บทที่ 48
ท่านน้าซู
แท้จริงแล้วหากพูดถึงอายุในปัจจุบันของคุณหนูตระกูลซูผู้นี้ ก็นับได้ว่าไม่น้อยแล้วนางมีอายุครบยี่สิบปีเต็ม เป็นสตรีวัยเดียวกับไป๋ซือเหนียงอย่างแท้จริงเพราะในยามเยาว์ พวกนางเคยวิ่งเล่นเคียงคู่กันในลานหินหน้าตำหนักอัคคีเมฆา
ในนครเหยียนจิง สำหรับบุตรสาวตระกูลใหญ่แล้วอายุสิบแปดปีขึ้นไปย่อมเป็นวัยที่ควรออกเรือน ปักปิ่นเตรียมตัวเป็นชายาแห่งเรือนผู้อื่นทว่าคุณหนูซูผู้นี้กลับยังไร้วี่แววจะมีคู่หมั้นคู่หมายใดจึงนับว่าหลุดจากวัยออกเรือนไปอยู่ไม่น้อย
แต่จะให้ทำอย่างไรได้ใครในเมืองหลวงจะไม่รู้เล่าถึงกิตติศัพท์ของคุณหนูตระกูลซูผู้นี้ นิสัยห้าวหาญเอาแต่ใจ ติดจะซุกซนอยู่สักหน่อย ไม่ยินยอมให้บุรุษใดมาครอบครองหัวใจได้ง่าย ๆจนบรรดาแม่สื่อแม่ชักต่างพากันถอนใจ
“ท่านป้า...จะพูดเช่นนี้ก็ไม่ได้เสียทีเดียวนะเจ้าคะ...ดูเหล่าบุตรชายของท่านลุงสิ...” ซูเหม่ยหรูพึมพำออกมาเสียงเบาใบหน้าแอบเม้มเล็กน้อยราวกับอยากโต้เถียงแต่ก็เกรงใจคนตรงหน้าเกินกว่าจะขึ้นเสียง
‘ท่านลุง’ ที่นางเอ่ยถึงย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเหยียนฉางหลง อ๋องผู้ยิ่งใหญ่แห่งราชวงศ์ เหตุที่นางกล้าเรียกอ๋องผู้นี้ว่า‘ท่านลุง’ อย่างเป็นกันเองก็เป็นเพราะความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองตระกูลบิดาของนางกับเหยียนหลงอ๋องเคยร่วมเป็นสหายร่วมเป็นร่วมตายมาแต่หนหลัง
เมื่อเห็นสายตาจริงจังของพระชายาที่กำลังจ้องมาด้วยแววตาคมเข้มนางก็รีบเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็วดวงตากลมของนางก้มมองไปยังเด็กน้อยที่นั่งอยู่บนตักพระชายา
ในตอนนี้ เถาเถาเพิ่งกินขนมจนหมดพอดีนางลูบท้องป่องนิด ๆ ของตนเองเบา ๆ ราวกับกำลังสำรวจความพึงพอใจก่อนจะเงยหน้าขึ้นยิ้มกว้าง ดวงตากลมใสเป็นประกายระยับเสียงใสแจ๋วเอ่ยแนะนำตัวอย่างภูมิใจ:
“ข้าชื่อเถาเถาเจ้าค่ะ! เป็นดอกไม้ของท่านแม่เป็นตัวหอมของท่านปู่ และเป็นขนมโปรดของท่านย่าด้วย!”
ระหว่างพูดเด็กน้อยก็เอานิ้วชี้แตะจมูกตัวเองเบา ๆก่อนจะชูสองแขนขึ้นเหนือหัวแล้วแกว่งไปมาอย่างร่าเริงประหนึ่งจะอวดความน่ารักของตนเองให้โลกทั้งใบได้รับรู้
ซูเหม่ยหรูถึงกับอ้าปากพะงาบเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู
“โอ๊ย… เจ้าเด็กน้อยนี่ ฉลาดเฉลียวนัก!สมแล้วที่เป็นหลานสาวของข้า!”
นางว่าพลางเดินเข้ามานั่งยอง ๆข้างโต๊ะ ยกมือขึ้นตบอกตนเองเบา ๆ อย่างภาคภูมิ “ต่อไปนี้เจ้าจงเรียกข้าว่าท่านน้าซู!จำไว้เลยนะเถาเถา หากมีผู้ใดกล้ารังแกเจ้าในเมืองหลวงแห่งนี้ บอกข้า!เจ้าจะเอาอันใด ข้าจะจัดให้ทุกอย่าง!”
ถ้อยคำของนางเปี่ยมด้วยความมั่นใจปะปนด้วยความเอ็นดูที่ล้นปรี่ขณะเดียวกันไป๋ซือเหนียงก็มองภาพตรงหน้านั้นอย่างเงียบ ๆรอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก เป็นรอยยิ้มอ่อนโยนที่นางไม่ค่อยได้แสดงออกบ่อยนัก
และสำหรับเถาเถา…ในวันนี้ดูเหมือนจะมี ‘พวกพ้อง’ เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้วจริง ๆ
เถาเถาเงยหน้าขึ้นดวงตากลมใสเปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวสะท้อนอยู่ภายในเสียงใสของนางเอ่ยออกมาอย่างตื่นเต้น พร้อมกับชูกำปั้นเล็ก ๆขึ้นเหนือศีรษะราวกับกำลังสาบาน
“ข้าอยากไปเที่ยวเล่นด้านนอกเจ้าค่ะ!ได้ยินจากท่านแม่ว่าสถานที่แห่งนี้คือนครหลวง...ใหญ่โตราวกับนครสวรรค์เพราะแบบนั้นข้าอยากออกไปดูให้เห็นกับตา!”
เสียงหัวเราะใสร่าเริงของซูเหม่ยหรูดังขึ้นฮ่า ฮ่า ฮ่า นางย่อตัวลงมาแล้วตบหัวไหล่เถาเถาเบา ๆ อย่างเอ็นดู “เช่นนั้นก็ไปสิ!น้าซูจะพาเจ้าไปเอง!”
พระชายาผู้เป็นท่านย่าของเถาเถามองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มบางก่อนจะส่ายหน้าน้อย ๆ แล้วกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงเจืออารมณ์ขัน “เอาตัวเองให้รอดก่อนเถอะ…”
คำพูดนั้นทำให้ซูเหม่ยหรูกระพริบตาถี่อย่างฉงนหันขวับไปทางพระญาติผู้ใหญ่ของตนเองด้วยความงุนงง พลันในขณะนั้นเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง น้ำเสียงเรียบเรื่อย ไร้แววอารมณ์ใด ๆหากแต่แฝงด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ไม่อาจเพิกเฉยได้
“นายท่านให้ข้ามาตามคุณหนูกลับบ้านขอรับ”
เสียงนั้นดังพอให้ได้ยินชัดในระยะของผู้ที่อยู่ภายในสวนดอกไม้เงียบสงบและมันก็ทำให้ร่างของคุณหนูซูที่ก่อนหน้านี้ยังดูกล้าแกร่งราวกับอัศวินหญิงพลันแข็งค้าง นางสะดุ้งเฮือกใบหน้าที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาเมื่อครู่พลันซีดเซียวเล็กน้อย สายตาไหววูบอย่างลังเล
“ฮ่า... ฮ่า... ท่านปู่จ้าวท่านเดินทางมาด้วยตนเองเลยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ…” เสียงหัวเราะฝืดฝืนหลุดออกมาจากริมฝีปากนางพร้อมกับคำพูดที่แห้งแล้งราวกับสายลมแล้งเดือนห้า
คอของนางค่อย ๆ บิดหันกลับไปอย่างช้าๆ ประหนึ่งพยายามถ่วงเวลาไม่ให้สายตาปะทะกับผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังเร็วเกินไปนักและแล้วนางก็ได้เห็นภาพนั้นจนได้…
ชายชรารูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบๆ บริเวณทางเข้าของสวนใต้ร่มเงาของต้นหลิว
ชายชราผู้นี้ดูมีอายุราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบปีผมยาวสีขาวสะอาดรวบไว้ลวก ๆ บนศีรษะ หนวดเคราของเขาก็ขาวละเอียดและเป็นระเบียบสะอาดสะอ้านไร้คราบอายุกวนใจ แม้จะเป็นชายชราหากร่างกายของเขากลับตรงแน่วราวกับไม้ไผ่แข็งแรงกล้ามเนื้อบนแผ่นหลังยังเห็นวาบเป็นแนวราง ๆใต้ชุดผ้าฝ้ายเนื้อนุ่มสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต
ลวดลายไหมปักบนสาบแขนเสื้อของเขาไม่หวือหวาทว่างดงาม เผยให้เห็นถึงฐานะของผู้สวมใส่ ไม่ใช่ขุนนางใหญ่โตทว่าไม่อาจมองข้ามได้ง่าย ๆ เช่นกัน
ชายชราผู้นี้คือ “จ้าวกู่” ข้ารับใช้ผู้ภักดีและอาวุโสแห่งตระกูลซู
เพียงแค่มองเห็นชายชราผู้นี้ซูเหม่ยหรูก็เหมือนเด็กที่เพิ่งโดนจับได้ขณะกำลังลอบขโมยขนมนางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ลงคอ แล้วฝืนยิ้มอย่างอ่อนแรง
ในขณะที่เถาเถามองภาพเบื้องหน้าด้วยดวงตาใสซื่อมือเล็กยังจับขนมไว้ไม่ปล่อย ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับเบา ๆ “ท่านน้าซู...ถูกตามกลับแล้วล่ะเจ้าค่ะ...”
บรรยากาศรอบโต๊ะใต้ต้นหลิวเงียบไปชั่วขณะท่ามกลางสายลมเบา ๆ ที่พัดกลีบดอกไม้ปลิวไหวประหนึ่งหัวเราะเบา ๆไปกับความวุ่นวายอันน่ารักตรงหน้า
ท่าทางของซูเหม่ยหรูในตอนนี้บ่งบอกชัดเจนถึงความเกรงกลัวในใจมือทั้งสองประสานกันไว้ด้านหน้าอย่างไม่รู้ตัว ไหล่ที่เคยตั้งตรงยืดหยัดกลับค่อย ๆห่อลง ราวกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าหนีเรียน นางไม่กล้าสบตากับสายตาของชายชราแม้แต่น้อย
ชายชราผู้นั้น ผู้ถูกเรียกขานว่า "ท่านลุงจ้าว"ยังคงยืนอยู่ตรงทางเข้าสวนใบหน้าที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาแย้มยิ้มออกมาอย่างอบอุ่นนัยน์ตาล้ำลึกเหมือนบึงที่สะท้อนเรื่องราวนับพันคืน
เขาก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าพระชายาเรียบง่ายและสง่างาม ก่อนจะประสานมือคารวะตามขนบธรรมเนียมที่เปี่ยมด้วยความเคารพ
“พระชายา ไม่ได้พบกันเสียนานเลยขอรับ” น้ำเสียงของเขานุ่มนวลดั่งไม้ไผ่ลู่ลม ให้ความรู้สึกสงบ เยือกเย็น
พระชายาแย้มยิ้มอย่างสนิทสนมดวงตาอ่อนโยน “ท่านลุงจ้าว”
ทันทีที่ได้ยินคำเรียกขาน เด็กน้อยบนตักของพระชายาก็กระตุกตัวน้อยๆ ขึ้นมาอย่างตื่นเต้น เถาเถาขยับร่างเล็ก ๆ ลงจากตักของท่านย่าอย่างทะมัดทะแมงขากลม ๆ ก้าวลงพื้นแล้วหยุดยืนตรงหน้า ท่าทางดูขึงขังเกินวัย
นางประสานมือเล็ก ๆ เข้าหากันแล้วโน้มตัวโค้งกายคารวะตามแบบแผนที่ถูกสอนมาอย่างสวยงาม ใบหน้ากลมใสนั้นเงยขึ้นดวงตาเปล่งประกายคล้ายดวงดาวในยามราตรี
“เถาเถาคารวะท่านปู่ทวดเจ้าค่ะ!”
น้ำเสียงของนางใสแจ๋วเจื้อยแจ้วดุจนกน้อยกำลังขับขานคำทักทายในยามเช้า
ท่านลุงจ้าวชายชราผู้เคยผ่านยุทธภพมาอย่างโชกโชนมองเด็กน้อยตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดู มือทั้งสองข้างไขว้หลังตามเคยดวงตาคู่นั้นที่ส่องประกายเฉียบคมกลับอ่อนลงในชั่วขณะ
“ฉลาดเฉลียวตั้งแต่กำเนิด รากฐานร่างกายเป็นเลิศ…”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงพึงพอใจอย่างยิ่ง “ตาเฒ่าผู้นี้ยินดีกับพระชายาด้วยได้หลานสาวคนแรกก็เป็นบุตรหงส์กิเลนเช่นนี้…”
น้ำเสียงของเขาไม่ได้เอ่ยชมเพียงเพื่อมารยาทแต่กลับเปี่ยมด้วยความจริงใจจนแม้แต่คนภายนอกที่ฟังก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกนั้น
ไป๋ซือเหนียงที่ยืนเงียบอยู่อีกฟากหนึ่งของโต๊ะน้ำชาก็ลุกขึ้นทันทีนางโน้มตัวคำนับชายชราเบื้องหน้าด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมด้วยมารยาทสมกับเป็นสตรีที่ได้รับการอบรมจากตระกูลใหญ่ในอดีต
แม้จะไม่รู้แน่ชัดว่าชายชราผู้นี้เป็นผู้ใดแต่เพียงแค่ได้ยินพระชายาเรียกขานว่า "ท่านลุง" และได้เห็นความหวาดหวั่นในแววตาของคุณหนูตระกูลซูเมื่อครู่นางก็พอจะคาดการณ์ได้แล้วว่าบุรุษชราผู้นี้มิใช่สามัญชนทั่วไป
แววตาของไป๋ซือเหนียงจับสังเกตอย่างสุขุมชายชราผู้นี้แม้จะแซ่จ้าว และไม่ได้เป็นสายเลือดแท้ของตระกูลซูทว่า...สถานะของเขาในตระกูลนั้นกลับสูงส่งถึงเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังสามารถกล่าวตำหนิหลานสาวของพระชายาได้โดยไม่ต้องเกรงใจ
คนเช่นนี้หากมิใช่เสาหลักผู้อยู่เบื้องหลังก็คงเป็นผู้ที่แม้แต่ตระกูลซูยังต้องให้ความเคารพอย่างสูง