ณจุดเล็ก ๆจุดหนึ่งในเอกภพ
ดาราจักรทางช้างเผือกดาวเคราะห์โลก ปีศักราชแห่งพลังที่ 30,127
อาณาจักรอินทรีเหล็กนครอินทรีเหล็ก ซึ่งเป็เขตการปกครองของมนุษย์แห่งสุดท้ายโดยราชวงศ์ไคเซอร์
พระราชวังที่ใหญ่โต ใจกลางนครที่อารยธรรมได้เจริญรุ่งเรืองล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูงตระง่านในค่ำคืนของทุก ๆวัน จะสว่างไสวไปด้วยแสงไฟ แต่ในคืนหนึ่ง คืนนี้ ที่พระจันทร์บนฟากฟ้าดูเหมือนจะส่องแสงสว่างลงมายังโลกมากกว่าปกติคล้ายกับจะเป็พยานให้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นณ สถานที่แห่งนี้
หากมองลงมาจากมุมสูง จะเห็นแสงไฟในนครแห่งนี้สว่างไปกว่าปกติเพราะแสงที่กำลังส่องสว่างอยู่นั้น มาจากเปลวเพลิงสีฟ้าที่กำลังลุกไหม้ไปทั่วทั้งนครสิ่งที่เกิดขึ้นพร้อมกับกองเพลิงที่ลุกไหม้เหล่านี้คือเสียงร้องโหยหวนของเหล่าประชากรที่กำลังจะถูกไฟครอกทั้งเป็และทหารที่กำลังต้านทานกองกำลังหนึ่งที่บุกโจมตีมาอย่างไม่หยุดรอบนครแห่งนี้
“องค์หญิงได้โปรดหนีไปด้วยเถอะขอรับ กองกำลังของเราคงต้านพวกมันได้อีกไม่นาน ข้าน้อยและเหล่าทหารจะยันไว้ให้ถึงที่สุดจนกว่าท่านจะเดินทางออกไปได้อย่างปลอดภัย”
องครักษ์คนหนึ่ง ท่าทางดูกระวนกระวายคุกเข่าอ้อนวอนต่อผู้เป็นายแต่ภายใต้ความกระวนกระวายนั้นกลับแฝงด้วยรอยยิ้มมุมปากเล็กๆที่หากไม่สังเกตแล้ว ก็ยากที่จะเห็นได้
สตรีนางหนึ่งยืนเหม่อมองออกจากอาคารระฟ้าที่เบื้องหน้านั้นเป็ทะเลเพลิง ขณะหันกลับมายังองครักษ์ พลันคิดในใจว่า “ไม่นึกเลยว่าที่ผ่านมา ล้วนเป็แผนของพวกมัน ข้ามันโง่และอ่อนแอ ที่คล้อยตามคำลวงของพวกมัน และไม่สามารถคาดเดาได้ถึงผลลัพธ์เช่นนี้เ้าพวกพันธมิตรแห่งความืดอันไม่จบสิ้น ที่ให้คำสัตย์ว่าจะปกป้องพวกเรา มาวันนี้เราถูกโจมตีและถูกล่าสังหารแทบสิ้นสายเืกลับไม่เห็นหัวแม้สักคน และสุดท้ายเหล่าคนที่ทรยศสายเืและชาติตระกูล...”
องค์หญิงทบทวนถึงเื่ราวที่ผ่านมาในห้วงความคิด และส่งสัญญานไปให้บุคคลลึกลับผู้หนึ่งโดยที่องครักษ์ที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าไม่สังเกตุเห็น และเอ่ยคำตัดสินใจในที่สุด
“ไม่ เ้าจงทำตามแผนที่ข้าเคยบอกไว้กับเ้านำพาลูกชายของข้า หนีไปจากที่นี่ให้ไกล และปกป้องดูแลเขาให้ดี”
องหญิงกล่าวกับองครักษ์นายนั้นด้วยวาจาแข็งกร้าวทรงพลังอย่างยิ่ง จากนั้นจึงรวบรวมพลังทั้งหมดไปที่ท้องบริเวณมดลูกทารกน้อยน่ารักที่ยังไม่ทันได้ลืมตาคนหนึ่งค่อย ๆปรากฏออกมาจากท้องขององค์หญิงแต่หากสังเกตุดูให้ละเอียดจะเห็นได้ว่าทารกคนนี้ยังอยู่ในสภาพตัวอ่อนที่ยังพัฒนาในครรภ์ของมารดาได้ไม่สมบูรณ์
“ลูกชายข้า เพราะข้ามันอ่อนแอ ข้าขอโทษที่ไม่สามารถเลี้ยงดูและมองดูเ้าเติบโตได้แต่อย่างน้อยในตอนนี้ ให้ข้าได้ปกป้องเ้าจากคนชั่วช้าเ่าั้และสุดท้ายที่ข้าจะมอบให้เ้าได้ก็คือชื่อของเ้า จากนี้ไปเ้าชื่อว่า เอมอล และตระกูลไคเซอร์ขึ้นอยู่กับเ้าแล้ว”
องค์หญิงบอกกล่าวกับทารกน้อยพร้อมกับส่งพลังงานกลุ่มใหญ่ ห่อหุ้มทารกน้อยนั้น ซึ่งเป็พลังงานที่ที่ถูกคงสภาพไว้ให้เป็แหล่งพลังงานที่ทารกสามารถใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างน้อย100 ปี
“ด้วยสายเืที่สมบูรณ์แบบของเ้าการปกป้องและหล่อเลี้ยงจากพลังนี้ของข้า รวมถึงองความรู้ของมวลมนุษย์ทั้งหมดที่มีโดยการนำขององครักษ์อารอน เ้าจะปลอดภัยในตอนนี้ และมีโอกาสรอดปลอดภัยมากกว่าอยู่กับข้า”
องค์หญิงเอ่ยอย่างจงใจถึงชื่อขององค์รักษ์ อารอน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเชื่อใจ พร้อมๆกับนำสร้อยคอสีเงินเส้นหนึ่งที่แปรเปลี่ยนเป็แคปซูลห่อหุ้มร่างทารกน้อยไว้
“องค์หญิง ท่านแน่ใจแล้วหรือ”
“ข้าจะไปเผชิญหน้ากับเ้าพวกเลวนั่นหากข้าไปถ่วงเวลาด้วยตัวเองจะทำให้พวกเ้ามีโอกาสหนีไปได้อย่างปลอดภัยมากกว่าที่ข้าไปเพียงคนเดียวรีบไปซะ”
“ขอรับ องค์หญิงข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง”
องครักษ์ อารอน กล่าวกับองหญิงด้วยท่าทีและใบหน้าที่ไม่อยากยอมรับความจริงนี้ แต่รอยยิ้มเล็ก ๆที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นกลับทวีความเด่นชัดขึ้นทุกที และได้นำพาทารกน้อยกับทหารจำนวนหนึ่งตามแผน ที่วางไว้กับองค์หญิงเร่งรุดออกไปจากนครที่กำลังลุกไหม้นี้และดาวเคราะห์ที่ชื่อว่า โลก
ณ ทิศเหนือของนครที่กำลังลุกไหม้
กองทหารทั้งสองฝ่ายกำลังสู้รบกันและดูเหมือนฝ่ายที่ป้องกันนครกำลังจะพ่ายแพ้
“นั่นองค์หญิงนี่เหตุใดท่านจึงยังไม่หนีไป แล้วมาอยู่ที่นี่”
ทหารนายหนึ่งเอ่ยอย่างตระหนก เหล่าทหารในบริเวณใกล้เคียงที่ได้ยินต่างหันไปมองยังทิศทางที่องค์หญิงปรากฏตัวพากันสงสัยถึงเจตนาขององค์หญิงที่ไม่ยอมหนีไปเพื่อความปลอดภัยโดยเฉพาะสายเืของราชวงศ์ที่อยู่ในพระครรภ์ แต่มีเพียงสองคนที่รู้ว่าองค์หญิงได้ให้กำเนิดบุตรชายก่อนกำหนดด้วยตัวเองเมื่อสักครู่ คือบุคคลที่องค์หญิงติดต่อไปอย่างลับ ๆ และองครักษ์ อารอน
“องค์หญิง เอลน่า ในที่สุดท่านก็ออกมา โปรดไปกับข้า และรับโทษทัณฑ์เช่นนั้นแล้วทหารและประชาชนของท่านจะได้ไม่ต้องเสียเืเสียเนื้ออีกต่อไป”
ชายรูปร่างสูงใหญ่สวมชุดเกราะสีทองเต็มตัวด้านหลังปรากฏปีกแสงสีทองแปดสาย พริ้วไหวไปตามสายลม ในมือถือหอกยาวลอยอยู่บนอากาศกล่าวกับองหญิง
“เหอะพวกเ้าสังหารสามีข้า บิดามารดาข้า คนของข้า รวมถึงราษฏรผู้บริสุทธ์ของข้ามากมายจนนับไม่ถ้วนเ้าคิดว่าข้าจะเชื่อ ว่าพวกเ้าจะปล่อยพวกเขาไปหรือไง ช่างน่าขำและน่ารังเกียจยิ่งนัก เสียทีที่เป็หนึ่งในสายเืแห่งแสงกลับทำตัวชั่วช้ายิ่งกว่าสายเืแห่งความมืดเสียอีก”
“องค์หญิงอย่าได้กล่าวโทษข้า บุคคลเ่าั้ขัดขืนคำสั่งและต่อต้านจักรวรรดิแห่งแสงซึ่งเป็ผู้ปกครองสูงสุดของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในขณะนี้ข้าเพียงทำตามคำสั่งของเบื้องบนเท่านั้น และความผิดของท่านนั้นเป็ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ โปรดเข้าใจข้าด้วย”
“ความผิดที่ปฏิเสธไม่ได้งั้นรึ เ้าพวกขี้ข้าโง่เง่าเื่ทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็แผนของพวกมันเหล่าพันธมิตรนิรันดร์แห่งแสงทั้งนั้น เหอะ ต่อให้ข้าพ่ายแพ้ แต่พวกเ้าไม่มีวันได้สิ่งที่้าหรอก ไม่มีวัน”
“องค์หญิงท่านไม่คิดจะยอมจำนนจริง ๆสินะ โปรดอย่าหาว่าข้าใช้ความรุนแรงแล้วกันทหารจับตัวองค์หญิงมา แล้วสังหารคนที่เหลือให้สิ้นเพื่อไม่ให้เป็เยี่ยงอย่างแก่นครอื่นๆ”
สิ้นคำสั่งของชายสวมชุดเกราะสีทองทหารมากมายนับแสนนาย บุกโจมตีหมายสังหารทุกคน ที่อยู่ในนครแห่งนี้และอีกกว่าแสนนายได้ล้อมนครไว้ปิดกั้นทุกเส้นทางเข้าออกไม่มีช่องว่างให้มีผู้ใดได้หลบหนี
“องค์หญิงพวกเรายินดีจะสู้ตายไปพร้อมกับท่าน แก้แค้นให้องค์จักพรรดิ และองค์ราชินี”
“ใช่แล้วพวกเรายอมตาย ดีกว่ายอมก้มหัวให้กับเ้าพวกต่ำทรามพวกนี้”
เหล่าทหารรวมถึงเหล่าราษฏรที่หลงเหลืออยู่เพียงประมาณห้าหมื่นคน ส่งเสียงคำรามดังกึกก้องไปทั่วทั้งนครแม้แต่เด็กและคนชรา ก็หันมาจับอาวุธและปลดปล่อยพลังอย่างบ้าคลั่ง
“เหล่าราษฏรและคนของข้า โปรดอภัยให้กับความเห็นแก่ตัวของข้าด้วยข้าทำให้พวกท่านต้องเดือดร้อนและพบกับจุดจบเช่นนี้”
“องค์หญิงตระกูลท่าน เป็ผู้ที่ทำให้พวกเราอยู่รอดจนถึงวันนี้ในโลกที่เต็มไปด้วยความโกลาหลและวุ่นวาย ชีวิตนี้จะมอบคืนให้ท่านก็ยุติธรรมแล้ว”
“อย่าดิ้นรนเลยพวกเ้าทั้งหมดสู้ข้าเพียงคนเดียว ที่มีพลังของสายเืแห่งัและมีพลังอยู่ในระดับตำนานไม่ได้หรอก ยอมจำนนเสีย ส่งตัวองค์หญิงมาแล้วจะรอดชีวิต”ชายในชุดเกราะสีทองเอ่ยอย่างหยิ่งผยอง
“เ้าลืมไปแล้วหรืออย่างไรว่าข้าเองก็เป็หนึ่งในผู้สืบทอดของสายเืแห่งความมืดที่สามารถรวมสายเืทั้งสามได้ เช่นเดียวกับ พี่ชายของเ้า สามีของข้าผู้สืบสายเืแห่งแสง ผู้ที่สามารถรวมสายเืแห่งแสงทั้งสามได้และยังเป็ผู้ที่ผสานเทคโนโลยีของมนุษย์เข้ากับการใช้พลังได้ต่อให้ระดับพลังของข้าจะสู้เ้าไม่ได้ แต่ก็คงไม่พ่ายแพ้ง่ายดายนัก เข้ามาเลย”
องหญิงเอลน่าเมื่อกล่าวจบ ก็ทะยานขึ้นไปบนอากาศ เผยให้เห็นปีกสีดำคู่ใหญ่กลางแผ่นหลังโบกสะบัดอยู่กลางเวหาร่างกายที่เคยสวมใส่เพียงอาภรสตรีเบาบาง เพียงพริบตาก็ถูกห่อหุ้มด้วยชุดเกราะโลหะจากการเปลี่ยนรูปบางส่วนของจี้ที่ห้อยไว้ที่คอ สองมือปรากฏดาบสั้นข้างละเล่ม ตั้งท่าเตรียมพร้อมรับการโจมตีของศัตรู
กองกำลังทั้งสองฝ่ายปะทะกันอย่างรุนแรงบ้าคลั่งต่างฝ่ายต่างเข่นฆ่ากันไม่หยุด
่เวลาที่การปะทะครั้งสุดท้ายนี้ระหว่างการนำของบรุษเกราะทองและองหญิงเอลน่า ได้มาถึงจุดวิกฤตทหารและประชาชนของฝั่งนครอินทรีเหล็กได้หมดสิ้นซึ่งเรี่ยวแรงทันใดนั้นการตัดสินใจสุดท้ายขององค์หญิงก็เกิดขึ้น
“เ้าพวกขี้ข้าโง่เง่าโดนหลอกใช้ให้มาเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเอง ยังไม่รู้ตัว ก่อนที่ข้าจะตายข้าก็ขอเอาพวกเ้าไปด้วย ตายยย”
“ฟิ้ววววตูมมมมม”
องค์หญิงเอลน่ารวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายบินไปยังชายชุดเกราะทอง ใจกลางกองกำลังฝ่ายตรงข้ามและะเิตัวเองหวังเอาชีวิตทุกคนที่มาโจมตีนครแห่งนี้ ...