เมื่อเซินหลางเหอและชายชราก้าวมาถึงเรือนไม้หน้าสวนสมุนไพร ร่างสูงโปร่งของชายชราก็พลันหายลับเข้าไปในเรือนโดยไม่เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังที่หนักแน่นดั่งภูผา
เซินหลางเหอหยุดยืนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกายกลับไปยังแปลงสมุนไพรของตนเอง เวลาบัดนี้ล่วงเข้าสู่ยามเว่ย ดวงตะวันเคลื่อนเลยศีรษะไปแล้ว
เมื่อเท้าของเขาย่างลงบนผืนดินทั้งสี่แปลง สายตาพลันหยุดนิ่งอยู่ที่แปลงเจียงหวง ความผิดปกติราวกับเงามืดแห่งหายนะปกคลุม ดินที่เคยชุ่มชื้นยามเช้า บัดนี้กลับแห้งผากกลายเป็ผงธุลี ต้นอ่อนเล็กๆ เหี่ยวเฉา ใบห่อหุ้มสั่นระริกราวกับใกล้สิ้นใจ
“แดดร้อนระอุเกินไป ดินไม่อาจกักเก็บความชื้น ต้นอ่อนจึงขาดน้ำจนเหี่ยวแห้ง...” เซินหลางเหอครุ่นคิด พลางเงยหน้ามองดวงตะวันสีแดงเพลิงที่แผดเผาท้องฟ้า ราวกับจะกลืนกินทุกสรรพชีวิต
เขายืนครุ่นคิดชั่วครู่ สายตาก็เหลือบไปเห็นแปลงสมุนไพรอีกมุมหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไป มีการกางผ้าสีขาวบางๆ ไว้เหนือแปลงเพื่อกรองแสงแดดให้รำไร
“เป็เช่นนั้นนี่เอง... ต้องกำบังแสงแดดไว้จึงจะรักษาความชื้นได้” ความคิดหนึ่งพลันผุดวาบขึ้นในใจ ทว่าแล้วคิ้วของเขาก็ขมวดแน่น “แต่ข้าจะหาผ้าเช่นนั้นได้จากที่ใด?”
ในยามนี้ไร้ผู้คนรอบข้าง การวิ่งกลับเรือนย่อมเสียเวลา เขาจึงกวาดสายตามองรอบกายเพื่อหาสิ่งทดแทน จนสายตาหยุดนิ่งที่ต้นอู่ถง[1]ซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก ใบกว้างใหญ่หนาทึบราวกับพัดจากธรรมชาติที่แผ่ออกมาปกป้องผืนดิน
ไม่รีรอ เขารีบก้าวเข้าไปหักกิ่งใบเขียวเข้มจากต้นอู่ถงสองสามกิ่ง แล้วนำกลับมาปักรอบแปลงเจียงหวง จัดวางใบอู่ถงให้แผ่คลุมต้นอ่อน ป้องกันมิให้แสงแดดสาดส่องลงมาได้
หลังจากงานเสร็จสิ้น เขาถอยออกมาช้าๆ หายใจยาวด้วยความโล่งอก ก่อนจะเดินกลับไปนั่งใต้ร่มไม้ต้นเดิมที่เคยพักเมื่อยามสาย สายตาพลันเหลือบเห็นตำราหนังสือเล่มหนึ่งวางนิ่งอยู่บนพื้นดิน
“ข้าลืมหยิบตำราไปด้วยหรือนี่...” เขาพึมพำเบา ๆ พลางหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นปัดทราย แล้วเปิดไปยังหน้าแรกอีกครั้ง
ตัวอักษรบนหน้ากระดาษส่องประกายภายใต้แสงแดดยามบ่าย
“มันมิได้โตจากแสง...เเต่งอกจากความอับชื้นใต้ดิน
ผู้ให้แสงมากเกิน ย่อมแผดเผา
ผู้กักแสงหมดสิ้น ย่อมทำให้เน่า
รำไร...คือช่องว่างระหว่างตายกับเติบโต”
เซินหลางเหออ่านทวนซ้ำครั้งเเล้วครั้งเล่า ราวกับทุกถ้อยคำสั่นะเืเข้ามาในหัวใจ เขาเดินไปมาในร่มไม้ ครุ่นคิดกับตนเอง “ผู้ให้แสงมากเกิน ย่อมแผดเผา...ผู้กักแสงหมดสิ้น ย่อมทำให้เน่า...” ทุกถ้อยคำในตำราเหมือนจะตรงกับสิ่งที่เขากำลังเผชิญอยู่
พลันสายตาของเขาเบิกกว้างขึ้น ราวกับผู้หยั่งรู้ความหมายที่ซ่อนเร้น “แสงสว่างไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไป หากมากเกิน มันจะทำลาย”
เขาตระหนักว่าเขาได้กำบังแสงแดดให้กับต้นเจียงหวงจนมิดชิดเกินไป ซึ่งตามคำในตำรากล่าวว่า “ผู้กักแสงหมดสิ้น ย่อมทำให้เน่า” ความชื้นใต้ดินต่างหากที่เจียงหวงชอบ การกักแสงทั้งหมดอาจทำให้ดินชื้นจนเกินไป และต้นเจียงหวงอาจจะเน่าตาย
“รำไร... คือช่องว่างระหว่างตายกับเติบโต” เขาพึมพำประโยคสุดท้ายของบทนี้
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็รีบเดินไปยังแปลงเจียงหวงอีกครั้ง ค่อยๆ คลายใบอู่ถงออกทีละน้อย ปล่อยให้แสงแดดอ่อน ๆ แทรกผ่านลงมา พอให้ต้นอ่อนได้รับพลังแห่งชีวิตโดยไม่ถูกแผดเผา
เมื่อทุกอย่างถูกจัดเเจงเรียบร้อย เขากลับไปนั่งใต้ร่มเงาไม้ วางตำราไว้บนตัก ลมยามบ่ายพัดโชย เสียงใบไม้ไหวพลิ้วราวกับสรรเสริญความเข้าใจที่เขาเพิ่งค้นพบ
หัวใจของเซินหลางเหอสงบเย็นดุจผิวน้ำในบึงใส รอคอยบัณฑิตหนุ่มที่จะมารับเขาในยามสนธยาด้วยความหวังว่าสิ่งที่เขาทำไปจะถูกต้องและช่วยให้ต้นเจียงหวงรอดพ้นจากความตายได้
...
เวลาล่วงเลยไปจนดวงตะวันคล้อยต่ำลงสู่เส้นขอบฟ้า แสงสีส้มแดงฉาบทาไปทั่วทั้งผืนนภา บรรยากาศภายในสวนสมุนไพรเงียบสงบยิ่งกว่าที่เคย มีเพียงเสียงลมพัดแ่เบาพลิ้วไหวผ่านใบไม้ ช่างเป็ภาพที่สวยงามเเละสงบ
ใต้ร่มไม้ใหญ่ เซินหลางเหอนั่งทอดกายลง สายตาจับจ้องไปยังแปลงสมุนไพรทั้งสี่ โดยเฉพาะแปลง เจียงหวง ที่บัดนี้ถูกโอบคลุมด้วยเงาใบอู่ถงที่เขาเพิ่งบรรจงจัดไว้ ความเหน็ดเหนื่อยทั้งวันพลันถูกแทนที่ด้วยความอิ่มเอมใจ เมื่อเขานึกถึงกระบวนการคิดของตนที่ค่อยๆ ตีความปริศนาจากตำราได้สำเร็จ ความภาคภูมิใจเเผ่อบอวลอยู่ในอกน้อยๆของเซินหลางเหอ
ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าแ่เบาดังแว่วมาแต่ไกลจากทางเข้าสวน บัณฑิตหนุ่มผู้มีใบหน้าอ่อนโยนก้าวเข้ามาด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม เมื่อเห็นเซินหลางเหอนั่งรออยู่ เขาก็แย้มยิ้มบางๆ
“หนุ่มน้อย ข้ามาแล้ว”
เซินหลางเหอรีบลุกขึ้นยืน ประสานมือคารวะ “ท่านอา ข้ารอท่านอยู่จริงๆ” แววตาเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรง ทว่าก็มีประกายยินดีเจือปนอยู่เล็กน้อย
บัณฑิตหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย “ถึงเวลาที่เราต้องกลับกันแล้ว”
ทั้งสองจึงก้าวเดินเคียงข้างกันออกไป เสียงฝีเท้าประสานกลมกลืนกับสายลม สร้างความสงบที่โอบล้อมทั่วทั้งสวน
เมื่อเดินผ่านเรือนไม้หลังเล็กหน้าสวน ซึ่งบัดนี้จุดตะเกียงไฟส่องสว่างอยู่ภายใน บัณฑิตหนุ่มหยุดฝีเท้าลง ประสานมือคารวะไปยังเรือนด้วยท่าทีเคารพนบน้อม
“ท่านผู้าุโ ข้าน้อยขอนำตัวเด็กน้อยกลับก่อน ขอขอบคุณท่านที่ช่วยดูแลเขา พรุ่งนี้ข้าจะนำเขามาอีกนะขอรับ”
เซินหลางเหอเมื่อเห็นดังนั้น ก็รีบประสานมือคารวะตาม สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ “ขอบพระคุณท่านาุโที่เมตตา ข้าจะไม่ทำให้ผิดหวังขอรับ!” น้ำเสียงของเขาสั่นเล็กน้อย ผสานทั้งความนอบน้อมและความมุ่งมั่นไว้ในถ้อยคำ
ทว่าในเรือนยังคงเงียบสงัด ไม่มีเสียงใดตอบกลับ มีเพียงเปลวไฟจากตะเกียงที่ไหววูบวาบ ราวกับเก็บงำความลับไว้ในแสงสลัว
บัณฑิตหนุ่มมิได้แสดงสีหน้าผิดหวัง หากเพียงยิ้มบางๆ พลางก้าวเดินต่อ เซินหลางเหอจึงเดินตามไป พวกเขาทั้งสองห่างออกไปทีละก้าว ทิ้งเรือนไม้เล็กนั้นไว้ให้ถูกโอบล้อมด้วยความเงียบสงบในยามราตรี
ทว่า…ภายในเรือนไม้เล็กที่ดูเงียบงันนั้น ชายชราไป๋ชิงหยุนยังมิได้เข้าสู่ความสงบเงียบดังที่ผู้คนเข้าใจ เขานั่งขัดสมาธิอยู่กับกองสมุนไพร มือหนึ่งถือมีดแกะสลัก อีกมือถือรากโสมแก่รูปทรงบิดเบี้ยวราวกับรูปปั้นวิปริต เขาแกะไปบ่นไป น้ำเสียงห้วนสั้นราวกับไม่พอใจโลกทั้งใบ
“เหอะ! เด็กโง่…มาคารวะอยู่ได้ หากมีสมองสักหน่อยก็สมควรมากราบข้าเป็อาจารย์ไปนานแล้ว! ข้าสูงส่งถึงเพียงนี้ ยังต้องให้ขอร้องเองอีกหรือ!”
แต่ปากบ่น มือกลับหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง เมื่อเสียงฝีเท้าสองคู่ห่างออกไปทีละก้าว หัวคิ้วเขากระตุกเล็กน้อย แล้วราวกับทนไม่ได้จึงรีบวางรากโสมในมือลง ย่องไปที่บานประตูไม้ แนบสายตากับรูเล็กๆ สายตาคมสอดมองออกไป
เห็นแผ่นหลังเซินหลางเหอกับบัณฑิตหนุ่มกำลังห่างไกล ท่ามกลางแสงอัสดงที่ทอดยาวราวม่านเพลิง
ไป๋ชิงหยุนเผลอยิ้มออกมา แต่อย่างมากก็เพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น เขารีบกระแอม “อะเเฮ่มๆ!” กลบเกลื่อน แสร้งทำเป็ไอ ทั้งยังตบอกตัวเองสามที ทำราวกับว่าเมื่อครู่มิได้ยิ้ม
เขากลับไปนั่งที่เดิม แต่ครานี้ดันนั่งทับกองสมุนไพรแห้งเสียงดัง พลั่ก! ฝุ่นคลุ้งตลบจนเขาไอค่อกแค่ก “บัดซบ! สมุนไพรพวกนี้ก็ช่างเลือกเวลาจะก่อกวน!”
เมื่อหยิบรากโสมขึ้นมาแกะต่อ ครานี้สายตาเขาดันมองเห็นรูปทรงของมันคล้ายเด็กน้อยยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า เขาชะงักไปอึดใจ ก่อนจะหรี่ตาใส่ “เ้า…เ้าหัวขาวนี่! เ้าหัวเราะเยาะข้าอยู่หรือ?”
เงียบ…แน่นอนว่าโสมมันเงียบ
ไป๋ชิงหยุนยิ่งหงุดหงิด “ยังจะทำเป็ไม่พูดอีก? ฮึ! ก็เหมือนเด็กนั่นแหละ ทำให้ข้าเป็ห่วงแล้วก็เดินจากไปเฉย ๆ เหอะ! โลกนี้ไม่เหลือผู้ใดเห็นค่าข้าแล้วจริงๆ”
พูดจบ เขาก็สะบัดหน้าหันไปอีกทาง แต่ปลายหางตากลับยังคงเหลือรอยยิ้มลอบซ่อนอยู่ รอยยิ้มเล็กๆ ที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่ยอมรับว่ามี
“เด็กโง่… รีบๆ โตเถิด ข้าจะได้โยนตำราโบราณให้เ้าสักสิบเล่ม ฮึ!”
เขาแกะโสมไปหัวเราะไปเหมือนคนบ้าอย่างเงียบๆ ท่ามกลางเรือนไม้เงียบงัน แต่หากผู้ใดมาเห็นภาพนี้เข้า คงมิอาจตัดสินได้ว่าเขาเป็ ผู้าุโผู้ลึกล้ำ หรือเป็ คนแก่ที่เถียงกับรากโสมจนเสียสติ กันแน่
...
เมื่อดวงอาทิตย์คล้อยต่ำจนลับเหลี่ยมเขา ความมืดเงียบงันแผ่คลุมไปทั่วทั้งหุบผา มีเพียงแสงโคมไฟตามรายทางที่คดเคี้ยวเป็แสงริบหรี่ นำทางสองเงาร่างเล็กใหญ่ที่กำลังก้าวเดินกลับมาเรือนพัก
เซินหลางเหอวิ่งนำเข้ามายังเรือนไม้ของตนด้วยท่าทีร่าเริง ราวกับมิได้รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย กลิ่นอาหารอุ่นๆ ลอยคลุ้งอบอวลไปทั่วห้องโถงเล็กๆ โต๊ะไม้กลมมีสำรับเรียงรายรออยู่แล้ว บรรยากาศภายในเต็มไปด้วยความอบอุ่น
เขานั่งลงพลางยกชามข้าวขึ้นในมือ อวี๋เยว่ฉีซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามมองเขาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ดวงตานางทอประกายอบอุ่นราวกับแสงจันทร์ยามราตรี
ก่อนที่ตะเกียบจะคีบกับข้าว เสียงหนึ่งจากนอกเรือนก็ดังแว่วเข้ามา
“หนุ่มน้อย อีกครึ่งชั่วยามจะถึงเวลาทดสอบที่สอง ขอให้เ้าเตรียมตัวให้ดี”
“ทราบแล้วขอรับ ท่านอา” เซินหลางเหอขานรับเสียงดังก่อนจะกลับไปสนใจยังสำรับอาหารด้วยรอยยิ้มที่มิได้แสดงความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
“หลางเหอ วันนี้เ้าเหนื่อยหรือไม่?” อวี๋เยว่ฉีเอ่ยถามเบาๆ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความห่วงใย
“ไม่เหนื่อยเลยขอรับพี่หญิง” เด็กน้อยตอบกลับทันควัน ใบหน้าส่องประกายสดใสราวกับแสงจันทรา“วันนี้สนุกมากเลย! ข้าได้เจอสหายใหม่ด้วย”
จากนั้นเขาก็เริ่มเล่าเื่ที่ได้พบซ่งอวี่ ฟางลี่ และเหยาิ ดวงตาเป็ประกายขณะบรรยายฉากที่หมอไป๋ชิงหยุนช่วยชีวิตบิดาของซ่งอวี่ วิธีการที่ชายชราผู้นั้นใช้กิ่งควันหยกรักษาอาการาเ็ ทำให้เขาเล่าอย่างตื่นเต้นจนแทบลืมหายใจ ตะเกียบในมือก็คีบอาหารไม่หยุดปาก บางครั้งเคี้ยวจนติดคอจนต้องไอออกมาเสียงดัง
“ค่อยๆ เล่าก็ได้ ไม่ต้องรีบร้อน กลัวใครจะมาแย่งฟังหรือไง” อวี๋เยว่ฉีหัวเราะเบาๆ มือขาวเรียวหยิบถ้วยน้ำยื่นให้เด็กน้อยด้วยท่าทางอ่อนโยน
เซินหลางเหอรับถ้วยมาดื่ม ก่อนยิ้มเขินอาย พลางพึมพำ “ข้าก็เเค่…อยากเล่าให้พี่หญิงฟังเร็วๆ เท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำเอาหญิงสาวหัวเราะคิก รอยยิ้มของนางสว่างไสวราวกับทำให้บรรยากาศทั้งเรือนเล็กอบอวลด้วยความสุขและความอบอุ่น ราวกับว่าความเหน็ดเหนื่อยทั้งปวงในวันนี้ละลายหายไปสิ้น
_________________________________
[1]ต้นอู่ถง(梧桐) เป็ไม้มงคลของจีนที่มีความเชื่อว่าหงส์จะบินลงมาเกาะเฉพาะต้นที่โตเต็มที่เท่านั้น เเละเป็ไม้ผลัดใบที่มีลักษณะเด่นคือใบขนาดใหญ่เป็แฉกคล้ายร่ม และลำต้นมีเปลือกสีเขียว