บทที่ ๕ : ความจริง
ฮองเฮาฟางเซียนแสยะยิ้มอ่อน สองมือสอดประสานสำรวมโค้งถวายบังคมจักรพรรดิแห่งฉีั์ตาแข็งกร้าวไม่ลดละ แม้ว่านางจะโกหกคำโตพยากรณ์เท็จแก่องค์ฝ่าาก็ตาม
“ดี!ตอนแรกข้าจะไม่ส่งเ้าไปยังที่ทุรกันดารอย่างหนานซา” ชายในชุดเหลืองลายัสบตาฟางเซียนแบบมุ่งร้าย มือสองข้างเกร็งแน่นเส้นเืเริ่มปูดโปนที่ขมับทั้งสองข้าง “แม้จะมีหลายเสียงเพ็ดทูลข้าให้แต่งตั้งเ้าเป็ผู้ตรวจราชการแผ่นดินแต่ข้าก็ยังคงลังเลสงสาร แต่เมื่อเ้า...”
“เมื่อข้า?อย่างไรเพคะฝ่าา” เฟยหลงยังคงยิ้มหวานตีมึนยั่วโทสะ แน่ล่ะ!เขารู้สึกไม่ค่อยชอบขี้หน้าของอีกฝ่ายสักเท่าไหร่ในตอนนี้...
“คำทำนายจากดาวดวงน่ะรึ!บอกตามตรงข้าไม่เชื่อว่าเ้าจักมีพลังพยากรณ์อะไรั้แ่แรกอยู่แล้วฟางเซียนสกุลของเ้าก็แค่ตัวตลกปลิ้นปล้อนในพระราชสำนัก โกหกหลอกลวงผู้อื่นเพื่อการอยู่รอดไปวันๆ”ฮ่องเต้หนุ่มสะบัดหน้าหนียืนขึ้นแล้วหันหลัง น้ำเสียงสูงเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด“พรุ่งนี้เตรียมรับราชโองการ ข้าจะปลดยศเ้าลงสามขั้นและแต่งตั้งเ้าเป็ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งตัวเ้าไปหนานซา”
“น้อมรับพระบัญชาเพคะฝ่าา” เฟยหลงยังคงเล่นลิ้น ใช่! เขาไม่สนใจในยศถาบรรดาศักดิ์ของโลกยุคนี้อยู่แล้วเพราะสิ่งที่เขา้าคือช่วยเหลือฟางเซียน และหาทางใช้ชีวิตโดยไม่ต้องทำงานหนัก! ซึ่งทั้งหมดนั้นก็ตรงกับความคิดของเขาพอดิบพอดี
ฮองเฮารูปงามก้มหน้าลอบยิ้มในสมองหัวเราะเริงร่า การที่ได้อพยพออกนอกรั้วพระมหาราชวัง นั่นก็เท่ากับว่าเ้าหล่อนจะได้ไม่ถูกใครลอบสังหารได้อีก
ทว่า!
“เ้าคงไม่รู้จักหนานซาดีกระมังถึงได้ตีหน้าระรื่นถึงเพียงนี้ แต่เมื่อข้าตรัสออกไปแล้ว ข้าจะไม่คืนคำเป็อันขาด” จักรพรรดิแห่งฉีเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ก่อนหันหลังกลับเดินหายลับไปยังโถงทางออก
“ไม่ส่งนะเพคะ”ร่างระหงโค้งถวายบังคมส่งท้าย มุมปากฉีกยิ้มกว้างยียวนกวนประสาท
เมื่อฝ่าาทรงก้าวผ่านพ้นธรณีประตูเฟยหลงก็ทิ้งกายลงบนเตียงขนาดใหญ่อีกครั้ง พร้อมกับบ่นพึมพำขึ้นเบาๆ
“วังหลวง! สถานที่แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นสูงขนาดนี้ ใครจะไปอยากอยู่ ฉันกำลังคิดหนีอยู่พอดีขอบคุณที่ไม่ทำให้ต้องเหนื่อย”
ใบหน้าคมสวยหันไปมองกระจกทองเหลืองบานเขื่องพร้อมยิ้มให้กับเงาสะท้อนของตนเองในกระจก
“ขอโทษนะฟางเซียนจะอย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยของชีวิตย่อมมาก่อน ถ้าไปอาศัยอยู่ที่อื่น... พวกเราอาจจะพอหาทางหลีกเลี่ยงเื่โดนลอบสังหารได้เพราะในความทรงจำของเธอนั้น คนที่้าให้เธอตายมีอยู่เต็มวังหลวงไปหมด เป็แบบนี้คงจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ?”
ชายหนุ่มในร่างหญิงสาวพูดเองเออเองอยู่สักพักแล้วทิ้งหัวลงบนหมอนแข็งๆ บนเตียงไม้ขนาดใหญ่ ก่อนจะหลับไหลเข้าสู่ห้วงนิทราอย่างไม่ทันตั้งตัว...
เฟยหลงไม่รู้เลยว่า...ตัวเขาเองหลับไปนานแค่ไหนแล้วแต่จู่ๆ เขาก็รู้สึกปวดปัสสาวะจนต้องกระเด้งตัวยืนขึ้น ตาปรือสะลึมสะลือ คราบน้ำลายยังคงแห้งกรังตรงมุมปากพลันไล่สายตาหาทางเข้าห้องน้ำแบบตาลีตาเหลือก
“ใครเอาสำรับอาหารมาวางไว้เต็มโต๊ะเนี่ย! อืม... ว่าแต่ห้องน้ำในพระตำหนักมันไปทางไหนกัน?”ร่างเล็กเดินวนหาประตูสุขา ก่อนจะนึกได้ว่าตัวเขาเองแหละ ที่เป็คนสั่งให้เหล่าข้ารับใช้เตรียมเครื่องเสวยเมื่อตอนกลับพระตำหนัก“หิวจนหายหิวไปแล้ว แถมหน้าตาอาหารโคตรไม่น่าอร่อยเลยยุคนี้คงไม่มีพ่อครัวเก่งๆ สินะ ทั้งทั้งที่เป็อาหารขององค์ฮองเฮาแท้ๆ”
ร่างฮองเฮาในชุดรุ่มร่ามเดินซอยเท้าหาประตูทางออกอาการปวดปัสสาวะกำเริบจนอั้นแทบไม่ไหว “ยุคนี้เขาฉี่กันยังไง?ดูเหมือนความทรงจำของฟางเซียนก็ไม่ได้ระบุข้อมูลในส่วนนี้ไว้ด้วยสิ แล้วห้องนอนทำไมมีประตูทางเข้าตั้งหลายบานจัง...ตอนเราเข้ามา เรามาจากประตูไหนกัน” ใบหน้าสวยเหยเกก่อนจะใช้สองมือดันบานประตูไม้สลักบานหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด
แอ๊ด!
เมื่อประตูเปิดอ้าออกก็ทำให้เฟยหลงยืนตะลึงงันค้างนิ่ง ปากหวอดวงตาเบิกกว้าง เพราะภาพเบื้องหน้าที่เขาเห็นมันไม่ใช่สิ่งของที่จะมีในโลกยุคนี้!
หลอดไฟสีขาวขนาดยาวกำลังให้แสงสว่างเจิดจ้าโดยที่มันไม่ใช่เชิงเทียนหรือตะเกียงน้ำมันแบบที่เขาเคยเห็นในห้องบรรทมของฟางเซียน!
ครู่หนึ่ง...สายตาของเขาก็เริ่มปรับตัวได้ชายหนุ่มเริ่มมองทุกอย่างภายในห้องแห่งนั้นอย่างถนัดถนี่ ก่อนจะพบว่ามันคือห้องน้ำ! ห้องน้ำในคอนโดของตัวเขาเอง
“บ้าน่า...โอ๊ะ!”เฟยหลงอุทานพึมพำไม่ได้ศัพท์ พลางเหยียบย่างเข้าไปในห้องน้ำแบบเชื่องช้าระมัดระวังทุกฝีก้าว
มือข้างหนึ่งลูบไล้คลำไปทั่วผนังกระเบื้องสุขภัณฑ์พร้อมไล่สายตามองแปรงสีฟัน ยาสีฟัน ชักโครก และกระจกที่คุ้นเคย
“เป็ไปไม่ได้”สองขาตรงมาหยุดยืนที่กระจกเหนืออ้างล้างมือ แล้วจ้องมองเงาสะท้อนร่างของฟางเซียนที่ปรากฏฉายอย่างไม่เชื่อสายตา
บริเวณนี้...เขาเคยใช้ล้างหน้าแปรงฟันก่อนไปทำงานทุกเช้า...และมันก็เป็สถานที่ในความทรงจำซึ่งอยู่คู่กับเขามานานถึงสิบปี
พักหนึ่ง...เงาร่างหญิงสาวที่ปรากฏฉายในกระจกก็หลั่งน้ำตาร้องไห้ “นี่ไม่ใช่ความฝันใช่ไหม”มือเรียวเล็กถูกยกขึ้นมาจับใบหน้าของตัวเองอย่างช้าๆ พร้อมเสียงสูดน้ำมูกฟืดใหญ่
“แบบนี้! ก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้น่ะสิ ไม่เห็นจำเป็ต้องกลับไปให้ชาวบ้านลอบฆ่าเราเลยสักนิดจริงไหม?” เฟยหลงพูดปลอบประโลมตัวเอง แล้วมโนภาพหนึ่งของความทรงจำฟางเซียนก็ปรากฏขึ้นในห้วงสมอง
ใบหน้าพ่อแม่ และลูกหลานสกุลอี้จากมิติของฟางเซียนกว่าสองร้อยชีวิตเริ่มปรากฏในโสตประสาทเฟยหลงหลับตา เม้มปากแน่น “ใครจะไปสนกันล่ะแต่เดิมคนพวกนี้ก็ไม่ใช่ครอบครัวจริงๆ ของเราอยู่แล้ว”มือเรียวเล็กกำหมัดถอนหายใจ ก่อนที่จะเปิดน้ำจากอ่างล้างหน้า แล้วล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
ร่างระหงจัดแจงปิดประตูห้องน้ำเพื่อกลับสู่โลกเดิมของตัวเองฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ทำธุระส่วนตัวพลันปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าอาภรณ์ให้เข้ากับยุคสมัยก่อนจะเดินออกจากห้องน้ำเข้าตรวจตราข้าวของในคอนโดที่เขาเคยอยู่
ใบหน้าเฟยหลงยังคงแดงระเรื่อเพราะเขินอายตัวเองในตอนปัสสาวะและเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะมองลอดผ่านบานหน้าต่างกระจกขนาดใหญ่ชมวิวทิวทัศน์ของศตวรรษที่ ๒๑
“เสียงรถวิ่ง...ไม่ได้ยินตั้งนานแน่ะ” ร่างบางยิ้มอ่อนพลันเดินไปหยิบคีย์การ์ดสำรองที่ซ่อนเอาไว้บนหลังตู้เย็นใส่กระเป๋าเสื้อผ้าผู้ชายไม่เหมาะกับร่างกายของหญิงสาวสักเท่าไหร่ มันจึงดูหลวมโพรกอยู่พอตัว
“ก็ไม่รู้หรอกนะว่าประตูมิติมันเชื่อมต่อหรือทำงานยังไงแต่เพราะความคิดของเราในตอนนั้นอยากให้ประตูที่เปิดเป็ห้องน้ำ มันก็กลายเป็ประตูห้องน้ำของคอนโด...อืม... ช่างมันเถอะ... ท้องเริ่มร้องแล้วสิ”
แต่พอจะก้าวขาออกพ้นประตูห้องชายหนุ่มก็ตระหนักขึ้นได้ว่า เขาจะใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างไร ถ้าตัวเขาในตอนนี้ไม่ใช่ตัวเอง!
“เอกสารประจำตัววุฒิการศึกษาของฟางเซียนก็ไม่มี ถ้าจะใช้ของเราก็ไม่ได้แน่”
สองมือเรียวบางกุมขมับปวดเศียรพร้อมควักบัตรเครดิตขึ้นมามองอีกครั้งด้วยสีหน้าครุ่นคิด “ไม่มีงาน ไม่มีเงิน อดตายชัวร์”
เขาเงียบลงไปชั่วครู่ั์ตาล่อกแล่กอย่างกระวนกระวาย
“เอาเป็ว่าออกไปหาอะไรกินข้างนอกก่อนก็แล้วกัน เพราะของในตู้เย็นเน่าเสียหมดแล้ว” ใบหน้าสวยบอกกับตัวเองพลันเดินออกจากคอนโดชั้นที่สี่สิบแปดขึ้นลิฟท์ลงไปยังด้านล่างอย่างเร่งรีบ “รู้งี้น่าจะกินอาหารในห้องของฟางเซียนมาซะก็ดีหรอก”
สายตาผู้คนหันไปมองเงาร่างของฟางเซียนเป็ตาเดียวกันร่างขาวงามปานเทพธิดาดึงดูดสายตาผู้คนเป็อย่างดี
“รองเท้าก็ใหญ่เกินไปเหรอเนี่ยเดินลำบากชะมัด” ริมฝีปากสีแดงบ่นอุบอิบ พลางก้มมองเท้าตัวเองที่กำลังย่างกายมุ่งหน้าสู่ร้านอาหารร้านประจำข้างบริษัทสื่อสิ่งพิมพ์ฮุ่ยหวงด้วยอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่าน
หญิงงามเดินเก้กังเลือกโต๊ะนั่งอย่างคุ้นเคยเขาสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะจนพนักงานเสิร์ฟซุบซิบ ก่อนจะฟาดเรียบทุกเมนูราวกับคนอดอาหารมาแรมปี
แต่...
เมื่อเขาทานเสร็จ...
“ขออนุญาตคุณลูกค้าด้วยนะคะจะชำระเป็เงินสด หรือบัตรเครดิตหรือคะ” พนักงานร่างท้วมเอ่ยถามตามมารยาทเฟยหลงควักบัตรเครดิตยื่นให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมกับนั่งดูดนิ้วลิ้มรสชาติต่อ โดยไม่แคร์สายตาเหล่าประชาชีที่นั่งมองความสวยของเขาอยู่สักนิด
ใช้เวลาไม่นานนักพนักงานร่างท้วมก็เดินกลับมาหาเฟยหลงอีกครั้ง ในครั้งนี้สีหน้าท่าทางของพนักงานเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ขออภัยคุณลุกค้าด้วยนะคะบัตรเครดิตไม่สามารถใช้ได้ค่ะ มันแจ้งเตือนขึ้นว่าไม่มีข้อมูลของบัตรใบนี้แล้ว”
เฟยหลงหน้าซีดเป็ไก่ต้มเหงื่อกาฬไหลรินไปทั่วร่าง หัวสมองตื้อเบลอแบบไม่ทราบสาเหตุ
“กรุณาเปลี่ยนวิธีชำระด้วยค่ะเป็เงินสดก็ได้นะคะ”
อดีตฮองเฮาผู้สูงศักดิ์เริ่มตาเหลือกล่อกแล่กพร้อมกับเสียงภายในใจที่ดังะโก้องในโสตประสาท
‘ฉิบหายแล้วไงทั้งตัวมีแค่บัตรใบเดียว นี่ถ้าโดนจับข้อหาแดกไม่จ่าย จะติดคุกนานไหม’ หญิงสาวรูปงามเริ่มกลืนน้ำลายฝืดคอ
‘แถมฟางเซียนยังไม่มีเอกสารยืนยันตัวตนก็ต้องโดนข้อหาลักลอบเข้าเมืองอีกกระทง ตายโหง!’ ขนตางามงอนกำลังกระพริบปริบๆเหมือนคิดคำนวณอะไรบางอย่าง ‘ไอ้บัตรเครดิตเฮงซวยเราเพิ่งได้มาเองนี่ ทำไมถึงใช้ไม่ได้กัน?’
“เอ่อ...คือ” เฟยหลงยิ้มหวานทำหน้าตาน่ารัก ั์ตาเป็ประกายแสร้งขอความเห็นใจขณะที่พนักงานร่างท้วมเริ่มเท้าสะเอวขมวดคิ้วมุ่ยหน้า เส้นเืปูดโปนนูนทั่วขมับมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า“กรุณาชำระค่าอาหารด้วยค่ะ”
ทว่า...
จู่ๆก็มีเสียงทุ้มนุ่มจากชายคนหนึ่งเอื้อนเอ่ยแทรก
“ผมจ่ายเอง”ชายร่างใหญ่ที่ดูคุ้นตาดีเดินตรงเข้ามาหาอย่างกะทันหัน ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตยื่นให้พนักงานร่างท้วมอย่างนอบน้อมแล้วหันมายิ้มให้เฟยหลงด้วยสีหน้าแช่มชื่นดวงตาเล็กหยี “คนสวยแบบคุณผมเลี้ยงเอง”ท่าทางชีกอปรากฏออกทางใบหน้า...จนอดีตฮองเฮาผู้สูงศักดิ์เสียวสันหลังวาบเป็การใหญ่
เฟยหลงยิ้มแหยก่อนจะเอ่ยทักทายออกไปอย่างสนิทสนมจนอีกฝ่ายต้องเปลี่ยนสีหน้าทันที
“สบายดีไหม...อากุ่ย”
ชายร่างใหญ่ตะลึงงันเล็กน้อยเมื่อสาวสวยปริศนาที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนเรียกชื่อของเขาถูก...
“เดี๋ยวเดี๋ยวนะ คุณรู้จักผม?”
เ้าของขนตางามงอนพยักหน้าช้าๆพลางอมยิ้มมุมปาก “รู้สิ รู้จักดีเลย...”
“แต่...คนสวยอย่างคุณผมมั่นใจว่าเพิ่งเคยพบเป็ครั้งแรก เพราะผมจำชื่อสาวๆ ในออฟฟิศทุกคนได้ขึ้นใจไม่มีทางที่ผมจะลืมคุณได้แน่!” อากุ่ยจมูกบานอย่างภูมิใจ แล้วสายตาก็สบประสานกับสาวงามปริศนาอีกครั้ง“คุณแซ่อะไร?”
เฟยหลงยิ้มหวานจนหัวใจชายหนุ่มฟากฝั่งตรงข้ามละลาย“เชิญนั่งก่อนสิ” ร่างสูงใหญ่ทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างว่าง่ายั์ตายังคงจดจ้องเงาร่างของฟางเซียนแบบไม่ละสายตา “ตกลงคุณแซ่อะไรเพราะไม่มีทางที่ผมจะลืมคุณได้แน่ ถ้าผมเคยพบคุณมาก่อน”
“แซ่อี้”หญิงสาวตอบสั้นๆ ขณะที่ชายร่างใหญ่ตาเบิกกว้าง
“แซ่อี้!”อากุ่ยะโเสียงดัง
“คุณ…คุณเป็ญาติกับเฟยหลงใช่ไหม? งั้นเราอาจเคยพบเจอกันมาแล้วจริงๆ ที่งานศพหมอนั่น” ชายร่างใหญ่จมูกบานสาธยาย “อย่างว่าแหละ งานศพเฟยหลงไม่มีญาติหรือแเื่ที่ไหนเพราะคนที่ไปร่วมงานทั้งหลายก็ถูกเกณฑ์ไปจากบริษัทฮุ่ยหวงทั้งนั้นงานมันค่อนข้างวุ่นวายนิดหน่อย เพราะไม่มีตัวตั้งตัวตีวิ่งเต้นเื่เอกสาร ก็นะหมอนั่นเป็เด็กกำพร้านี่เนอะ ผมเลยแปลกใจนิดหน่อยที่มันมีญาติหน้าตาอย่างกับนางฟ้าแบบคุณได้”
ร่างระหงจับแก้วกาแฟแน่นเมื่อได้ยินคู่สนทนาพูดพร่ำไม่หยุดริมฝีปากเรียวเล็กเอ่ยทวนคำช้าๆ “งานงานอะไรนะ?”
“งาน...อ่อ...งานศพไงครับ” อากุ่ยย้ำ “แล้วคุณผู้หญิงแซ่อี้อี้อะไรหรือครับ?”
เฟยหลงนิ่งเงียบไม่โต้ตอบอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถามคำถามซ้ำอีกครั้ง “ขะขะเขาตาย...กี่วันแล้ว”
อากุ่ยสูดลมหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความรู้สึกอยากปลอบประโลมหญิงสาวมือหนาของมันเอื้อมมาจับมือเฟยหลงที่อยู่ในร่างของฟางเซียนแบบฉวยโอกาส พร้อมตอบกลับว่า“นี่ก็ผ่านมาหนึ่งปีแล้วครับ คุณผู้หญิง”
เทพธิดาหลงยุคก้มหน้าก้มตา พลางพึมพำกับตัวเองไม่ได้ศัพท์น้ำตาเริ่มคลอเบ้า
“สรุป...ทั้งหมด ไม่ใช่ฝัน... มันไม่ใช่ความฝันจริงๆ สินะ”
โปรดติดตามตอนต่อไป