บทที่ 13 เหยื่อล่อ (รีไรต์)
หลังจากอ่านภารกิจเสร็จ ลู่จินกู้ก็หันไปถามทั้งสามคนทันที “เอ่อ พวกคุณสนใจจะตั้งรกรากที่พาราไดซ์นี้ไหม?”
กู้ตั๋ว อีฟ ซิงเหลียน ได้แต่ทำหน้างงกับคำถามของเธอ
สาวงามผมทองพูดกับเธอเป็ครั้งแรกว่า “เธอคิดว่าหัวหน้าของพวกเราเป็ใครกัน ถึงจะมาตั้งรกรากในดาวเคราะห์รกร้างแบบนี้ได้”
“อีฟ” กู้ตั๋วเอ่ยเสียงต่ำเพื่อเตือนเธอ
สาวงามเม้มปากอย่างขุ่นเคือง แต่ดวงตากลมสีน้ำตาลอ่อนยังคงจ้องมองเธอ
ลู่จินกู้ไม่ได้โกรธตรงกันข้าม ความจริงก็คือ เธอมีความอดทนสูงมากต่อสาวสวยหน้าตาดีแบบนี้ ดังนั้นจึงยิ้มรับก่อนจะพูดว่า “คุณพี่สาวพูดถูก เป็ฉันเองที่คิดไม่รอบคอบ”
อีฟอยากจะถามออกไปว่าใครเป็พี่สาวเธอ! แต่เมื่อเห็นสายตาของหัวหน้า จึงไม่พูดอะไรออกไป
ท่าทางของผู้หญิงตรงหน้าดูไม่พอใจ ลู่จินกู้จึงไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“อยู่ดี ๆ ทำไมถึงถามแบบนี้ล่ะ” เขามองไปรอบ ๆ ที่นี่เรียกว่าพาราไดซ์สินะ
ลู่จินกู้ไม่สามารถพูดความจริงได้ จึงเลือกโกหกไปว่า “ถ้าพวกคุณไปกันหมด ที่นี่ก็จะไม่มีคนอยู่เลย มันน่าเสียเปล่า ฉันก็เลยอยากหาคนมาอยู่ด้วย”
...คิดว่าเขาดูไม่ออกรึไงว่าเธอกำลังโกหก แต่กู้ตั๋วก็ไม่ได้ซักถามอะไรต่อ
ลู่จินกู้ยังไม่มีเวลามาสนใจเขา เพราะกำลังยุ่งอยู่กับภารกิจที่ทำให้นึกกังวลใจ
ค่าฮวงจุ้ย สิ่งปลูกสร้าง พวกนี้จัดการได้ไม่ยาก แค่ใช้เวลาหน่อยก็สำเร็จ แต่มีเพียงเื่จำนวนประชากรนี่แหละที่ทำให้เธอจนปัญญา แต่ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว คิดไปก็ไร้ประโยชน์ ลู่จินกู้จึงหาวหวอด ๆ
“อืม... งั้นฉันไปนอนก่อนนะ พวกคุณก็ตามสบายเลย” พูดจบเธอก็พาต้าไป๋กลับห้อง
พวกเขาทั้งสามคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่อีฟจะบ่นเบา ๆ ว่า “อะไรกัน คนพิลึกคนนั้น หัวหน้าไปยุ่งกับเธอได้ยังไง”
“เธอมีปัญหางั้นเหรอ”
“... ก็ไม่เชิง”
“ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ ตอนนี้ฉันคงคลุ้มคลั่งตายไปแล้ว”
“แต่ก่อนหน้านี้ คุณบอกว่าไม่เป็ไรไม่ใช่เหรอ” สีหน้าของอีฟเปลี่ยนไปอย่างมาก
“พาราไดซ์นี้มีผลในการรักษา” กู้ตั๋วพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “พวกเธอดื่มยาบรรเทาไปแล้ว เลยไม่รู้สึก”
ทั้งสองคนเบิกตากว้าง ซิงเหลียนตั้งสติได้จึงพูดว่า “ไม่น่าล่ะ หัวหน้าถึงยอมชีวิตช่วยเธอ”
“ไม่ใช่แค่นั้น ที่นี่ยังสามารถชำระล้างมลพิษของดวงดาวได้ด้วย”
“บ้าหน่า!” ซิงเหลียนอดสบถไม่ได้
ขณะที่อีฟกับซิงเหลียนยังคงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง กู้ตั๋วก็รู้สึกสะใจอย่างประหลาด
ในที่สุดก็ไม่ใช่แค่เขาคนเดียวที่ต้องตะลึงงันกับเื่บ้า ๆ นี่เสียที เ้าของพาราไดซ์นั้นทำตัวนิ่งเกินไป จนเขาไม่กล้าแสดงอาการอะไรออกมา ดังนั้นเขาจึงโยนะเิอีกลูก
“แล้วเห็นเ้าสัตว์อสูรสายฟ้าของเธอรึยัง? ไม่กี่วันก่อนยังเป็แค่อสูรทมิฬอยู่เลย”
อีฟกับซิงเหลียนอุทานพร้อมกัน “เธอเป็คนของตระกูลแบล็กเหรอ!”
“เท่าที่เห็นตอนนี้ ไม่ใช่” กู้ตั๋วส่ายหน้า
“แต่นี่ไม่ใช่วิธีการเฉพาะของตระกูลแบล็กหรอกเหรอ?” อีฟตอบโต้
“เธอตั้งชื่อให้สัตว์อสูรสายฟ้านั่นว่าต้าไป๋”
ใบหน้าของอีฟเต็มไปด้วยรอยยับก่อนจะยอมรับ “เอ่อ... ถ้าอย่างนั้นคงไม่ใช่คนของตระกูลแบล็กจริง ๆ นั่นแหละ”
ซิงเหลียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจ “คนที่มีความสามารถแบบนี้ หากอยู่ในดาวศูนย์กลาง ไม่ว่าตระกูลไหนก็ต้องยกย่องเธอเป็แขกคนสำคัญ ทำไมถึงต้องมาลำบากอยู่บนดาวรกร้างแบบนี้”
กู้ตั๋วแค่นเสียงเ็า “พวกนั้นน่ะตาไม่ถึง มัวแต่คิดจะไต่เต้า ตระกูลลู่... ช่างน่าขันสิ้นดี!”
อีฟและซิงเหลียนมองหน้ากัน นึกถึงเื่บางอย่างขึ้นมาพร้อมกัน
ดูจากท่าทางของหัวหน้าแล้ว คงจะไม่มีทางปล่อยลู่จินกู้กลับตระกูลลู่แน่ ๆ ไม่รู้เหมือนกันว่า ถ้าตระกูลนั้นรู้เื่นี้เข้า จะต้องตีอกชกหัว เสียใจขนาดไหน เอาเป็ว่า ขอแอบจุดธูปแสดงความเสียใจให้ตระกูลลู่เงียบ ๆ ก็แล้วกัน
“สรุปก็คือ” กู้ตั๋วสรุป “พลังของเธอนับว่าสำคัญมาก อาจจะเป็ทางออกเดียวในสถานการณ์ตอนนี้ ดังนั้นเราต้องเอาเธอมาเข้าพวกให้ได้”
“ก็แค่บอกความจริงกับเธอไปตรง ๆ ไม่ได้เหรอ?” อีฟคิดว่าเื่นี้ไม่ยาก
“เธอลองดูก็ได้” กู้ตั๋วยิ้มบาง ๆ “ระวังท่าทีด้วย อย่าไปทำให้เธอโกรธเข้าล่ะ”
…
เช้าวันรุ่งขึ้น อีฟก็เตรียมตัวมาคุยกับลู่จินกู้ให้รู้เื่ ว่าหัวหน้าของพวกเขาน่ะ ยิ่งใหญ่มากแค่ไหน การได้ร่วมงานกับเขาน่ะ เป็เื่น่ายินดีขนาดไหน
เธอเจอลู่จินกู้อยู่ในครัว กำลังวุ่นอยู่กับการทำอาหาร กำลังจะอ้าปากพูด
ทันใดนั้น กลิ่นหอมเย้ายวนใจก็ลอยเข้าจมูก ดวงตากลมโตของอีฟเบิกกว้างอย่างตกตะลึง “นี่มันยาพิษอะไรกัน!”
ลู่จินกู้มองการกระทำนั้นอย่างอดไม่ได้ พร้อมกับถือจานมันฝรั่งโรยผงยี่หร่าไว้ในมือ “นี่มันอาหาร ไม่ใช่ยาพิษ”
“ไม่ใช่ยาพิษได้ยังไง ในเมื่อมันทำให้ใจฉันว้าวุ่นขนาดนี้!” อีฟไม่เชื่อ เธอถึงขั้นชักอาวุธออกมา “เธอคิดจะลอบทำร้ายพวกเรางั้นเหรอ!”
พี่สาวคนสวยทำแบบนี้ไม่น่ารักเลยสักนิด!
ลู่จินกู้คิดในใจ แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี คำพูดมากมายติดอยู่ในลำคอ
โชคดีที่กู้ตั๋วและซิงเหลียนมาถึงพอดี เมื่อเห็นสถานการณ์ตึงเครียดแบบข้างเดียว เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
“อีฟ หยุดก่อน”
“แต่ว่า…”
“นี่คืออาหาร ที่สำคัญมันอร่อยมาก” กู้ตั๋วยังคงเน้นย้ำคำว่า อร่อยมาก!
กู้ตั๋วเดินตรงไปที่โต๊ะ สายตาจ้องมองจานอาหารอย่างไม่วางตา “กินได้หรือยัง?”
“ได้แล้วค่ะ” ลู่จินกู้ยิ้ม “มื้อนี้นับว่าเป็การเลี้ยงต้อนรับพวกเธอทั้งสองคนนะ”
หลังจากวางจานมันฝรั่งผัดเครื่องเทศลง เธอก็หันกลับไปตักมันฝรั่งบดราดซอสพริกไทยให้คนละถ้วย และวางผักกาดขาวลวกจานใหญ่ลงบนโต๊ะ
ตอนนั่งลง ลู่จินกู้ก็แอบเสียดายเล็กน้อย คงต้องหาเวลาไปเตรียมพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มอีกหน่อยแล้วสิเนี่ย อยากกินข้าวสวยจัง!
ทั้งอีฟและซิงเหลียนก็ทรุดตัวลงนั่งราวกับคนละเมอ
เมื่อขยับเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมเย้ายวนยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนิญญาจะล่องลอยออกจากร่าง
ลู่จินกู้เป็คนแรกที่หยิบตะเกียบขึ้นมาคีบ พร้อมกับเชื้อเชิญด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “ลองชิมฝีมือฉันดูสิ”
ทั้งสองคนยังคงอยู่ในภวังค์ พวกเขาเลียนแบบท่าทางของเธอยกตะเกียบขึ้น แต่ในขณะที่กำลังจะคีบอาหาร ก็ััได้ถึงสายตาเย็นะเืจากหัวหน้า จนทั้งคู่ชะงัก
“อย่าเพิ่งกินเยอะในครั้งแรก เดี๋ยวร่างกายจะรับไม่ไหว” เสียงเข้มของหัวหน้าดังขึ้น
“ครับ/ค่ะ” ทั้งสองคนคิดว่าเขาเป็ห่วง จึงตอบตกลงอย่างว่าง่าย และระมัดระวังเป็พิเศษตอนคีบอาหาร
ลู่จินกู้มองกู้ตั๋ว คนคนนี้ เพื่อที่จะกินได้มากขึ้นสักหน่อย จิตสำนึกความละอายใจหายไปจนหมดสิ้น นี่เป็ครั้งแรกของพวกเขานะ แต่กู้ตั๋วกลับคิดจะจัดการอาหารบนโต๊ะจนเกลี้ยงคนเดียว
กู้ตั๋วเหมือนจะรู้สึกได้ สายตาของทั้งสองคนสบประสานกัน เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ไม่รู้สึกเขินอายเลยสักนิดที่ความคิดของตัวเองถูกจับได้ กลับค่อย ๆ อ้าปากกินอาหารคำหนึ่ง
ลู่จินกู้รีบละสายตาออกไปอย่างรวดเร็ว เธอดื่มน้ำเพื่อสงบสติ
โอ้ย ตาย ๆ ผู้ชายคนนี้ แม้กระทั่งตอนกินข้าวยังดูมีเสน่ห์ขนาดนี้ เกือบจะเอาชีวิตเธอไปแล้ว
หลังอาหารมื้อแรก เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า ท่าทีของอีฟกับซิงเหลียนเปลี่ยนไป เธอตั้งใจตื่นเช้ามาทำอาหาร สุดท้ายก็ไม่เสียแรงเปล่า
อาหารยอดเยี่ยมไปเลย! ถึงแม้หัวหน้าจะเตือนไว้ก่อนแล้ว แต่อีฟกับซิงเหลียนก็ยังกินอิ่มจนจุก ซิงเหลียนลูบท้อง สีหน้าราวกับฝันไป
“นี่คืออาหารในตำนานหรือเนี่ย อร่อยเกินไปแล้ว!” แล้วจู่ ๆ เขาก็เอามือปิดหน้า ร้องอย่างน่าเวทนาว่า “ต่อไปนี้ฉันจะกินอาหารอัดแท่งได้ยังไงเนี่ย!”
ส่วนอีฟนั้นทำเป็สงวนท่าที แต่พอได้ยินประโยคนี้ สีหน้าก็ซีดเผือดลง
ดูสิ แม้แต่มนุษย์ที่เคยอดอยากอาหาร เมื่อได้ลิ้มลองเปรียบเทียบแล้ว ก็ยังรู้สึกว่าอาหารอัดแท่งมันช่างเป็อะไรที่…
ลู่จินกู้พอใจกับปฏิกิริยานี้มาก จึงโยนเหยื่อล่อที่เตรียมไว้แล้วออกไป
“อยากกินของอร่อยมากกว่านี้อีกไหมล่ะ?”
ฟึ่บ!
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แทบจะในทันทีที่สายตาของทั้งสามคนจ้องเขม็งมองมาที่ลู่จินกู้พร้อมกัน