บทที่ ๘
ด้วยเกรงว่าเื่จะบานปลาย ซ่งเฉวียนจึงกล่าวตัดขึ้น โดยถามถึงสารทุกข์สุขดิบของหวังจวินในตลอดที่ผ่านมาพร้อมทั้งชี้แจงว่า สี่ปีก่อนการดักปล้นสะดมนั้นล้มเหลว และการก่อร้างสร้างฐานที่มั่นของตระกูลซ่งที่เมืองกวางโจวนั้นเป็ไปได้ราบรื่นและไม่ติดขัดอะไร ทั้งนี้ก็เพราะข่าวที่หวังจวินนำมาบอกให้ทราบนั้นเอง
“ไม่เป็ไรครับท่านซ่ง ข้าเพียงทำหน้าที่ของตนสุดความสามารถเท่านั้น ไม่ทราบว่าอัฐิของมารดาข้าพเ้านั้นท่านซ่งเก็บไว้ที่ใด” มาคำถามนี้หวังจวินเอ่ยแ่เบาน้ำเสียงหมองหม่นยิ่งนัก
“ลูกจวินไม่ต้องเป็ห่วง ข้าจัดแจงทำพิธีให้มารดาของเ้าเพื่อสู่สุขติแล้วล่ะ ส่วนหลุมฝังศพของท่านข้าจัดให้คนทำขึ้นที่สุสานตระกูลซ่ง” ซ่งเฉวียนตอบพร้อมวางมือบนไหล่ของหวังจวินแน่น
“สุสานตระกูล” ชายหนุ่มทวนคำ
“ใช่ เ้ามีบุญคุณกับลูกเอี้ยน อีกทั้งยังช่วยข้าหาลู่ทางไปขยายการค้าที่กวางโจว สร้างความเข้มแข็วและชื่อเสียงให้แก่ราวตระกูลซ่ง เื่แค่นี้ข้าคิดว่าสมควรทำยิ่งนัก”
“ไม่ผิดกระมัง ยังไงท่านหวังจวินก็คงจะเป็เขยตระกูลซ่งในไม่ช้าเื่แค่นี้ท่านจะใส่ใจไปใย” มู่หลันฟงกล่าวตัดทั้งที่เงียบมาครู่หนึ่ง
“ไม่ทราบสหายมู่ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความอย่างไรท่าน” หวังจวินสวนคำโดยเร็วแต่ในหัวตอนนี้พอคาคคะเนได้คร่าวๆ
“ฮึ ท่านหวังจวิน ท่านยอมช่วยเหลือตระกูลซ่งทั้งที่ไม่เคยรู้จักกันมาแต่เก่าก่อนเมื่อแปดปีที่แล้ว หากไม่เพราะหวังเป็เขยตระกูลจะคิดเป็ฉันใดได้ ความมั่งคั่งหรือ ไม่กระมังได้ยินท่านมีความสำพันธ์กับตระกูลหยางด้วย ดังนั้นเื่นี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง” มู่หลันฟงกล่าวตอบ สายตามองมายังหวังจวินอย่างไม่เป็มิตร
‘เอ่ เ้านี้สงสัยหมายปองคุณหนูไว้ มิน่าเล่าถึงมีท่าทางไม่เป็มิตรกับเรา เอาเถอะหากมันเข้าใจแบบนี้ก็ขอลองกับมันสักตั้ง’ หวังจวินครุ่นนึกพลางขยับปากกล่าวโต้ตอบ
“ฮ่าๆ ๆ นึกว่าสหายมู่พี่ท่านคิดอะไร ข้าว่าท่านเข้าใจผิดเสียแล้วล่ะ เหตุที่ข้าพเ้าสอดมือเข้ามายุ่งในตระกูลซ่งนั้นเพราะโชคชะตาของข้าและท่านซ่งชักนำ ทั้งเรามีความรู้สึกที่นิยมชื่นชมต่อกันและกันอย่างเป็มิตร ดังนั้นแล้วข้าพเ้าช่วยเหลือท่านซ่งนับว่าไม่ได้หวังตอบแทนอันใด อีกอย่าง…เื่คุณหนู…” หวังจวินกล่าว แต่ก็ว่างเว้นจนมู่หลันฟงเกิดความขุ่นเคืองสงสัยพลางเอ่ยถามต่อโดยเร็ว
“อีกอย่างอันใด …”
‘เป็ผล เ้านี้งมงายคุณหนูมากปานนี้แสดงว่านางน่าจะมีรูปโฉมงดงามอยู่ หากเป็เช่นนี้คงต้องหลอกมันดูสักตั้ง’
“คุณหนูรูปโฉมงดงาม กริยามารยาทกุลสตรียิ่งนัก ข้าพเ้าเกรงว่าหากแม้นจะมีคนควรคู่กับคุณหนูจริง ข้าว่าคงต้องเป็ยอดยุทธอันดับหนึ่ง ชาติตระกูลดี มีคุณธรรม และชาวยุทธทั่วบู้ลิ้มต่างนับถือเสียเท่านั้น”
“เ้า!! เ้าจักหมายความอันใดแน่” มู่หลันฟงกล่าวตวัดแววตาเคืองจิตจดจ้อง
“พี่มู่ ที่ข้าอยากกล่าวก็คือว่า ในงานชุมนุมชาวยุทธครั้งหน้า ข้าว่าหากท่านจะกล่าวหาว่าข้าหวังเข้าเป็เขยอย่างท่านว่าจริง คงต้องรอข้าพเ้าชนะศึกยอดยุทธนั้นเสียก่อนกระมัง” หวังจวินกล่าใบหน้ายิ้มแย้ม “เพราะถ้าข้าเ้าชนะศึกเ้ายุทธ คงมีค่าพอที่จะกล่าวว่าหมายปองคุณหนูตระกูลซ่งได้” หวังจวินกล่าวต่อ ซ่งเฉวียนเองเห็นท่าทีเหย้าของชายหนุ่มก็ได้แต่นึกขำมู่หลันฟงอยู่ในใจ
“สามหาว เด็กวัดอย่างเ้ากล้าเอ่ยถึงเ้ายุทธภพเช่นนี้สามหาวนัก” มันเดือดพลางลุกขึ้นแววตาอาฆาต
“พอเถอะท่านมู่ ข้าว่าวันนี้ท่านมารอลูกเอี้ยนเสียปล่าวแล้วล่ะ นางคงไม่กลับมาในวันนี้ ข้าว่าท่านกลับไปก่อนเถอะ” ซ่งเฉวียนเอ่ย พร้อมทั้งผายมือเป็เชิง เขาทำเช่นนี้เพราะเกรงว่ามู่หลันฟงผู้นี้จะลงมือกับหวังจวิน
“ฮึ เมื่อท่านซ่งเอ่ยเพียงนี้ข้าคงไม่อาจอยู่แล้วล่ะ ขอลา” มันตอบพร้อมทั้งยกมือคารวะด่อนเดินจากไป เมื่อมันหายลับไปแล้วซ่งเฉวียนเองก็พลางหันมามองหวังจวินผู้ที่บัดนี้นั่งจิบชาอยู่
“ต้องขอบใจเ้ามากลูกจวิน หลายวันมานี้มู่หลันฟงมาแวะเวียนตามหาลูกเอี้ยนบ่อยๆ อีกทั้งมารยาทของมันนั้นระรานไปทั่ว ข้ารำบากใจนัก” ซ่งเฉวียนเอ่ยและนั่งลงอีกครั้ง
“หากท่านซ่งไม่สบายใจเหตุใดไม่บอกปัดมันไปโดยตรงเล่า ใยนับมันเป็แขกอยู่ถึงเพียงนี้” หวังจวินกล่าวต่อเพราะเขาเองก็สงสัยอยู่ว่าคนเช่นนี้เหตุใดซ่งเฉวียนถึงนับเป็แขก
“เฮ้อ เพราะบุญคุณ หลายปีก่อนในขณะที่ท่านพ่อยังเป็เ้าหมู่ตึก ท่านได้ประสบยอดฝีมือมาปล้นสะดมขบวนครั้งหนึ่ง ครั้นยามนั้นท่านไหวอวู่อาจารย์ของมันได้มาประสบพบเจอเข้าจึงได้เข้าช่วยเหลือ นับแต่วันนั้นเอง ท่านพ่อกับไหวอวู่ก็จักเป็สหายสนิทกันมา ยามนี้ไหวอวู่รู้ว่าข้าจะขยายการค้าจึงส่งศิษย์มีฝีมือมาช่วย ไม่นึกเลยว่าคนมีคุณธรรมอย่างท่านไหวอวู่กลับมีศิษย์นิสัยอย่างมันได้ ข้าแม้ไม่สบายใจแต่ก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจของท่านไหวอวู่ผู้เป็สหายท่านพ่อกระมัง”
“เป็เช่นนี้เอง ข้ารำบากใจแทนท่านนัก” หวังจวินกล่าวแต่ในหัวยังคิดปะติดปะต่อเื่ราว
‘มู่หลันฟงกริยาแบบนี้เหตุใดยอดยุทธหย่างไหวอวู่ถึงยังเก็บมันไว้เป็ศิษย์ แปลกจริงๆ’ เขานึก...
ทุกเช้าวันหวังจวินจะตื่นมาเพื่อนั่งโคจรพลังภายในห้อง เขาไม่ได้ออกไปเที่ยวเล่นหรือแม้แต่แวะเวียนพบสหายแต่เก่าก่อน ทั้งนี้เพราะยามบ่ายหวังจวินจะศึกษาภูมิประเทศ และอ่านข่าวทั่วไปของยุทธภพที่หน่วยข่าวตระกูลคัดกรองมา หากแม้นมีเวลาว่างเขาก็อาจจะเข้าไปพบซ่งเฉวียน ส่วนซ่งเฉวียนเอง่นี้มีงานใหญ่ที่เกาหลียกพลขึ้นฝั่งกดดันราชสำนักในเขตชายแดนตะวันออก ดังนั้นแล้วซ่งเฉวียนจึงต้องทำการค้าครั้งใหญ่และพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เขาจึงมอบหมายหน้าที่ดูแลตระกูลให้ ‘เฉิงเอียว’ พ่อบ้าน และวันนี้ก็เช่นเคยหวังจวินนั่งศึกษาแผนที่ฉบับที่หกอยู่ในศาลาวีรชนของตระกูลทางด้านหลัง
“ท่านจวินข้าน้อยนำน้ำชามาให้ขอรับ” เสียงคนรับใช้ดังขึ้น มันรออยู่หน้าศาลา หวังจวินเองก็พลางขยับมือเรียกมันขึ้นมา มันจัดแจงวางถ้วยน้ำชาลงเสร็จสรรพก็พอสังเกตได้ว่าหวังจวินมัวครุ่นนึกอยู่กับแผนที่ฉบับหนึ่ง มันเองจึงชะโงกเข้าไปดูเล็กน้อยก่อนจะร้องอุทานมาเบาๆ
“เ้ามีอะไรหรือ ‘หลิงน้อย’ ” หวังจิวนกล่าวถามพร้อมทั้งเอี้ยวตัวมาหามัน
“ท่านจวินข้าขอดูแผนที่นั้นใกล้ๆ ได้หรือไม่ขอรับ” มันกล่าวต่อเหมือนยังไม่แน่ใจอะไรบางอย่าง หวังจวินเห็นร้องขอดังนั้นจึงยื่นไปให้ไม่กล่าวคำใด
“ไม่ผิดๆ ข้าพเ้าเรียนถามท่านได้หรือไม่เหตุใดจึงสนใจในภูมิประเทศของกวางโจวบริเวณนี้หนอ บางทีข้าน้อยอาจจะพอมีความรู้ช่วยท่านจวินได้” หลิงน้อยเอ่ยต่อพร้อมวางแผนที่ลงบนโต๊ะ
“เหตุใดเ้ารู้ว่าเป็กวางโจวเล่า” หวังจวินถามต่อ เขาเองรู้ดีว่าแผนที่ฉบับนี้ไม่ได้บอกชื่อหรือเขียนตำแหน่งอะไรมากมายเสียเท่าไรนัก
“เรียนท่านจวิน ข้าน้อยเดิมทีเป็คนหมู่บ้านดอกเหมยที่กวางโจว ครั้นยามหนึ่งทำหน้าที่ติดตามพ่อมาค้าขาย เคราะห์ร้ายโดนโจรป่าลักลอบปล้นขบวน ตอนนั้นเองท่านเ้าหมู่ตึกมาพบข้าจึงได้ช่วยเหลือข้าพเ้าไว้ แต่เสียดายบิดาข้า...” มันกล่าวน้ำเสียงสลด
“พอเถอะ ไม่ต้องพูดต่อแล้ว” หวังจวินกล่าวตัดขึ้น เขาเองก็พอเข้าใจความรู้สึกหลิงน้อยเช่นกัน
“เช่นนั้น เ้าพอรู้เส้นทางของกวางโจวหรือไม่” หวังจวินกล่าวต่ออีกครั้ง
“ครับ ข้าน้อยทราบดีประดุจฝ่ามือของตนเองทีเดียว เนื่องด้วยเมื่อครั้นยังค้าขายท่านพ่อได้สอนสั่งเส้นทาง ตลอดจนให้ท่องจำแผนที่เผื่อยามใดฉุกเฉินจะได้หลบหนีตามใจสะดวก” หลิงน้อยกล่าวตอบ
“ฮ่าๆ ๆ ดีๆ ข้าเองแม้มีแผนที่อยู่ในกำมือแต่ก็ไม่อาจเข้าใจได้โดยง่าย ทั้งนี้เพราะคนเขียนไม่ได้ระบุไว้เลยว่าว่าแหล่งน้ำอยู่หนใด และสันเขาพวกนี้สูงเสียดฟ้าเพียงไหน หากเ้าพอช่วยข้าได้ข้าเองก็ยินดีนักหลิงน้อย” หวังจวินกล่าวโดยเร็วพลางตบบ่าหลิงน้อยเบาๆ ใบหน้ารื่นเริงยินดีนัก
“เป็บุญของข้านัก” มันกล่าวตอบใบหน้าเริงร่าไม่ต่างกัน
หลังจากนั้นหวังจวินเวลาอ่านแผนที่หรือกำหนดแผนการเดินทาง กำหนดจุดพัก หรือแม้แต่วางแผนกับซ่งเฉวียนเขาก็จะให้หลิงน้อยมาร่วมด้วยเสมอนับว่าใจกว้างมาก และเวลานี้นับผ่านมาครึ่งเดือนหวังจวินตอนนี้เริ่มเข้าใจเส้นทางทะลุปรุโปร่งแล้ว วันนี้เขาจึงเลิกที่จะศึกษา เปลี่ยนยามบ่ายเป็ชวนหลิงน้อยไปเดินเที่ยวชมตลาดเพราะเห็นว่าขาดจากโลกภายนอกมานานแสนนาน
“หลิงน้อย เ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าพอจะมีกระดานหมากขายแถวไหนบ้าง ข้าเองอยากซักซ้อมฝีมือเสียหน่อย”
“ทราบนะพอทราบขอรับท่านจวิน แต่เอ่ไม่ทราบว่าท่านศึกษาการเล่นหมากล้อมด้วยหรือ” หลิงน้อยตอบพลางสงสัยเพราะตลอดมาเขาไม่เคยเห็นเลยว่าหวังจวินจะสนใจ กาพย์กลอน วาดภาพ หรือหมากล้อมอันใดเลย
“หากเป็หมากเองตัวข้าเมื่อครั้งยังอยู่ที่วัดพอได้ประมืออยู่บ่อย ๆ แม้จะแพ้อยู่ทุกครั้งก็เถอะ มาหลิงน้อยนำทางไป” ชายหนุ่มตอบยิ้มๆ ก่อนจะสาวเท้าเร็วขึ้นไปอีก
เกือบหนึ่งชั่วยามที่หวังจวินออกไปเดินตลาด เขากลับมาพร้อมของเยอะแยะมากมาย ทั้งหมากกระดานตำราหมากของบัณฑิตหลายคน แต่ที่สำคัญคงเป็สุราหลายไหที่หลิงน้อยนั้นใช้รถลากคันหนึ่งลากมันติดมาด้วย เขาจัดแจงให้นำไหสุราไปเก็บ ก่อนจะชวนหลิงน้อยมาเดินหมาก เล่นกันอยู่หลายสิบกระดานแต่หลิงน้อยเองก็ไม่อาจชนะหวังจวินได้เลยสักครา
“ท่านจวิน ข้าน้อยเมื่อตอนยังเป็พ่อค้าเร่ร่อนอยู่ก็เป็เซียนหมากผู้หนึ่ง แต่เหตุใดไม่อาจเอาชัยจากท่านได้ ท่านยังบอกว่าท่านเคยแพ้อยู่ทุกวันอยู่หรือท่านจวิน”
“ใช่แล้วหลิงน้อย ข้าแพ้าุโท่านหนึ่งนับไม่ถ้วนเลยทีเดียว เก่งกาจจนเล่นเพียงครึ่งกระดานข้าก็เห็นแววแพ้เลยเทียวละ” ชายหนุ่มตอบ พลางเริ่มเก็บหมาก
“เห็นทีว่า าุโท่านนั้นฝีมือคงชั้นจอมทัพกระมังท่านจวิน” หลิงน้อยตอบเพราะที่เห็นฝีไม้ลายมือของหวังจวินอยู่นี่มันก็เซียนจุติแล้วชัดๆ
“ฮ่าๆ จริงๆ เริ่ม…” ไม่ทันขาดคำของหวังจวินเท่าไร เสียงสาวใช้นางหนึ่งก็ร้องเรียกเขาอย่างเร่งรีบ หวังจวินก็หันหน้าไปยังต้นเสียงทันที
“นายท่านหวังจวิน ห้องของนายท่านถูกรื้อค้น” หล่อนตอบน้ำเสียงสั่นเครือ
หวังจวินได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นเดินไปโดยพลัน หลิงน้อยเองเห็นก็ติดตามนายไป ห้องของหวังจวินอยู่ตึกเล็กขวาสุด อีกทั้งยังมียามเฝ้าด้านหน้าประตูอยู่ตลอด ภายในห้องข้าวของกระจัดกระจายเต็มไปหมด หวังจวินเองก็เร่งตรวจสอบแต่ก็ไม่ได้พบว่ามีสิ่งใดที่หายไปเลยสักอย่าง ทำให้เขาเองรู้สึกฉงนมากทีเดียว
‘เอ แปลกจริงตึกตระกูลซ่งยามนับร้อย อีกทั้งยังมียามหน้าห้องของเรา การจะเข้ามาต้องลักลอบเข้าจาก้า นับว่าคนผู้นี้มีวิชาตัวเบาลึกล้ำนัก รอยเท้าในนี้บางเบาและจืดจางมากทีเดียว’ เขานึกต่อพร้อมทั้งคุกเข่าสำรวจมองไปโดยรอบโดยมีหญิงรับใช้ และหลิงน้อยยืนมองดูอยู่ด้านหลังก่อนจะมีนายทหารยามผู้หนึ่งวิ่งมารายงานเขาต่อ
“ท่านจวิน ข้าน้อยได้จัดกำลังคนตรวจสอบทั่วหมู่ตึกแล้วขอรับ อีกทั้งได้แจ้งข่าวต่อท่านซ่งไม่นานคงรุดหน้ามาถึง” มันรายงานน้ำเสียงแจ่มชัด ไม่ทันจะจบประโยคไปนานเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของซ่งฉวียน และพ่อบ้านเฉิงเอียว
“ลูกจวิน เป็อย่างไรบ้าง!!” ซ่งเฉวียนกล่าวเมื่อรุดมา
“ไม่เป็ไรขอรับท่านซ่ง ดูเหมือนว่าเ้าโจรผู้นี้ไม่ได้หยิบฉวยสิ่งใดไป” หวังจวินตอบราบเรียบ แต่ยังคงก้มหน้าก้มตาหาร่องลอยอื่นอยู่
“เฉิงเฉียว!! เ้าทำหน้าที่อย่างไรปล่อยให้หัวขโมยมาถึงห้องของลูกจวินได้ยังไง” ซ่งเฉวียนตวาดพ่อบ้านต่อ ส่วนเฉิงเฉียวก็ได้แต่ก้มหน้านิ่งเงียบ
“อย่ากล่าวโทษท่านเฉิงเลยท่านซ่ง ข้าพิจารณาดูแล้วคนผู้นี้ฝีมือล้ำลึกนัก รอยเท้าแ่เบาฝุ่นจับไม่ถึงหนึ่งในสิบส่วนของฝ่าเท้า ข้าว่าความบกพร่องนี้ไม่ได้เกิดจากท่านเฉิงขอรับ” หวังจวินครานี้หันมากล่าวกับซ่งเฉวียนโดยตรง
“นับว่าดีนักที่ลูกจวินไม่เอาผิดเ้า ไป!!” ซ่งเฉวียนสะบัดต่อสีหน้าบ่งบอกว่าหัวเสียมากอาจจะเพราะงานที่ยุ่งและยากอยู่แล้ว ยังเกิดเื่ขึ้นอีก
“ขอบคุณท่านหวังจวิน” เฉิงเฉียวเอ่ยโดยเร็วพร้อมคำนับ จากนั้นมันก็ผละจากไป ในห้องจึงเหลือเพียง หวังจวิน สาวใช้ (แม่บ้าน) หลิงน้อย และซ่งเฉวียนเท่านั้น
“ในตอนที่เ้ามา เ้าสังเกตเห็นอะไรผิดปกติบ้างไหม” หวังจวินถามต่อสาวใช้
“ไม่เ้าค่ะ หลังจากข้าจัดดอกไม้ในสวนเสร็จข้าก็เข้ามาเพื่อจะเปลี่ยนดอกไม้ในแจกันอย่างทุกวัน และเมื่อเข้ามาห้องของนายท่านจวินก็เป็แบบนี้เสียแล้ว” หล่อนกล่าวท่าทางซื่อๆ
“ฟังดูเหมือนว่าเ้าโจรผู้นี้จะลักลอบเข้ามาั้แ่ยามบ่ายตอนที่ข้าไม่อยู่ท่านซ่ง เพราะก่อนหน้านั้นข้าอยู่ในห้องตลอด” ชายหนุ่มให้ข้อเสนอแนะเขา
“แล้วเ้าพอมีศัตรูที่ไหนหรือปล่าวลูกจวิน เมื่อครั้งยังอยู่ที่วัดเ้าได้ก่อเื่สร้างอมิตรไว้หรือไม่”
“ไม่ขอรับ ข้านั้นหาได้มีศรัตรูใดๆ” หวังจวินตอบ
“เอ หากเป็เช่นนั้นมันอาจจะเป็โจรธรรมดาก็ได้ คงเป็พวกซุ้มโจรที่มีฝีมือกระมัง เอาล่ะเราไปคุยกันที่ห้องโถงเถิดจะได้กินข้าวไปด้วย” ซ่งเฉวียนเสนอแนะ ก่อนจะเดินนำไปก่อน
เมื่อมาถึงห้องโถงซ่งเฉวียนก็เรียกเฉิงเฉียวมาอีก เขากำชับให้เพิ่มมาตรการตรวจของเวรยามให้มากขึ้นจากนั้นก็ซักไซ้แม่บ้านต่ออีกสองสามคำก่อนจะปล่อยไป ส่วนหลิงน้อยหวังจวินเองก็บอกให้มันไปพักเพราะหมดหน้าที่ของมันแล้ว
“เออจริงสิลูกจวิน” ซ่งเฉวียนอุทานเรียกขณะจิบชาเหมือนนึกอะไรได้
“ครับท่านซ่ง”
“ข้าเกรงว่าการบุกเบิกกวางโจวคงต้องเลื่อนออกไปอีกเสียหน่อยแล้วลูกจวิน” ซ่งเฉวียนเอ่ยพร้อมทั้งขมวดคิ้วนิ่ง
“ทำไมละ แผนการเดินทางพวกเราก็วางไว้เสร็จสรรพแล้วนี้นา เหตุใดท่านถึงเลื่อนกำหนดการณ์ออกไปละครับท่านซ่ง” หวังจวินถามต่อเพราะเขาเองก็แปลกใจอยู่เช่นกัน เนื่องด้วยการบุกเบิกกวางโจวนั้นถือเป็งานใหญ่มากว่าแปดปี
“เฮ้อ ฮ่องเต้นะสิ ท่านทรงเรียกเหล่าขุนศึกของสี่ตระกูลหลักเข้าเฝ้า ทั้งนี้เพื่อหารือหนทางรับมือความกดดันจากกองทัพเกาหลีที่กดดันเรามายาวนานกว่าสองปีแล้ว ผับผ่าสินับวันเ้าพวกแคระขาวพวกนี้ยิ่งปีกกล้าขาแข็ง” ซ่งเฉวียนเอ่ย น้ำเสียงระเหี่ยใจพร้อมทั้งซดชาไปหลายอึก
“เป็เช่นนี้เอง มิน่าข้าพเ้าเห็นท่านซ่งงานยุ่งนัก แล้วเช่นนี้กำหนดการณ์เราจะเลื่อนไปตอนไหนขอรับ”
“คงอีกหกเดือนข้างหน้า ข้าเองก็ต้องเข้าวังเสียก่อนในมะรืนนี้ ส่วนลูกเอี้ยนอีกครึ่งเดือนคงน่าจะเดินทางกลับ เ้าเองก็ลองไปสูดอากาศบู้ลิ้มข้างนอกหน่อยก็เป็ได้” ซ่งเฉวียนเอ่ยต่อ
“ก็ดีเหมือนกันท่านซ่ง ข้าเองก็มีเื่อยากจะทำเช่นกัน…เออว่าแต่ท่านซ่ง เื่ของข้าเป็คนของตระกูลซ่ง นอกจากมู่หลันฟงแล้วมีใครรู้อีกหรือไม่” หวังจวินถามสีหน้าจริงจัง ซ่งเฉวียนเห็นดังนั้นก็เกิดความสงสัยเล็กน้อย
“ไม่หรอกลูกจวิน คนแซ่มู่ที่มันสืบทราบรู้เพราะว่ามันชอบพอลูกเอี้ยน แต่ได้ยินคนในหมู่ตึกพูดถึงเหตุการณ์ที่เ้าช่วยเหลือลูกเอี้ยนจึงคิดหึงหวงต่อเ้า ด้วยเหตุนี้เองมันเลยมาสืบถามต่อข้า ตัวข้าจึงได้เล่าแก่มันฟัง แต่ก็แค่ผู้เดียว ว่าแต่เ้าถามทำไมรึ” ซ่งเฉวียนจัดแจงตอบพร้อมทั้งถามต่อในข้อสงสัยของเขาเอง
“ไม่มีอันใดท่านซ่ง ข้าเพียงแต่อยากจะท่องยุทธจักด้วยตัวข้าเอง หากแม้นมีชื่อตระกูลซ่งหนุนหลังมันจะไปสนุกใยเล่า” หวังจวินตอบสีหน้ารื่นใจ
“ฮ่าๆ ๆ นึกว่าเื่ใด ได้ๆ เื่ของเ้าข้าจะปิดไว้” ซ่งเฉวียนเมื่อทราบจุดประสงค์ของหวังจวินก็หัวเราะร่า ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ทั่วหล้ามีคมกระบี่มากมาย ทั้งนารีสุรา และผู้คน หากเ้า ‘หวังเจาจวิน’ อยากออกล่องสู่ยุทธภพก็คงต้องพึ่งตัวเองแล้วละถึงจะได้รสชาติ ฮ่าๆ ๆ”
“ฮ่าๆ ๆ” ทั้งคู่หัวเราะต่อ จากนั้นก็สนทนาเื่ราวสรรพเพเหระอีกครู่ใหญ่ก่อนจะแยกย้ายกลับเข้านอน
สองวันต่อมา ซ่งเฉวียนนั้นก็ได้ออกเดินทางไปพบฮ่องเต้ ซึ่งหวังจวินเองก็ออกเดินทางไปเที่ยวชมยุทธภพเช่นกัน ก่อนจากซ่งเฉวียนก็ได้มอบสิ่งหนึ่งให้แก่หวังจวิน
“ลูกจวิน หลายปีที่เ้าบำเพ็ญตนอยู่คงไม่อาจได้ฝึกวรยุทธใด คัมภีร์นี้เป็เพลงดาบตระกูลซ่ง อาฝาเองก็ฝึกสำเร็จมากกว่าเจ็ดส่วนแล้ว ข้าเองคิดว่าหากเ้าอยากเดินทางไปทั่วยุทธภพคงจำเป็ต้องมีวรยุทธอยู่เป็แน่ และด้วยความเฉลียวฉลาดของเ้าครึ่งปีต่อจากนี้คงฝึกสำเร็จมากกว่าหกส่วน เ้ารับไว้เถอะ” ซ่งเฉวียนพูดจบก็มอบหนังสือป่านเล่มหนึ่งแก่หวังจวิน เขารับมันมาพร้อมขอบคุณ จากนั้นซ่งเฉวียนก็ชี้แนะกระบวนท่าต่างๆ ของเพลงดาบ ซึ่งมีทั้งหมดแปดท่า เรียกว่าเคล็ดดาบสยบทมิฬ
“อันดับแรก อหังกาทิศเหนือ ท่านี้เพลงดาบดุดัน ฟาดฟันจากบนลงล่าง โคจรพลังผ่านไหล่ใช้แข็งสยบแข็ง นับเป็ท่าแรกของเพลงดาบ
สอง นกน้อยล่องลอย กระบวนท่านี้คล้ายมีและไม่มี ฟาดฟันขึ้นลง จากซ้ายไปขวา วุ่นวายสับสน ไร้ทิศไร้ทาง ตามใจปรารถนา
สาม ใต้หล้าล้วนสยบ ท่านี้ปัดเป่า ไม่มีฟาดฟัน ทิ่มแทงหยั่งลึก สะบัดข้อไม่สะบัดไหล่ ใช้พลังโคจรจากจุดตันเทียนใต้สะดือมาเหมยอู่ที่ข้อซอก พลังทำลายทะลวงลึกนัก” เมื่อกล่าวจบ ซ่งเฉวียนก็ถอนหายใจยาวก่อนจะพูดต่ออีกว่า
“สามกระบวนท่านี้จำให้ดี ล้วนเป็เคล็ดที่จะทำให้เ้าสำเร็จเพลงดาบเร็วขึ้น เอาละข้าคงต้องไปเสียแล้ว หวังว่ากระบวนท่าอื่นเ้าเองจะฝึกได้ไม่ติดขัดอะไร รักษาตัวด้วยลูกจวิน”
“ขอรับท่านซ่ง” หวังจวินตอบพร้อมทั้งยกมือคารวะ เมื่อสิ้นเสียงของหวังจวินซ่งเฉวียนก็ก้าวขึ้นรถม้าจากนั้นก็เริ่มต้นออกเดินทาง หวังจวินเองก็เฝ้ามองขบวนจนหายลับตาไปยังแยกด้านหน้าก่อนจะหันมาหาหลิงน้อย และพ่อบ้านเฉิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“ท่านเฉิง ข้าเองก็ต้องขอลาเช่นเดียวกัน หลิงน้อยดูแลตนเองด้วย” ได้ยินดังนั้นทั้งครู่ก็พลันใ ไม่นึกว่าหวังจวินจะออกเดินทางด้วย
“ท่านหวังจวิน ไม่ทราบว่าท่านจะออกเดินทางทำไมกันขอรับ” พ่อบ้านเฉิงเอ่ยโดยเร็ว
“ฮ่าๆ ไม่ใช่เื่ใหญ่โตหรอกท่านเฉิง ข้าแค่จะออกไปหาประสบการณ์ในยุทธจักเสียเท่านั้น ท่านไม่ต้องกังวลอันใด” เขาตอบใบหน้ายิ้มแย้ม
“แต่เื่นี้ ท่านซ่งทราบหรือไม่” หลิงน้อยถามต่ออีก
“ไม่ต้องห่วงหลิงน้อย เื่นี้ท่านซ่งทราบดีเทียวละ เอาละขอตัว” เขาตอบพร้อมทั้งตัดบทไป แต่ทว่าเมือนพ่อบ้านเฉิงจะยังขัดอยู่จึงกล่าวถามต่ออีกครั้ง
“ท่านหวังจวิน ท่านจะเดินทางท่านจะไม่เอาข้าวของเงินทองไปเลยหรือท่าน อีกอย่างยุทธภพอันตรายให้หลิงน้อยไปด้วยก็ยังดี ข้าว่าเตรียมตัวก่อนวันสองวันดีหรือไม่ครับ”
“ใช่ๆ” หลิงน้อยเสริมโดยเร็ว
“ขอบใจมากท่านเฉิง แต่ไม่ละข้ามีเื่ที่ต้องทำ หลิงน้อยไปด้วยจะลำบากเสียปล่าวๆ ส่วนเื่เงินท่านไม่ต้องห่วงข้าพอมีตั๋วเงินนิดหน่อย” เขาล้วงตั๋วแลกเงินประกอบจากอกเสื้อก่อนจะพูดต่อ
“อีกอย่าง ข้าทนรอไม่ไหวหรอก ฮ่าๆ เข้าวัดเสียนานเนื้อตัวมันร่ำร้องเรียกหาเื่แล้วละ ลาก่อน ฮ่าๆ ๆ” น้ำเสียงของเขายิ้มแย้มพร้อมทั้งหัวเราะกังวานอย่างชื่นมื่นพร้อมเดินจากไป ทิ้งบ่าวสองให้ยืนงงกับสิ่งที่เขาทำอย่างรวดเร็วและฉับพลัน
เมื่อลับตาคนไปหวังจวินก็ทะลุมาถึงแยกทางเข้าตลาด เขาก็เปลี่ยนเส้นทาง จากไปทางประตูนอกเมืองด้านหน้าวกเข้าไปยังตรอกๆ หนึ่ง ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็ทางไปสู่ด้านหลังเมือง
‘เื่ราวที่ห้องเราถูกรื้อค้น ดูจากพลังตัวเบาของมันคงไม่ใช่โจรธรรมดาเสียแล้ว แต่เอ...แปลก ั้แ่เราออกจากสุสานมาก็ยุ่งเกี่ยวแต่กับพวกยาจก สงสัยเื่นี้คงต้องไปสืบที่สำนักสาขาท้ายเมืองดู เห็นพี่เปียวบอกว่าท่านมาส่งข่าวให้พรรคยาจกในเจิ้งโจว’ หวังจวินนึกก่อนจะสับเปลี่ยนจากเดินเป็วิชาตัวเบาลอยขึ้นดุจเหยียบบันไดล่องลอย หายไปบนหลังคา พลังของชายหนุ่มลึกล้ำและรวดเร็วทำเอาผู้คนที่เดินผ่านไปมามองกันไม่ทัน เห็นเป็เพียงแวบๆ แวมๆ เท่านั้น