เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากรับประทานอาหารเช้าเสร็จ อวิ๋นเม่าซานก็เอ่ยกับอวิ๋นเฉิงหลิ่งว่า "เ้าใหญ่ เมื่อคืนพ่อกับแม่ของเ้าหารือกันว่าจะส่งเ้าไปเรียนที่สถานศึกษาในเมือง เ้าคิดเห็นว่าอย่างไร?"
อวิ๋นเฉิงหลิ่งตะลึงไปชั่วขณะ เขารู้สภาพความเป็อยู่ของบ้านตนเองดี ลำพังส่งเขาเรียนที่สำนักศึกษาในหมู่บ้านก็ตึงมือมากแล้ว ค่าใช้จ่ายของสถานศึกษาในเมืองยิ่งสูงลิ่ว ทั้งกินทั้งนอนต้องอยู่ที่เมืองทั้งหมด ยามนี้ในหมู่บ้านมีเพียงบุตรชายของเศรษฐีเหอและจางซิ่วไฉเท่านั้นที่ได้เรียนในสถานศึกษาในเมือง
"ท่านพ่อ ค่าใช้จ่ายสูงเกินไปนะขอรับ" อวิ๋นเฉิงหลิ่งลังเลเล็กน้อยก่อนเอ่ย เขาเองก็รู้ว่าสถานศึกษาในเมืองสั่งสอนได้ดี แต่ไม่อยากให้พ่อแม่ต้องตรากตรำลำบากเพื่อตนเองมากเกินไป
"ยามนี้พวกเรามีเงินจากการขายซานชีอยู่ไม่ใช่หรือ พ้นปีหน้าไปก็มีผลผลิตในไร่นาอีก พ่อคำนวณดูแล้วคงไม่ลำบากเกินกำลังเท่าใดนัก ขอเพียงเ้าสอบได้คะแนนดี ทุกอย่างก็คุ้มค่าแล้ว" อวิ๋นเม่าซานเอ่ยอย่างช้า ๆ
"พี่ใหญ่ ท่านวางใจไปเรียนในเมืองเถิดเ้าค่ะ เื่ค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันไม่ต้องเป็ห่วง บ้านเราจะยิ่งดีขึ้นเรื่อย ๆ แน่นอนเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วโบกมือเอ่ย
"ใช่แล้วพี่ใหญ่ หากท่านสอบติดซิ่วไฉหรือจวี่เหรินขึ้นมา ครอบครัวเราก็จะพลอยมีหน้ามีตาไปด้วยนะขอรับ" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอ่ยอย่างตื่นเต้นอยู่ข้าง ๆ ราวกับว่าอวิ๋นเฉิงหลิ่งสอบติดคว้าตำแหน่งมาได้แล้วอย่างไรอย่างนั้น
"เ้าเด็กคนนี้นี่ ยามปกติให้ศึกษาร่ำเรียนอักษรก็ไม่ตั้งใจ คราวนี้พี่ใหญ่ของเ้าไปเรียนในเมืองแล้ว เ้าก็อย่าวิ่งซนไปทั่วูเาอีกเลย ไปสำนักศึกษาในหมู่บ้านเรียนรู้อักษรเพิ่มอีกสักหน่อยเสีย" อวิ๋นเม่าซานตบหลังศีรษะอวิ๋นเฉิงเฟิงเบา ๆ พลางดุเสียงดัง
"เอ๋? ไม่เอาหรอกขอรับ!" อวิ๋นเฉิงเฟิงเอามือเกาหัววิ่งหนีพลางโอดครวญ "ข้ากลัวการอ่านตำราที่สุดแล้ว"
"พี่รอง ท่านต้องรู้ตัวอักษรเพิ่มขึ้นอีกหน่อย ถึงจะไปหางานที่ทำเงินได้เยอะ ๆ นะเ้าคะ เอาแต่วิ่งเล่นบนเขาทั้งวันไม่ใช่เื่ดีในระยะยาว ลองมองดูคนที่เขียนอักษรและคิดบัญชีได้สิ พวกเขาสามารถหางานที่สมฐานะและได้เงินมากกว่า ส่วนคนที่ไร้ความรู้ อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ก็ทำได้เพียงขายแรงงาน ตรากตรำในไร่นา กระทั่งหากอ่านตำราการเกษตรไม่ได้ ก็ยังทำไร่ทำนาได้ไม่ดีเลย" อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยช่วยหว่านล้อมอยู่ข้าง ๆ
"เช่นนั้น... ก็ได้ ข้าฟังคำน้องเล็ก" อวิ๋นเฉิงเฟิงครุ่นคิดครู่หนึ่ง น้องเล็กพูดไม่ผิด คนรู้จักตัวอักษรถึงจะมีความสามารถ มีความสามารถถึงจะทำการใหญ่ได้ ทำการใหญ่สำเร็จถึงจะเป็ที่พึ่งให้น้องสาวได้ วันหน้าเมื่อน้องสาวแต่งงานไป จะได้ไม่ถูกบ้านสามีรังแก และไม่ถูกผู้อื่นดูิ่เอาได้
อวิ๋นเฉิงซิ่วไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าพี่รองผู้นี้จะจินตนาการไปไกลถึงเพียงนั้นในชั่วลมหายใจเดียว พอเห็นท่าทางซื่อ ๆ ของพี่รองก็นึกขำอยู่ในใจ
อวิ๋นเม่าซานถอนหายใจ เอ่ยพึมพำกับตนเอง "เฮ้อ ไม่รู้ว่าเ้ารองจะรู้ความเมื่อใด เอาแต่ซื่อบื้อเช่นนี้ จะหาภรรยาได้อย่างไรกัน?"
พออวิ๋นเฉิงเฟิงได้ยินท่านพ่อพูดเช่นนั้นก็อับอายจนหูแดงก่ำเอ่ยอู้อี้ "ข้ายังไม่หาภรรยาหรอก ข้ายังเยาว์นัก พี่ใหญ่ยังไม่หาเลย"
ส่วนอวิ๋นเฉิงหลิ่งเอ่ยเรียบ ๆ "การศึกษายังไม่ประสบผล จะสร้างครอบครัวได้อย่างไร?"
เฉินซื่อพยักหน้าเห็นพ้อง "เื่แต่งงานของหลิ่งเอ๋อร์ไม่ต้องรีบร้อน รอให้สอบได้ก่อน แม่ค่อยไปเสาะหาแม่นางดี ๆ ในหมู่บ้านให้เ้า"
อวิ๋นเฉิงซิ่วยิ้มตาหยีเอ่ย "ถึงยามนั้นคงไม่ต้องให้ท่านแม่ยุ่งยากออกไปหาหรอกเ้าค่ะ แม่สื่อทั่วทุกหัวระแหงสิบหลี่แปดหลี่คงแทบเหยียบธรณีประตูบ้านเราจนสึกแน่ ๆ "
ได้ยินคำนี้เข้า อวิ๋นเฉิงหลิ่งก็ทนต่อไปไม่ไหว รีบเอ่ย "ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าไปเรียนก่อนนะขอรับ"
หลังพูดจบ อวิ๋นเฉิงหลิ่งก็หนีออกไปอย่างรวดเร็ว
"ฮ่า ๆ ๆ !" คนที่เหลือในห้องมองหน้ากัน ทันใดนั้นก็หัวเราะะเิออกมาพร้อมกัน
พี่ชายคนโตผู้สุขุมเยือกเย็นผู้นี้ก็มีมุมเสียกิริยาเช่นนี้ด้วย ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก อวิ๋นเฉิงซิ่วเกิดความรู้สึกเอ็นดูเหมือนแม่มองลูกอย่างน่าประหลาด
ยังไม่ทันที่ทุกคนจะหยุดหัวเราะ อวิ๋นเฉิงเฟิงก็เอ่ยขึ้น "ข้าจะไปผ่าฟืนบนเขาขอรับ
หลังพูดจบ อวิ๋นเฉิงเฟิงก็ปรี่ออกนอกห้องไป นำมีดผ่าฟืนแล้ววิ่งหายวับไปทันที
"เติบใหญ่กันหมดแล้วจริง ๆ " เฉินซื่อเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลเพราะหัวเราะตรงขอบตาพลางเอ่ย
"นั่นสิ สินเดิมของซิ่วเอ๋อร์ก็ควรเตรียมได้แล้ว ไม่รู้ว่าเ้าเด็กบ้านไหนจะมีบุญวาสนาได้แต่งลูกสาวแสนดีของบ้านเราไปหนอ" อวิ๋นเม่าซานถอนหายใจเอ่ย
'อุ๊ย! ลามมาถึงตัวเราเสียแล้ว' อวิ๋นเฉิงซิ่วถอยทัพทันที
"ท่านแม่ ข้าไปหาเอ้อร์ยาเล่นสักครู่นะเ้าคะ" นางไม่อยู่ให้ท่านพ่อท่านแม่เอ่ยหยอกเย้าต่อหรอก
"ไปเถิด รีบไปรีบกลับมาเล่า อย่าเดินไปไกลนัก" เฉินซื่อกำชับด้วยความห่วงใย พอดีลูกสาวบอกจะออกนอกบ้าน นางก็ไม่สบายใจ ต้องพูดย้ำอยู่ครึ่งชั่วครู่ถึงจะหยุดปาก
"ข้าไปเล่นที่บ้านเอ้อร์ยาเท่านั้น ไม่ไปที่อื่นหรอกเ้าค่ะ" อวิ๋นเฉิงซิ่วรู้ว่าเฉินซื่อเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของตน ดังนั้นยามออกนอกบ้านจึงต้องบอกกล่าวให้ชัดเจน เพื่อมิให้ท่านแม่ต้องกังวล
"อืม เอ้อร์ยาเป็เด็กสุขุม อยู่กับนางแม่ค่อยวางใจหน่อย" เฉินซื่อรู้ดีว่าไม่อาจกักขังลูกสาวไว้ในบ้านได้ตลอด เวลาควรให้ออกไปเที่ยวเล่นก็ต้องให้ออกไป
"อย่ามัวแต่เล่นเพลิน จำไว้ว่าต้องรีบกลับบ้าน"
"ทราบแล้วเ้าค่ะ!" อวิ๋นเฉิงซิ่วเดินออกจากเรือนใหญ่ พลางหันหลังโบกมือให้เฉินซื่อ