให้เขากลับมาพร้อมก้นเปลือยเปล่า เพียงช่วงเวลาสั้นๆ เหล่าคนสกุลโจวและคนนอกสกุลในหมู่บ้านเฟิงล้วนได้ยินกันอย่างชัดเจนว่าร่างกายของโจวทงมีความบกพร่อง คนที่มิอาจมีบุตรได้ก็คือเขา มิใช่หวังเยวี่ย