ไป๋ลู่แสยะยิ้มเย็นะเื แววตารู้ทันทุกอย่าง
"ฉันไปหาอวี่ฟู่ชิงที่รถบ้าน แล้วเธอจะเอาฉันไปนินทาว่ายังไงล่ะ? บอกว่าฉันมี 'ป๋าเลี้ยง' ถึงได้บทนางเอกนี้มางั้นสิ? หรือจะบอกว่าระหว่างถ่ายทำ ฉันมัวแต่ไปพลอดรักกับนายทุน จนทำให้การถ่ายทำล่าช้า? นี่เธอเตรียมปาปารัสซี่ไว้แอบถ่ายช็อตเด็ดแล้วใช่ไหมล่ะ?"
พอได้ยินคำว่า 'แอบถ่าย' สีหน้าของเสิ่นซินลั่วก็ถอดสีทันที
นั่นไง! ว่าแล้วเชียว!
ไป๋ลู่ยื่นมือออกไปบีบคางเสิ่นซินลั่วอย่างรวดเร็วและแรงพอตัว
"ฟังนะ คืนนี้ฉันมีถ่ายโต้รุ่ง เธอช่วยทำตัวสงบเสงี่ยมเจียมตัว เป็อากาศธาตุไปจนกว่าฉันจะถ่ายเสร็จหน่อยเถอะ ไม่อย่างนั้น... ฉันจะบีบคางที่เพิ่งไปฉีดฟิลเลอร์มาของเธอให้แตกคามือเลยคอยดู!"
เสิ่นซินลั่วร้อนตัวเพราะมีความผิดติดตัว เลยโวยวายเสียงดังลั่น
"เธออย่ามาพูดมั่วๆ นะ! คางฉันของแท้แม่ให้มา ไม่ได้พึ่งฟิลเลอร์!"
ไป๋ลู่กำหมัดแน่น แกว่งไปมาตรงหน้าเสิ่นซินลั่ว ยิ้มให้อย่างมีความนัย "ถ้าเธอไม่สงบปากสงบคำ พรุ่งนี้เธอได้ไปฉีดฟิลเลอร์ใหม่แน่ เพราะฉันจะทุบมันให้เบี้ยวเอง"
เธอหมุนตัวกลับ สะบัดข้อมือไล่เบาๆ อย่างไม่ใส่ใจ "ไปบอกอวี่ฟู่ชิงว่า ถ้าเขาจะกลับก็กลับไปเงียบๆ ฉันจะทบทวนบท อย่ามายุ่งกับฉัน... รำคาญ!"
พอกลับถึงห้องพักส่วนตัว ไป๋ลู่ก็ห่อตัวด้วยเสื้อขนเป็ดตัวหนา แล้วล้มตัวลงนอนแผ่หลาทันที
บทละครไม่ต้องท่องแล้ว ่ที่อยู่โรงพยาบาลเธอไม่ได้อู้งานสักหน่อย จำได้ขึ้นใจหมดแล้ว
ต้องรีบฉวยโอกาสนอนเอาแรง ถึงจะรับมือกับการถ่ายทำโต้รุ่งไหว
เสิ่นซินลั่วมองประตูห้องพักของไป๋ลู่ที่ปิดสนิทกระแทกใส่หน้า ทั้งโกรธทั้งร้อนใจ รีบหยิบโทรศัพท์มือถือวิ่งไปหามุมปลอดคนโทรหาอู๋ลี่ผิงทันที
พอฟังลูกสาวเล่าจบ อู๋ลี่ผิงกลับพูดปลอบใจเสิ่นซินลั่วด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น
"ไม่เป็ไรหรอกลูกรัก ตอนนี้ไป๋ลู่มันระแวงลูกมาก ไม่ว่าลูกจะพูดอะไร ปฏิกิริยาแรกของมันก็คือคิดว่าลูกจะทำร้ายมัน ของแบบนี้จะใจร้อนไม่ได้ เราค่อยหาโอกาสใหม่ก็แล้วกัน วางใจเถอะ... ไป๋ลู่หนีไม่พ้นเงื้อมมือแม่หรอก แม่จะติดต่อไปทาง 'เสี่ย' คนนั้น ให้เขารออีกหน่อย ่นี้ลูกก็ทำตัวดีๆ ลดความระแวงของไป๋ลู่ลงหน่อยก็แล้วกัน"
เสิ่นซินลั่วกัดริมฝีปาก "ค่ะแม่ หนูเข้าใจแล้ว"
อู๋ลี่ผิงที่อยู่ปลายสาย จู่ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
เสิ่นซินลั่วไม่เข้าใจ
"แม่คะ หนูหลอกไป๋ลู่ไปที่รถบ้านไม่สำเร็จ ทำไมแม่ยังหัวเราะอยู่อีก?"
"แม่หัวเราะที่ไป๋ลู่มันมีความฉลาด แต่ยังเก๋าเกมไม่พอ ยังไงก็ยังเด็กเกินไป ลูกเอาอวี่ฟู่ชิงมาหลอกมัน ความผิดปกติของลูกทำให้มันเดาได้ว่าลูกคิดจะทำร้ายมัน แต่มันดันเดาทิศทางผิดไป... ฮึๆๆ"
อู๋ลี่ผิงกำชับเสิ่นซินลั่วอีกรอบ สองแม่ลูกถึงได้วางสายไป
...
ไป๋ลู่ไม่ได้หลับเลย
ไม่รู้ว่าวันนี้เป็อะไร พอหลับตาลง ก็เห็นแต่ภาพเหตุการณ์เืสาดก่อนตายของตัวเองวนเวียนไปมา
ไป๋ลู่ที่จิตใจว้าวุ่นหยิบมือถือกับหูฟังออกมา เดิมทีตั้งใจจะหาหนังของ 'ลู่อี้ถิง' ดู
ฟังเสียงพ่อของเธอ ก็ถือซะว่าให้พ่อช่วยกล่อมเธอนอน แต่พระเ้าไม่เข้าข้าง ปรากฏว่าแบตมือถือหมดเกลี้ยง!
เสียบชาร์จแบตมือถือเสร็จ ไป๋ลู่คิดไปคิดมา ก็เดินไปหาโค้ชหลิว
"โค้ชหลิวคะ รบกวนช่วยฝึกหนูหน่อย ไม่ต้องเห็นว่าหนูเป็นักแสดงนะคะ เอาแบบโหดๆ ฝึกแบบนักกีฬามืออาชีพเลยค่ะ เอาให้หมดแรงสลบไปเลยยิ่งดี"
"ได้สิ ขอแค่เธออย่าร้องไห้ขี้มูกโป่งก็พอ" โค้ชหลิวรับปากทันทีโดยไม่ต้องคิด
ไป๋ลู่ยิ้มสู้ "ใครร้องไห้เป็ลูกหมาเลยเอ้า!"
ทั้งสองคนไปทีู่เาด้านหลัง ฝึกซ้อมกันยาวจนถึงครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มถ่ายทำฉากกลางคืน
ไป๋ลู่ไม่ได้เป็ลูกหมา... แต่เธอเกือบจะได้ไปเกิดใหม่คาที่!
โค้ชหลิวโยนไป๋ลู่ที่มีสภาพสะบักสะบอม ผมเผ้ายุ่งเหยิงลงพื้นต่อหน้าผู้กำกับ
"ผู้กำกับจาง ผมเอานางเอกมาคืนแล้วครับ"
ผู้กำกับจางหันกลับมามองตาถลน "???"
นางเอกของเขาเมื่อตอนกลางวันยังะโโลดเต้นปากเก่งอยู่เลย ทำไมตอนนี้ถึงได้ดูร่อแร่เจียนตายแบบนั้นล่ะ!
ไป๋ลู่นอนแผ่กลางหิมะ แววตาเหม่อลอยิญญาหลุดออกจากร่างไปแล้ว
เด็กมันเหนื่อยจนเอ๋อไปแล้วครับพี่น้อง
ผู้กำกับจางแทบคลั่ง "โค้ชหลิว! คุณทำอะไรนางเอกผมเนี่ย?!"
โค้ชหลิวรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน "ไม่เกี่ยวกับผมนะ เธอขอร้องเอง บอกว่าอย่าเห็นเธอเป็นักแสดง ให้ฝึกโหดเหมือนนักกีฬาทีมชาติเลย"
ผู้กำกับจางมองโค้ชหลิวสลับกับไป๋ลู่อย่างระแวง
"ไป๋ลู่... ไหนเธอบอกว่าไปกินข้าวในเมืองกับคุณชายอวี่ไม่ใช่เหรอ?"
นั่นไง!
ถ้าเธอเชื่อเสิ่นซินลั่ว ไปหาอวี่ฟู่ชิงที่รถบ้านจริงๆ ป่านนี้คงแก้ตัวไม่ขึ้น โดนตราหน้าว่าหนีกองถ่ายไปเที่ยวกับผู้ชายแล้ว!
ไป๋ลู่นอนนิ่งไม่ขยับ แสร้งทำเป็ใถามกลับ
"เอ๊ะ? อวี่ฟู่ชิงกลับไปแล้วเหรอคะ? กลับไปตอนไหนอ่ะ?"
ผู้กำกับจางหันขวับไปมองผู้ช่วยผู้กำกับที่ยืนหน้าซีดอยู่ข้างๆ
ผู้ช่วยผู้กำกับก็หันไปมองฝ่ายประสานงานอีกทอดหนึ่ง
"เสิ่นซินลั่วเป็คนบอกผมครับ!" ฝ่ายประสานงานรู้ตัวว่าโดนยัยตัวดีหลอกใช้เข้าให้แล้ว เลยะเิอารมณ์ แฉหมดเปลือก
"เธอยังบอกผมด้วยว่าไม่ต้องโทรตามไป๋ลู่ เพราะไป๋ลู่ไปกินข้าวกับคุณชายอวี่!"
ไป๋ลู่ถูกอวี่ฟู่ชิงมาส่งถึงกองถ่ายด้วยตัวเอง อวี่ฟู่ชิงชอบไป๋ลู่ คนตาบอดก็ยังดูออก ฝ่ายประสานงานย่อมไม่สงสัย
สีหน้าของผู้กำกับจางเริ่มดูไม่ค่อยดี... มืดครึ้มลงเรื่อยๆ
พอนึกถึงพฤติกรรม 'ข่าวลือ' เสียๆ หายๆ ของไป๋ลู่ก่อนหน้านี้ สีหน้าก็ยิ่งดูแย่ลงไปอีก
โค้ชหลิวเป็คนปากตรงกับใจ ทนดูไม่ได้เลยพูดสวนขึ้นมา
"ผมก็สงสัยอยู่เชียว ก่อนหน้านี้ไป๋ลู่มาสายทุกวัน แต่ไม่เคยกลับก่อนเวลาเลยสักครั้ง ถ้าจะบอกว่าวางมาดซุปตาร์ ทำไมถึงแค่มาสายแต่ไม่กลับก่อน? ที่แท้ก็ไม่ใช่การวางมาด แต่มีคนจงใจแกล้งไป๋ลู่นี่เอง... คนเป็แม่คนนี้ ลำเอียงเหลือเกิน!"
เพราะไป๋ลู่ไม่มีสังกัด ไม่มีผู้ช่วยและผู้จัดการส่วนตัว ดังนั้นเวลามีประกาศอะไร ฝ่ายประสานงานก็จะแจ้งไปทางอู๋ลี่ผิงโดยตรง
ลูกสาวแท้ๆ มาถึงก่อนเวลา ส่วนลูกสาวบุญธรรมมาสายตลอด?
จะให้คนเขาคิดเป็อื่นได้ยังไง นอกจากโดนกลั่นแกล้ง!
ไป๋ลู่ไม่ได้ถือโอกาสแก้ตัวให้ตัวเอง และไม่ได้พูดว่าร้ายอู๋ลี่ผิงสักคำ เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วพูดว่า
"คุณอาฝ่ายประสานงานคะ ต่อไปถ้ามีประกาศอะไร บอกหนูโดยตรงได้เลยค่ะ ถ้ามีธุระอะไร เดี๋ยวหนูจะมาลางานกับคุณอาด้วยตัวเอง หนูอายุยังน้อย ยังห่วงเล่นห่วงนอน ก็เลยมีบ้างที่มาสายกลับก่อน... คุณอาฝ่ายประสานงานมีเบอร์โทรศัพท์หนูหรือยังคะ?"
ฝ่ายประสานงานพยักหน้าหงึกหงักด้วยความรู้สึกผิด
"มีแล้วครับ ถ้าสะดวก เดี๋ยวแอดวีแชทกันไว้ด้วยก็ได้"
ไป๋ลู่ทำหน้าเด็กดีสุดๆ "ได้เลยค่ะ"
ผู้กำกับจางเหลือบมองเด็กสาว แล้วประกาศกร้าวด้วยสีหน้าบึ้งตึงสุดขีด
"ผมจะตั้งกฎขึ้นมาใหม่ ฟังให้ดีนะ! ต่อไปไม่ว่าใคร จะดังแค่ไหน ถ้าจะมาสายหรือกลับก่อน ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เ้าตัวต้องมาลากับผมด้วยตัวเอง! ห้ามให้คนอื่นมาลาแทนเด็ดขาด!"
ถึงยังไงก็อยู่วงการเดียวกัน เดินไปเดินมาเดี๋ยวก็เจอกัน ผู้กำกับจางคงทำเหมือนโค้ชหลิวที่พูดเปิดอกด่ากราดไม่ได้
แต่กฎที่เขาตั้งขึ้นมานี้ จริงๆ ก็เหมือนตบหน้าสองแม่ลูกอู๋ลี่ผิงกับเสิ่นซินลั่วยกใหญ่กลางกองถ่ายแล้ว!
ผู้กำกับจางประคองไป๋ลู่ลุกขึ้นมาจากพื้นด้วยตัวเอง ให้เธอนั่งลงบนเก้าอี้นวมประจำตำแหน่งนางเอก แถมยังยื่นแก้วเก็บความเย็นให้ด้วย "ดื่มซะ จะได้อุ่นๆ"
ไป๋ลู่ยิ้มหวานอย่างว่าง่าย "อื้อ ขอบคุณค่ะผู้กำกับ"
ผู้ช่วยผู้กำกับ: "??????"
นั่นมันชาสมุนไพรที่กูชงให้ตัวเองกินนะเว้ย!
"ผู้กำกับจางคะ! เสี่ยวลู่หลับอยู่ค่ะ เธอบอกว่าจะขอตื่นมาถ่ายช้าหน่อย!"
เสียงเสิ่นซินลั่ววิ่งหอบแฮ่กๆ ะโเข้ามาแต่ไกล
สีหน้าของทุกคนในกองถ่าย...
ช่างดูซับซ้อนพิลึก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ฝ่ายประสานงานกับโค้ชหลิว ถึงกับขยับตัวเอาตัวบังไป๋ลู่ไว้มิดโดยไม่ได้นัดหมาย!
ผู้กำกับจางเลิกคิ้ว "อ้อ... หลับอยู่เหรอ?"
เสิ่นซินลั่วทำหน้าลำบากใจ บีบน้ำตา
"ผู้กำกับจางคะ คุณอย่าโกรธเสี่ยวลู่เลยนะคะ แกยังเด็ก รบกวนคุณกับทีมงานช่วยรอเสี่ยวลู่อีกหน่อยนะคะ เดี๋ยวหนูจะรีบกลับไปปลุกเสี่ยวลู่เดี๋ยวนี้แหละ คุณอย่าดุเสี่ยวลู่นะคะ แกหน้าบาง ถ้าโดนคุณดุ เดี๋ยวจะงอแงไม่ยอมถ่ายเอานะคะ"
ผู้กำกับจางไม่พูดอะไร แต่สีหน้าแย่ลงเรื่อยๆ จนแทบจะฆ่าคนได้
กล้ามาเล่นลูกไม้ตื้นๆ แบบนี้ต่อหน้าเขา... เห็นเขาเป็ไอ้โง่หรือไง!
ที่น่าโมโหที่สุดคือ ก่อนหน้านี้ดันทำสำเร็จซะด้วยสิ!
นี่ก็พิสูจน์แล้วไม่ใช่เหรอ ว่าเขาแม่งโง่จริงๆ ที่เคยเชื่อยัยเด็กนี่!
เสิ่นซินลั่วที่ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เห็นผู้กำกับจางทำหน้าบูดบึ้งถึงขีดสุด ในใจก็สะใจเป็บ้า แกล้งทำเป็พูดดีช่วยไป๋ลู่ แต่จริงๆ คือเหยียบไป๋ลู่ให้จมดิน
คราวนี้แหละ ไป๋ลู่ แกโดนเละแน่!
"เสี่ยวลู่ ร้อนรึเปล่า?"
จังหวะนี้เอง โค้ชหลิวก็จงใจถามขึ้นเสียงดังลั่น
ไป๋ลู่ถือแก้วกระดาษอยู่ในมือ ในนั้นคือชาสมุนไพรที่ผู้ช่วยผู้กำกับเป็คนรินให้เองกับมือ (ด้วยความจำใจ)
เธอกลั้นขำจนไหล่สั่น "ร้อนนิดหน่อยค่ะ"
"ไป๋ลู่?!" เสิ่นซินลั่วเบิกตากว้าง มองไป๋ลู่ที่นั่งจิบชาสบายใจเฉิบอยู่บนเก้าอี้นวม แล้วก็ยืนเอ๋อรับประทานไปเลย
ไป๋ลู่ส่งยิ้มหวานเคลือบยาพิษให้เธอ "ฉันเองจ้ะ... มีอะไรเหรอพี่สาว?"
เสิ่นซินลั่วหน้าแตกยับเยิน พยายามกู้หน้า
"เสี่ยวลู่ เธอ... ที่แท้เธอตื่นแล้วนี่เอง ทำไมไม่บอกพี่สักคำล่ะ พี่เรียกเธอที่หน้าประตูตั้งนาน พี่นึกว่าเธอหลับอยู่ ก็เลย..."
ผู้กำกับจางโมโหจนไล่ตะเพิด "ทีมงาน! เคลียร์พื้นที่! คนนอกที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด!"
แล้วเสิ่นซินลั่วที่ไม่มีคิวถ่าย ก็โดนไล่ออกไปอย่างหมูอย่างหมา
คนในวงการด้วยกันทั้งนั้น ใครบ้างจะดูไม่ออก?
เพียงแต่ไม่อยากจะพูดฉีกหน้ากันตรงๆ ก็เท่านั้น
...
เนื่องจากไป๋ลู่แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เลยไม่ต้องเปลี่ยนชุดอีก
ช่างแต่งหน้าเดินเข้ามาพร้อมกระเป๋าเครื่องสำอาง "เสี่ยวลู่ มาแต่งหน้าจ้ะ"
ไป๋ลู่ส่ายหน้าปฏิเสธ
"ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉากกลางคืนพวกนี้ เป็ฉากที่ 'หลิวเหวินเหวิน' จิตใจไม่มั่นคง ฟอร์มตกจนแพ้รอบคัดเลือก เธอเลยกลัวมากว่ารอบที่สองจะแพ้อีก จนหมดสิทธิ์เข้าแข่งขัน ก็เลยซ้อมหนักแทบตายแบบไม่ให้ใครรู้... หลิวเหวินเหวินไม่มีกะจิตกะใจจะแต่งหน้าหรอกค่ะ"
'หลิวเหวินเหวิน' ก็คือนางเอกที่ไป๋ลู่รับบท
ช่างแต่งหน้าลังเล "งั้นลงแค่รองพื้นบางๆ ก็ได้"
ไป๋ลู่ส่ายหน้ายืนยัน "รองพื้นก็ไม่ต้องค่ะ"
ช่างแต่งหน้า "จะดีเหรอ?"
ไป๋ลู่ยิ้มถามกลับ "ทำไมจะไม่ดีล่ะคะ? หลิวเหวินเหวินเป็นักกีฬามืออาชีพ ไม่ใช่นักแสดงไป๋ลู่นะคะ นักกีฬาอาชีพที่กำลังเตรียมตัวแข่งโอลิมปิกฤดูหนาว ไม่มีอารมณ์มาห่วงสวยหรอกค่ะ ให้กล้องถ่ายเห็นรอยตำหนิบนหน้าหนูสิคะ ถึงจะสมจริง!"
ช่างแต่งหน้าบีบแก้มใสกิ๊กของเธอด้วยความหมั่นเขี้ยว
"หน้าเธอมีรอยตำหนิตรงไหนมิทราบยะ! มีแต่คอลลาเจนเนี่ย รูขุมขนยังแทบไม่เห็น ไป๋เสี่ยวลู่... บอกมาเดี๋ยวนี้นะ เธอเติบโตมาด้วยการกินรองพื้นเป็อาหารรึไง?"
ไป๋ลู่กอดแขนพี่สาวช่างแต่งหน้าอ้อนๆ "กินข้าวค่า~"
ผู้กำกับจางที่ยืนสูบบุหรี่หน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ข้างๆ ได้ยินเข้า ในใจก็อดชื่นชมไม่ได้
ฝีมือการแสดงของไป๋ลู่ ความจริงจังในการเล่นละคร หาที่ติไม่ได้จริงๆ
น้อยมากที่จะมีนักแสดงหญิงยอมไม่แต่งหน้าแม้แต่รองพื้น เพื่อความสมจริงของตัวละคร กล้าเอาหน้าสดเข้ากล้องแบบนี้
เมื่อก่อนเขาชอบความทุ่มเทของไป๋ลู่แค่ไหน เขาก็ยิ่งเกลียดนิสัยวางก้ามของไป๋ลู่มากแค่นั้น
แต่พอลองมาคิดดูดีๆ ข้อเรียกร้องไร้สาระพวกนั้น ไป๋ลู่ไม่เคยเป็คนพูดเองเลยสักครั้ง มีแต่อู๋ลี่ผิงกับเสิ่นซินลั่วที่ 'ช่วย' พูดแทนไป๋ลู่ทั้งนั้น
นั่นคือความ้าของไป๋ลู่จริงๆ งั้นเหรอ?
แล้วอุบัติเหตุครั้งนั้น... เป็อุบัติเหตุจริงๆ งั้นเหรอ?
ไม่ใช่แค่ผู้กำกับจาง แต่คนในกองถ่ายต่างก็เริ่มเกิดความสงสัยตงิดๆ ขึ้นในใจ
ไป๋ลู่กอดอ้อนพี่ช่างแต่งหน้า แต่หางตาคอยสังเกตสีหน้าของทุกคน
ยิ้มเยาะในใจ ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวชุบแป้งทอดก็ปิดไม่มิดย่ะ
เธอไม่ได้คิดว่าเื่แค่วันนี้เื่เดียว จะกระชากหน้ากากคนตระกูลเสิ่นออกมาได้ทั้งหมด
แต่หน้ากากนั้น... มันเริ่มมีรอยร้าวแล้ว!
ผู้กำกับจางถือบทละคร ะโเรียกคนเขียนบท ถามว่า "ยังมีบทของเสิ่นซินลั่วอีกไหม?"
คนเขียนบทเปิดสมุด
"มีครับ ่ที่เสี่ยวลู่อยู่โรงพยาบาล เราถ่ายฉากอื่นไปหมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่ฉากที่เกี่ยวกับเสี่ยวลู่ บทของเสิ่นซินลั่วเป็เพื่อนสนิทกับหลิวเหวินเหวิน รวมๆ แล้วยังเหลือบทอีกประมาณห้าหกตอนครับ"
ผู้กำกับจางสั่งเฉียบขาด
"อันไหนตัดได้ก็ตัด ตัดไม่ได้ก็โยนให้คนอื่นเล่น ฉากเล่นสกีให้ใช้นักกีฬามืออาชีพเล่น นี่เป็ความ้าของคุณชายอวี่ เขาไม่อยากเห็นนักแสดงาเ็อีก ส่วนฉากดราม่าแก้บทให้ไปเป็ของ..."
ผู้กำกับจางกำลังใช้ความคิด
"เยว่เสี่ยวซาน" ไป๋ลู่พูดชื่อตัวละครหนึ่งแทรกขึ้นมา
ผู้กำกับจางหันมามองเธอ "เยว่เสี่ยวซาน?"
ไป๋ลู่พยักหน้า
"เยว่เสี่ยวซานเป็นักกีฬารุ่นเก่า ตอนที่เืใหม่อย่างหลิวเหวินเหวินเข้าทีมมา เธอก้าวข้ามจุดพีคของนักกีฬาอาชีพไปแล้ว และเริ่มเข้าสู่ขาลง เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของกีฬา และความไม่ง่ายของนักกีฬาอาชีพ บทละครเลยเขียนให้เยว่เสี่ยวซานยื่นใบลาออกจากทีมชาติ ในวันที่หลิวเหวินเหวินออกเดินทางไปแข่งโอลิมปิก"
พูดถึงตรงนี้ ไป๋ลู่ก็หันไปมองโค้ชหลิวแวบหนึ่ง
"ถึงแม้เยว่เสี่ยวซานจะไม่เคยสร้างผลงานโดดเด่นในระดับโลก แต่การที่สามารถติดทีมชาติได้ เธอก็ถือเป็นักกีฬาระดับท็อปแล้ว เธอก็เป็ความภาคภูมิใจของทีมชาติเหมือนกัน หลิวเหวินเหวินมีแค่คนเดียว แต่เยว่เสี่ยวซานต่างหากที่เป็ภาพสะท้อนชีวิตของนักกีฬาส่วนใหญ่ หนูคิดว่า... เยว่เสี่ยวซานไม่ควรจะจากไปอย่างเงียบเหงาแบบนั้น ก่อนเธอจะไป เธอควรจะทิ้งอะไรบางอย่างไว้ และจำเป็ต้องทิ้งอะไรบางอย่างไว้ ให้กับรุ่นน้องอย่างหลิวเหวินเหวินค่ะ"
ตาของผู้กำกับจางเป็ประกาย "ว่าต่อสิ!"
"จิติญญา... สิ่งที่เยว่เสี่ยวซานทิ้งไว้ให้หลิวเหวินเหวิน คือการสืบทอดจิติญญาค่ะ"
ไป๋ลู่พูดเน้นทีละคำ น้ำเสียงหนักแน่น
"เยว่เสี่ยวซานจากไป หลิวเหวินเหวินรับ่ต่อจิติญญานั้น สักวันหนึ่งหลิวเหวินเหวินก็ต้องจากไปเหมือนกัน แต่จิติญญานี้ จะถูกส่งต่อรุ่นสู่รุ่น สืบทอดต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด"
ผู้กำกับจางตบเข่าอย่างเห็นด้วย "ตกลงตามนี้!"
โค้ชหลิว แอบหันหลังไปปาดน้ำตาเงียบๆ
ตัวละครเยว่เสี่ยวซานไม่มีต้นแบบจริงๆ แต่คำพูดเมื่อกี้ของไป๋ลู่ นักกีฬาอาชีพคนไหนได้ฟัง ก็ต้องจุกอกน้ำตาซึมกันทั้งนั้น
นักกีฬาที่ไม่ได้เหรียญทอง หยาดเหงื่อและความพยายามที่ทุ่มเทลงไป ไม่ได้น้อยไปกว่าใครเลย
พวกเขา... ก็คือวีรบุรุษ คือความภาคภูมิใจของชาติเหมือนกัน
คนเขียนบทกระซิบกับผู้กำกับจาง
"ดูออกเลยว่าทำการบ้านมาดีมาก ไม่ใช่แค่ตีบทตัวเองแตก แต่ตีบทคนอื่นแตกด้วย ไม่งั้น... ไม่มีทางนึกถึงเยว่เสี่ยวซานได้เร็วขนาดนี้หรอก"
ผู้กำกับจางพยักหน้าเบาๆ
จิติญญาที่สืบทอดรุ่นสู่รุ่น คำขวัญพวกนี้พูดน่ะมันง่าย
แต่ถ้าไม่มีประสบการณ์และการตกผลึกความคิดมากพอ ก็เป็แค่คำพูดสวยหรูที่กลวงโบ๋ เป็ไปไม่ได้ที่จะทำให้ตัวละครเยว่เสี่ยวซานดูมีมิติขึ้นมาได้ทันที แถมยังดูเป็ธรรมชาติและน่าประทับใจขนาดนี้
แม่หนูไป๋ลู่คนนี้... ไม่ธรรมดาจริงๆ
ไป๋ลู่ที่ไม่ธรรมดา การแสดงหลังจากนั้นยิ่งไม่ธรรมดาเข้าไปใหญ่
ทุกฉากที่ถ่าย ไป๋ลู่แสดงเทคเดียวผ่านแบบม้วนเดียวจบ!
ส่วนฉากที่ต้องถ่ายใหม่สามครั้ง สาเหตุก็ไม่ได้มาจากไป๋ลู่ แต่เป็เพราะนักแสดงที่เข้าฉากด้วยกันเล่นผิดพลาดเพราะตามอารมณ์เธอไม่ทัน
ฉายา 'ไป๋เทคเดียว' ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย!
จากเวลาเลิกกองที่กะไว้ เสร็จก่อนเวลาตั้งสามชั่วโมงกว่า
“เลิกกอง ทุกคนแยกย้ายกันกินข้าว”
ผู้กำกับจางคาบบุหรี่ดูเทปที่ถ่ายไปซ้ำไปซ้ำมา ผู้ช่วยผู้กำกับเดินเข้ามาถามยิ้มๆ
"มีอะไรแปลกๆ เหรอครับ?"
ผู้กำกับจางหันหน้าไป มองไป๋ลู่ที่กำลังกอดอ้อนขอไออุ่นจากพี่ช่างแต่งหน้าอยู่ไกลๆ แล้วถามกลับ
"นายก็รู้สึกใช่ไหม? ไหนลองว่ามาซิ... ว่านายรู้สึกว่าตรงไหนที่มัน 'แหม่งๆ' ชอบกล"