เจียงมั่วพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้มบาง "วางใจเถอะ ฉันจดบัญชีแค้นนี้ไว้แล้ว ไม่มีทางลืมแน่นอน"
ห่าวซือฉีแค่นเสียงห้วนสั้นอย่างดูแคลนตอบกลับไป "คนบางคนก็เป็แบบนี้แหละ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ต้องให้ชนตอเข้าจัง ๆ ก่อนถึงจะรู้จักเจียมตัว"
เจียงมั่วไม่ได้ตอบโต้อะไรกลับไป เธอเพิ่งจะหยิบหนังสือออกมาวางบนโต๊ะ ทว่าจู่ ๆ ก็มีเท้าข้างหนึ่งยื่นมาพาดลงบนโต๊ะเรียนของเธออย่างแรง พอกวาดสายตาไล่ขึ้นไป ก็สบเข้ากับสายตาเหี้ยมเกรียมราวกับจะฆ่าคนของฉีอิ้นหราน
อ้าว... มัวแต่เถียงกับห่าวซือฉีจนลืมไอ้หมอนี่ไปเสียสนิทเลย
เธอหลุดเสียงหัวเราะออกมาเบา ๆ ก่อนจะถามกลับไป "มีธุระอะไรหรือเปล่า หรือว่านายแอบชอบยัยคนแซ่ห่าวคนนั้นเข้าแล้ว ถึงได้อยากจะออกโรงปกป้องเธอขนาดนี้?"
เจียงมั่วดูออกเลยว่า ตอนนี้นอกจากจะไร้ความปรานีแล้ว สีหน้าของฉีอิ้นหรานยังดูถมึงทึงราวกับอยากจะสับร่างเธอเป็ชิ้น ๆ เสียให้ได้
"โห เด็กใหม่นี่ใจถึงชะมัด มาวันแรกก็เปิดศึกกับขาใหญ่ประจำห้องเลย ชีวิตหลังจากนี้คงอยู่ยากแน่ ๆ "
"แกจะไปสงสารยัยนั่นอีกทำไม ไม่เห็นหรือไงว่าเ้าตัวกำลังสนุกอยู่ด้วยซ้ำ"
"แต่ฉันว่าเด็กใหม่คนนี้หน้าตาดีมากเลยนะ สวยกว่าดาวโรงเรียนอย่างกู้หลิงเยว่อีก พอมายืนคู่กับคุณชายฉีแล้ว แอบรู้สึกว่าเคมีเข้ากันแปลก ๆ "
ยังไม่ทันที่เด็กหนุ่มคนนั้นจะพูดจบ ฉีอิ้นหรานก็ตวัดสายตาคมกริบดุดันใส่ ทำเอาอีกฝ่ายใจนรีบหุบปากฉับ และคำพูดประโยคนั้นดูเหมือนจะไปจุดชนวนอารมณ์โกรธของฉีอิ้นหรานเข้าอย่างจัง เขาเตะกวาดเพียงทีเดียว ข้าวของทุกชิ้นบนโต๊ะเรียนของเจียงมั่วก็ร่วงกราวลงไปกองกระจายอยู่บนพื้นทั้งหมดทันที
เจียงมั่วนิ่งมองความวุ่นวายตรงหน้าด้วยสายตาเ็า แต่สองมือกลับกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ทันใดนั้น เธอก็ตวัดขาขึ้นสูงแล้วเหยียบส้นเท้าลงบนโต๊ะเรียนของฉีอิ้นหรานอย่างแรง
ทุกคนในห้องที่เห็นภาพนั้นต่างกลั้นหายใจโดยไม่ได้นัดหมาย สายตาของแต่ละคนฉายแววตื่นตระหนกใ แต่ในใจลึก ๆ กลับซ่อนความคาดหวังในความสนุกสนานเอาไว้
ฉีอิ้นหรานจ้องเขม็งไปยังเจียงมั่ว พลางหรี่ตาลงอย่างอันตรายดุร้าย "เธอจะทำอะ..."
ยังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยจบประโยค เขาก็เห็นเจียงมั่วเหยียดขาออกไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเตะหนังสือของเขาจนร่วงหล่นลงพื้นกระจัดกระจายไม่ต่างกัน
เสียงข้าวของตกกระทบพื้นดัง 'โครมคราม' ต่อเนื่องอยู่พักใหญ่
"ซี้ด... เสียงนี้ฟังแล้วขนลุกชะมัด"
"ยัยเด็กใหม่นี่ใจกล้าเกินคนไปแล้ว ใคร ๆ ก็รู้ว่าถ้าคุณชายฉีสติขาดขึ้นมา ในรัศมีร้อยเมตรไม่มีใครรอดแน่!"
"เอาเลย ๆ ซัดกันเลย!"
ห่าวซือฉีเองก็ตกตะลึงกับการเปิดฉากท้าทายครั้งใหญ่ของเจียงมั่วอยู่เหมือนกัน ทว่าวินาทีต่อมา เธอกลับรู้สึกสะใจและตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก ตอนแรกยังแอบกังวลว่าเจียงมั่วจะมาแย่ง 'ว่าที่แฟน' ของหลิงเยว่ ที่ไหนได้ ยัยนี่กลับหาเื่ใส่ตัวได้เก่งเป็บ้า
"คุณชายฉี ยัยนี่หยามหน้ากันขนาดนี้แล้ว ยังจะทนอีกเหรอ จะยอมให้มดปลวกมาปีนเกลียวไม่ได้นะ..."
"หุบปากไปเลย!"
ห่าวซือฉียังพูดไม่ทันจบ ก็โดนฉีอิ้นหรานตวาดขัดจังหวะด้วยความกราดเกรี้ยว แต่เธอไม่ได้ใส่ใจ ขอแค่ได้ช่วยโหมไฟความขัดแย้งระหว่างเจียงมั่วกับฉีอิ้นหรานได้มากกว่าเดิมก็พอใจแล้ว
"เก็บขึ้นมา!" ฉีอิ้นหรานออกคำสั่งกับเจียงมั่วด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
เจียงมั่วยอมก้มตัวลงไปจริง ๆ และในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าเธอคงจะกลัวจนยอมจำนนแต่โดยดี เจียงมั่วกลับหยิบกระเป๋านักเรียนของตัวเองขึ้นมาซะอย่างนั้น ก่อนจะตั้งใจเหวี่ยงขาเตะหนังสือของฉีอิ้นหรานให้กระเด็นลอยออกไปไกลกว่าเดิม
บรรยากาศภายในห้องเรียนตอนนี้ยิ่งดิ่งกลับเข้าไปในความเงียบสงัดอีกครั้ง หลังเห็นการกระทำของเจียงมั่ว แต่เจียงมั่วไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เธอเพียงปัดฝุ่นออกจากกระเป๋า พลางเชิดหน้าปรายตามองฉีอิ้นหรานอย่างผู้เหนือกว่า "นายไม่มีมือหรือไง?"
ใบหน้าของฉีอิ้นหรานเปลี่ยนเป็เขียวคล้ำในพริบตา แต่ก่อนที่โทสะของเขาจะะเิออกมา ในตอนนั้นเองที่เจียงมั่วพุ่งตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของครูมู่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับเปลี่ยนสีหน้าเป็ผู้ถูกกระทำที่น่าสงสารทันที เธอในตอนนี้มีสีหน้าละห้อยดูน่าสงสารสุด ๆ
"ครูมู่คะ ฉีอิ้นหรานกร่างมากเลยค่ะ หนูไม่ชอบเลย ครูจะไม่จัดการหน่อยเหรอคะ?"
ทุกคน "..."
ตกลงว่าใครกันแน่ที่กร่างกว่า? เจียงมั่ว เธอช่างกล้าพ่นคำนี้ออกมาได้นะ!
ห่าวซือฉีเองก็เบิกตาโตด้วยความอึ้งและเหลือเชื่อ "เจียงมั่ว นี่เธอเรียนวิชาตอแหลมาจากไหนกัน กลิ่นความโกหกตอแหลถึงโชยหึ่งไปทั่วห้องเรียนแบบนี้!"
ทันทีที่สิ้นเสียงของเธอ เสียงตวาดกร้าวทรงอำนาจของครูใหญ่ก็ดังแทรกขึ้นมาจากทางหน้าประตูห้อง "ฉีอิ้นหราน! เธอทำอะไรอีกแล้ว? ฉันตักเตือนเธอไปตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว คิดอยากจะทำตัวเป็ขาใหญ่ประจำโรงเรียนนักใช่ไหม? แล้วก็เธอด้วย ห่าวซือฉี ทำดีกับเพื่อนใหม่หน่อยไม่ได้หรือไง?! กฎเื่ความสามัคคีของโรงเรียนเธอโยนให้หมากินไปหมดแล้วหรือไงกัน?!"
"ครูใหญ่คะ หนู... เปล่านะคะ เจียงมั่วต่างหากที่ทำตัวแย่เกินไป..." พูดได้ไม่ทันจบ เสียงของห่าวซือฉีก็ค่อย ๆ แ่เบาลงจนเงียบกริบไปในที่สุด สายตาของเธอจับจ้องไปยังหน้าประตูห้อง ซึ่งตรงนั้นมีร่างของกู้เหลียนที่กำลังก้าวเดินเข้ามาด้านใน
เธอรีบถลาตัวไปที่หน้าประตูทันที พลางส่งยิ้มประจบประแจงเอาใจส่งไปให้กู้เหลียน "พี่กู้ มารับหลิงเยว่เหรอคะ เดี๋ยวฉันไปเรียกเธอมาให้ค่ะ"
กู้เหลียนขมวดคิ้วพยายามนึกทบทวนในสมอง แต่ก็ดูเหมือนจะนึกอะไรไม่ออกเลยสักนิด "เธอคือ...?"
ห่าวซือฉีรู้สึกหน้าเสียไปชั่วขณะ แต่ก็รีบกลบเกลื่อนอาการหน้าแตกนั้นอย่างรวดเร็ว "อ๋อ ฉันเป็เพื่อนของหลิงเยว่ค่ะ วันก่อนยังเคยไปเที่ยวที่บ้านของพี่อยู่เลย!"
กู้เหลียนเอียงคอนึกตาม แต่ในความทรงจำกลับว่างเปล่าไม่มีเื่นี้อยู่เลย แต่ถึงอย่างนั้นนั่นก็ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เขาจึงทำแค่ยิ้มปฏิเสธกลับไปอย่างสุภาพ "ไม่ต้องรบกวนเธอหรอก ฉันมาหามั่วมั่ว"
"มั่วมั่ว?" ห่าวซือฉีหันขวับกลับมาอย่างแข็งทื่อ สายตาอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองตรงไปยังเจียงมั่ว คำว่า 'มั่วมั่ว' ที่หลุดออกมาจากปากของกู้เหลียน คงไม่ได้หมายถึงยัยเจียงมั่วหรอกนะ!
และแล้ว ข้อสันนิษฐานของเธอก็ได้รับการพิสูจน์ในวินาทีต่อมา เมื่อเห็นกู้เหลียนกวักมือเรียกเจียงมั่วพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนผิดกับเมื่อครู่ "มั่วมั่ว มานี่หน่อยสิ"
เจียงมั่วเดินตรงเข้าไปหาเขาท่ามกลางสายตาใของทุกคนที่จับจ้องมาเป็ตาเดียวแบบไม่สนใจสายตาเขา
"นี่เป็หนังสือเรียนของเธอ ฉันเอามาส่งให้ ถ้าอยู่ที่นี่แล้วไม่ชินตรงไหนบอกฉันได้ตลอดเวลาเลยนะ" พอพูดจบ กู้เหลียนก็ปรายสายตามองห่าวซือฉี ก่อนจะเอ่ยจิกกัดลอย ๆ "น้องนักเรียน วิชาการเป็ผู้ดีนี่น่าจะลองไปลงเรียนใหม่ดูหน่อยดีไหมครับ?"
หลังได้ฟังคำพูดนั้น ใบหน้าของห่าวซือฉีร้อนผ่าวด้วยความอับอายและความหงุดหงิดระคนกันจนทำตัวไม่ถูก
กู้เหลียนเอ่ยกำชับกับเจียงมั่วต่ออีกสองสามประโยคแล้วจึงขอตัวกลับไป ทิ้งให้คนทั้งห้องหันมองหน้ากันอย่างเลิกลั่กด้วยความสงสัย แววตาของห่าวซือฉีตอนนี้ลุกโชนไปด้วยไฟแห่งความอิจฉาริษยา เธอพุ่งพรวดเข้ามากระชากแขนของเจียงมั่วเอาไว้ก่อนจะถามเสียงแข็ง "เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับพี่กู้กันแน่!"
เจียงมั่วก้มลงมองมือของห่าวซือฉีที่จับแขนตนอยู่ก่อนจะพูดอย่างเ็า "ปล่อย"
"พูดมาให้รู้เื่นะ!"
เจียงมั่วเอียงคอมองอีกฝ่ายก่อนจะยกยิ้มให้ แล้วก้มลงไปกระซิบตอบกลับด้วยน้ำเสียงแ่เบา "ความสัมพันธ์ในแบบที่เธอจะไม่มีวันได้เป็ไปตลอดชีวิตยังไงล่ะ"
ห่าวซือฉีไม่รู้เลยว่าตนเองสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้ลงไม้ลงมือไปได้อย่างไร รู้สึกเพียงแค่ว่าเวลานี้มีโทสะพุ่งพล่านขึ้นสมองจนแทบะเิ เธอผลักเจียงมั่วออกอย่างแรง ก่อนจะเดินโซเซกึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงดิ่งไปยังห้องเรียนที่กู้หลิงเยว่อยู่ทันที เธอต้องไปเค้นถามเอาความจริงให้รู้เื่!
เจียงมั่วอุ้มกองหนังสือกลับมาที่โต๊ะเรียน และตอนนั้นเองที่มีเ้าอ้วนคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่แถวหน้ากำลังช่วยเก็บหนังสือให้ฉีอิ้นหรานอย่างเอาอกเอาใจ เมื่อเก็บเสร็จสรรพแล้วก็จัดแจงวางซ้อนกันไว้อย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย
ฉีอิ้นหรานมองเจียงมั่วด้วยรอยยิ้มหยันกึ่งสมเพชกึ่งสะใจ "ที่แท้ก็มีเส้นสายกับตระกูลกู้นี่เอง มิน่าล่ะ ถึงได้กล้าขนาดนี้!"
เธอเลือกที่จะทำเป็หูทวนลมเมินเขาไป และไม่ได้ตอบอะไรกลับไป ทำเพียงแค่จัดการโต๊ะของตัวเอง
ฉีอิ้นหรานเห็นแบบนั้นก็แกล้งยื่นมือไปสะกิดเบา ๆ ที่ขวดน้ำ ขวดน้ำที่ไม่ได้ปิดฝาเอาไว้เลยคว่ำจนน้ำหกเลอะเทอะเต็มโต๊ะของเจียงมั่วทันที เขาเลิกคิ้วกวนประสาทใส่เธอก่อนจะพูดต่อ "นี่ เธอมีความสัมพันธ์อะไรกับกู้หลิงเยว่คนนั้นกันแน่?"
"ประสาทหรือเปล่า?"
ฉีอิ้นหรานอึ้งไปแวบหนึ่งก่อนจะรีบพูดต่อ "เธอแกล้งทำเป็หูหนวกใช่ไหม?"
เจียงมั่วกลอกตามองบนด้วยความระอาใจอย่างถึงที่สุด เธอสะบัดหน้าวางข้าวของในมือกระแทกโต๊ะ แล้วเดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องเรียนไปทันทีด้วยความรำคาญ
หลังเธอออกไป ห้องเรียนที่เคยเงียบสงัดก็กลับมาส่งเสียงอื้ออึงเซ็งแซ่อีกระลอก
"ยัยนั่นจะไปไหนน่ะ?"
"จะไปไหนได้ล่ะ คงจะปอดแหกแล้วล่ะสิ รังสีอำมหิตของคุณชายฉีน่ากลัวขนาดนั้น ใครเห็นก็ต้องหดหัวกันหมดทั้งนั้นแหละ"
"แต่ฉันกลับรู้สึกว่า เธออาจจะกลับมาหาเื่ต่อก็ได้นะ"
"จะหาเื่ก็ต้องดูด้วยว่าสู้ไหวไหม คนอะไรไม่รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว ต่อให้มีความสัมพันธ์กับตระกูลกู้ก็ไม่เห็นต้องกร่างขนาดนี้เลย ไปล่วงเกินคุณชายฉีเข้าแล้ว ต่อไปจะใช้ชีวิตอยู่ที่นี่รอดได้ยังไง? ใคร ๆ ก็รู้กันทั้งนั้น ว่าบ้านของคุณชายฉีเป็ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของอวี้เต๋อ!"