- 5 -
หลังจบเื่และแน่ใจว่าไม่มีใครซุ่มอยู่ตรงไหนอีก ผมกับโชก็ลงไปจากเนินย้อนกลับไปยังรถ
ตัวรถกลายเป็ถ่านไปแล้ว
พวกโจร หนีกันไปทุกคน ไม่เจอร่างของคนที่ถูกโชยิงด้วย
เป็ไปได้ว่ายังไม่ตาย เพื่อนเลยหามไปรักษา หรือไม่ก็ถูกเก็บศพไปเพราะไม่อยากให้เรารู้ว่าเป็ใครกันแน่
เอาเป็ว่า ทุกอย่างจบลงได้ด้วยดี ยกเว้นกับลูงตูบคนขับ ผู้ที่กลายเป็ถ่านไปพร้อมๆกับรถม้า (ไม่สิ... รถนก)
นักั์ที่หน้าตาเหมือนโจโคโบะทั้งสองตัวคงจะหนีไปด้วยความแตกตื่น เชือกซึ่งเชื่อมมันกับรถม้าคงจะถูกเผาขาด
โถ เ้าโจโคโบะที่น่าสงสาร
หนึ่งในนั้น วิ่งย้อนกลับไปเจอกับคณะผู้ติดตามของโชที่เดินตามมา ในขณะที่เรากำลังสำรวจซากรถ เมื่อคณะผู้ติดตามจึงมาถึง พร้อมกับจูงโจโคโบะตัวนั้นมาด้วย
ทุกคนมีท่าทางลนลาน ซึ่งไม่แปลก เพราะการที่เ้านายถูกดักโจมตีคงเป็เื่ใหญ่ แม้ในโลกของผม ถ้าเ้านายถูกซุมยิงโดยไม่มีใครอยู่ด้วยแบบนี้ บอดีการ์ดก็คงจะถูกไล่ออก
พวกผู้ติดตามดูเดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขากังวลว่าจะถูกลงโทษ แต่ผมรู้สึกเหนื่อย จึงแนะนำโชว่าเรารีบกลับไปพักที่บ้านกันก่อนดีกว่ามั้ย
“นั่นสินะ” โชเห็นด้วย
พวกผู้ติดตามเลยรอดไป
โชสั่งให้พวกเขาจัดการกับศพของลุงหมา ก่อนจะขึ้นขี่โจโคโบะตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่
“แล้วผมล่ะ” ผมถาม
“ฮะ... เ้าก็เดินตามมาสิ”
“คิดจะทำแบบนั้นกับแขกจริงๆเหรอ ถ้าพรุ่งนี้ผมตื่นไปพบขุนหลวงไม่ไหวใครจะรับผิดชอบ”
“ช่วยไม่ได้นะ” โชบอก “ขึ้นมาสิ”
ผมก็เลยได้ขี่โจโคโบะเป็ครั้งแรก
จริงๆผมอยากลองทำแบบนี้มานานแล้ว
ถึงเคยขึ้นขี่ม้า แต่โจโคโบะคือความฝันของที่เคยเล่นไฟนอลฯ ทุกคนบนโลก
เพราะไม่มีที่จับผมเลยต้อง เกาะเอวโช
“มีอะไร?” ผมถามโช
“เปล่า” เธอบอก และสะบัดเชือกบังเหียน
โจโคโบะก็เริ่มวิ่งออกไป
“สุดยอด!”
นกพวกนี้วิ่งเร็วมาก รับน้ำหนักของคนสองคนได้เหมือนไม่มีอะไรขี่อยู่ขึ้นเลยด้วย
ผมเคยคิดว่ามันเป็ญาติกับนกกระจอกเทศแต่คงต้องคิดใหม่ ผมว่าเ้าพวกนี้ต้องวิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์แน่ๆ บรรพบุรุษของพวกมันคงจะเป็ทีเร็กซ์ที่มีขนงอกออกมาแล้วปากกลายเป็จะงอยแบบนก ไม่ผิดแน่นอน
ด้วยความเร็วของโจโคโบะ ไม่นานเราก็มาถึงบ้านของโช
บ้านของเธอหลังใหญ่มากๆ เป็เรือนทำจากไม้แบบมีใต้ถุนด้านล้าง
มีคนรับใช้เอานกไปผูกที่คอกตรงใต้ถุน และน้ำน้ำมาให้เราล้างเท้าก่อนขึ้นเรือน
เมื่อขึ้นบันไดไป เป็ลานระเบียงหน้าเรือนตรงนั้นมีคนรับใช้มากมายก็มาตั้งแถวรออยู่หน้าบ้าน
มีบางคนเพียงแค่คุกเข่าข้างเดียว ส่วนบางคนนั่งคุกเข่าทั้งสองข้าง มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่แค่ยืนและโค้งตัว คนที่ไม่นั่งส่วนใหญ่จะใส่เสื้อคลุมคล้ายๆโช และมีไม้เท้าเสียบอยู่ที่ซองหนังที่แขวนกับเข็มขัด
เป็ทำเนียมที่แสดงให้เห็นลำดับชั้นอย่างชัดเจน
ผมรู้สึกแปลกๆกับทำเนียมนี้ ออกไปทางรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
จำได้ว่าสมัยผมเรียนตรี เราเคยคุยกันเื่การศึกษาวิชามนุษยวิทยา ว่าผู้ศึกษาวิชานี้ต้องเข้าไปในสังคมที่ศึกษา โดยไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดใดในสังคมที่เข้าไป เพราะแต่ละวัฒนธรรมล้วนมีความดีงามเป็ของตัวเอง เราไม่ควรเอาความดีของเราไปยัดให้เขา เหมือนที่พวกนักล่าอาณานิคมในอดีตที่คิดว่าตัวเองสูงกว่าคนป่าและทำลายวัฒนธรรมไปมากมาย
แต่พอมาเจอแบบนี้ผมก็อดรู้สึกในใจว่าทำเนียมพวกนี้มันล้าหลังไม่ได้
เอาเถอะ ผมพยายามไม่สนใจ คิดเสียว่ามาอยู่แค่แป๊บเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว
ผมคิด ขณะที่โชสั่งการบางอย่างให้พวกคนรับใช้ของเธอ โชบอกพวกเขาว่าผมเป็แขกจะมาค้างที่นี่ ให้เตรียมสำรับอาหาร และจัดบ้านพักให้ด้วย
ดูเหมือนว่าพวกคนรับใช้ไม่รู้เื่ของผมมาก่อน
แสดงว่าโลกนี้ไม่มีเวทมนตร์พวกติดต่อสื่อสารล่วงหน้า ถ้ามีวิธีใช้เวทย์แทนโทรศัพท์พวกโทรจิต โชคงติดต่อบอกพวกคนรับใช้ไว้ก่อนแล้ว
ผมเดินตามโชไปยังห้องอาหาร
เรือนทั้งหมดทำจากไม้บางอย่างที่เนื้อแข็ง ไม่ค่อยมีเสียงระหว่างที่เราเดิน
ผมสังเกตว่ามีไฟจากโคมบางอย่างตลอดทาง ตอนแรกผมคิดว่าเป็ตะเกียงที่ต้องจุดไฟ แต่พอดูใกล้ๆแล้วไม่ใช่ ด้านในเป็วัสดุเหมือนก้อนหินบางอย่างที่ส่องแสงออกมาได้ มันดูคล้ายกับที่ประดับอยู่บนหัวไม้เท้าของโช
ห้องอาหารเป็ระเบียงอีกพากหนึ่งของบ้าน มีหลังคาแต่เปิดด้านข้างให้โล่งมองออกไปข้างนอกได้
คนในโลกนี้นั่งบนเสื่อปูบนพื้นไม้ มีหมอนอิงให้
บรรยากาศเหมือนไปเที่ยวรีสอร์ทแถวภาคเหนือ
ไม่นานพวกคนรับใช้ก็ยกติ่งสำรับอาหารมาวางด้านหน้า
“เอ้ากินสิ” โช โบกมือส่งให้ผมรีบๆกินไปซะ
โชเริ่มกินอาหารด้วยมือ ผมจึงเข้าใจว่าไม่มีช้อน-ส้อม หรือตะเกียบ
ดูเหมือนว่าเพราะไม่ได้แจ้งล่วงหน้า อาหารจึงเป็แบบที่เตรียมไว้ให้เธอกินปรกติ
สำรับผมกับโชคนละสำรับแยกกัน แต่เสริฟเป็ชุดแบบญี่ปุ่น
นี่ต่างจากวัฒนธรรมเสริฟอาหารบนติ่งแบบล้านนาของโลกของเราอยู่ ที่จะกินอาหารจากสำรับเดียวกันทั้งครอบครัว
เป็ไปได้ว่า เพราะผมไม่ได้ถูกนับเป็ครอบครัวเดียวกับโช หรือเพราะชนชั้นทางสังคม ไม่ก็เป็เพราะกินอาหารด้วยมือก็เลยแยกสำรับเพื่อความสะอาดก็เป็ได้
อาหารของโลกต่างมิติคือเนื้อรสคล้ายๆหมู หมกใส่ใบคล้ายมะขาม และย่าง
ซุปเนื้อข้นๆใส่สมุนไพร่อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะ
ส่วนของที่มาแทนข้าวคือแผ่นข้าวที่คล้ายข้าวเกรียบ แต่น่าจะเป็ข้าวโป่งมากกว่า
โชใช้มือกินอาหารบิข้าวโป่งเป็แผ่น ใช้ตัดกับข้าวให้ติดมาบนแผ่น แล้วกินไปพร้อมๆกัน ส่วนซุปก็ข้นจนใช้ข้าวโป่งตักกินได้เลย
วิธีนี้ทำให้มือไม่เปื้อน คล้ายๆวิธีกินแกงอินเดียด้วยนัน
ผมทำตาม เพราะที่โชทำน่าจะเป็มารยาทของขุนนางแล้ว
รสชาติใช้ได้ทีเดียว
เนื้อหมกใบมะขามมีรสออกเปรี้ยว ซุปก็เปรี้ยวหน่อยๆ มีรสเผ็ดเหมือนใส่พริกไทย ส่วนข่าวโป่งมีรสหวานด้วยตัวของมันเอง
แต่ว่า สิ่งที่หายไปคือรสเค็ม กับกลิ่นน้ำปลา
ผมอยากได้น้ำจิ้มสักหน่อย แต่ดูเหมือนว่าโลกนี้จะไม่มีวัฒนธรรมนั้น แต่เอาเถอะ ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น
แก้วน้ำทำจากดินเผาเคลือบ ทรงกระบอก คล้ายๆแก้วชาญี่ปุ่น
เครื่องดื่มเป็น้ำผลไม้เปรี้ยวๆประเภทกระเจียบ กับเหล้า
โลกนี้กินกันแต่ของเปรี้ยวหรือไงนะ
ส่วนเหล้ารสน่าจะหมักจากข้าว รสคล้ายๆพวกสาโท ผมแตะลองรส แล้วขอบาย
ผมไม่ชอบเหล้าอยู่แล้ว เหล้าเป็ของที่ต้องถูกบังคับกินเมื่อออกงาน ดังนั้นจึงรู้สึกว่าเป็เครื่องดื่มแห่งการทำงานไม่ใช่สำหรับการพักผ่อน และร่างกายตอนนี้น่าจะอายุไม่ถึง ไม่ดื่มจะดีกว่า
ดังนั้นผมก็เลยดื่มแต่น้ำเปล่า
“ว่ายังไงล่ะเ้าไพร่ ไม่เคยได้กินของดีแบบนี้มาก่อนล่ะสิ อย่างพวกแกเนี่ยกินแค่ข้าวโป่งจืดๆ เปล่าๆไปก็ดีแล้ว”
โชบอก ขณะที่เติมเหล้า
ยัยจิ้งจอก ตอนแรกทำท่าเหมือนเป็ผู้คุมแท้ๆ แต่ว่าผ่านไปแค่สิบกว่านาที เธอก็เริ่มเมาแล้ว
เป็การใช้ชีวิตขุนนางที่เหลวแหลกจริงๆ
แล้วยังเป็ประเภทเมาแล้วพูดมากอีกต่างหาก
“เ้าเห็นพวกโจรตอนมันวิ่งหนีม้าย คิกๆๆๆ”
“อ่า เห็นสิ”
“มีโจรแบบนี้เยอะมั้ย”
“่นี้เยอะขึ้น” โชบอก “ทั้งๆที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางสู้ ก็ยังก่อความวุ่นวาย พวกส่วยนี้มันไม่มีสมองจริงๆ”
ผมหรี่ตาอย่างเอือมระอา การเรียกชนชาติอื่นด้วยชื่อที่ตั้งให้แบบเหยียดๆและบอกว่าไม่มีสมอง ถ้าหลุดจากปากของคนที่โลกของเราจะต้องถูกกระทืบโดยด้วยข้อหาไม่ พี.ซี. อย่างแน่นอน แต่ดูเหมือนว่าการเหยียดเชื้อชาติ และชนชั้นของโลกนี้จะเป็เื่ปรกติ
แน่อยู่แล้ว ผมมองดูหญิงรับใช้หูแมวที่รินน้ำเติมให้ผม
ในสมัยที่ผมเป็เด็กในละครยังมี “คนใช้” ให้เห็นอยู่ คนใช้ในสมัยนั้นจะนั่งสูงเท่าเ้านายไม่ได้ ถูกเ้านายท่าก็ห้ามตอบโต้ แต่พักหลังก็เปลี่ยนคำเรียกเป็ “แม่บ้าน” และมีสถานะดีขึ้นเป็ลูกจ้างมากกว่าบ่าวรับใช้
แต่เห็นได้ชัดว่าหญิงรับใช้พวกนี้สถานะต่ำว่า “คนใช้” ในโลกของเราแน่ๆ เป็ความต่างของ “ไพร่" กับ “ขุนนาง” งั้นเหรอ
“ขอถามเพื่อความแน่ใจหน่อยว่าขุนนางกับไพร่ต่างกันยังไงบ้าง”
“หืม เ้าถามเหมือนไม่รู้... อ้อ ตอนนี้เ้ากำลังแกล้งทำเป็ว่าตัวเองคือเทวดาผู้ถูกอัญเชิญมาสินะ ได้ๆๆ”
“ขุนนางคือคนที่พระเ้ากำหนดให้เป็ผู้ปกครองรักษาความเรียบร้อย ส่วนไพร่คือคนที่พระเ้ากำหนดให้เป็แรงงานและอยู่ภายใต้การดูแลของขุนนางไง"
“เดี๋ยวนะ... โลกนี้มีพระเ้าด้วยเหรอ?”