วันที่ 12 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 18.06 น.
“ทีน้องรักไหนล่ะของฝาก” ธาริณีเดินลงมาจากบนบ้านด้วยชุดนอนทรงยาวสีชมพู ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงเพราะเพิ่งตื่นนอน ซึ่งยังไม่รู้ตัวว่ามีแขกนั่งรออยู่ด้านล่าง
“ไม่ได้ซื้อมาอะ เอาไว้คราวหน้านะพี่ธา”
“อะไรกัน ไปตั้งหลายวันทำไมไม่มี” ธาริณีแสร้งทำหน้าผิดหวังกับสิ่งที่น้องชายพูดออกมา เมื่อเหลือบตาไปมองด้านข้างจึงรู้ว่าภายในบ้านไม่ได้มีแค่แม่กับน้องชาย
“เอาผมผูกโบไปก่อนไหมครับพี่ธาคนสวย” เสียงอันแสนจะยียวนกวนประสาทของชายหนุ่มที่คุ้นเคย ทั้งยังคิ้วหลิ่วตาให้กับธาริณี ทำให้หญิงสาวเริ่มสำแดงฤทธิ์ออกมาด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้กากเย็นป่านนี้ ทำไมยังไม่กลับบ้านไปอีก”
“ไม่เอาน่าธา กายกลับบ้านไปก็อยู่คนเดียว ให้น้องอยู่ที่นี่ไปก่อนจะเป็นไรไป” เนตรนภาพูดขึ้น แต่มือก็ยังสาละวนคนแกงที่อยู่ในหม้อให้เข้ากัน
“ผมก็อยากรอให้พี่ธาลงมานี่แหละครับแล้วค่อยกลับบ้าน ไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน ผมคิดถึงพี่จะแย่อยู่แล้วนะ” เสียงออดอ้อนออกมาจากปากหวาน ๆ ของเกียกกายโดยไม่ได้แคร์แม่และน้องชายที่อยู่ภายในบ้านแม้แต่น้อย ประหนึ่งว่าบ้านหลังนี้มีกันอยู่แค่สองคน
“ชิ น่ารำคาญ” วงสีแดงจาง ๆ เกิดขึ้นบนแก้มทั้งสองข้างซึ่งตัดกับผิวที่ขาวนวลเนียนของธาริณี เจ้าตัวกลบเกลื่อนอาการเขินอายด้วยการเดินสะบัดหน้าเข้าห้องน้ำและปิดประตูเสียงดัง เผยรอยยิ้มเล็ก ๆ อยู่เบื้องหลังประตูห้องน้ำ…ไอ้กาย ไอ้เด็กบ้า…
“นายเห็นไหมว่าพี่ธาแก้มแดงด้วยแหละ ขนาดอยู่ในชุดนอนพี่สาวนายยังน่ารักเกินต้านเลยว่ะ ฉันชักจะทนไม่ไหวแล้วนะเว้ย อยากเป็นแฟน อยากเป็นแฟน อยากเป็นแฟน” เกียกกายเขย่าแขนเพื่อนรักเหมือนเด็กอยากได้ของเล่น
“นายต้องทนด้วยเหรอวะ เห็นเดินหน้าจีบตลอด” เกียกกายทำหน้างอน ๆ ก่อนที่จะหันไปพูดกับเนตรนภา
“แม่ผมกลับแล้วนะครับ”
“อ้าวไม่อยู่ต่ออีกหน่อยเหรอจ๊ะ” เกียกกายเดินเข้าไปกอดเนตรนภาประหนึ่งว่าเป็นแม่ของตน มือของผู้เป็นแม่ลูบไปที่หัวของเกียกกายด้วยความรักประหนึ่งว่าเป็นลูกแท้ ๆ ของตนเช่นกัน
“กลับก่อนดีกว่าครับ เดี๋ยวผมไปเตรียมหาข้อมูลจ้างนางรำด้วย ว่าจะไปแก้บนสักหน่อย” เมื่อพูดกับผู้เป็นแม่จบก็หันไปพูดกับเพื่อนรักต่อ "เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมารับตอนเก้าโมงนะ แต่งตัวรอได้เลย”
“เออ”
“ขับรถกลับดี ๆ นะจ๊ะ”
“ครับแม่ จุ๊บ ๆ”
เมื่อเกียกกายออกจากบ้านไปสักพักธาริณีก็เดินออกมาจากห้องน้ำ สายตาสอดส่องไปยังเก้าอี้ที่เกียกกายเคยนั่ง เมื่อไม่เห็นจึงชะเง้อชะแง้ไปยังหน้าบ้านเพื่อหวังว่าจะมีรถจอดอยู่ สายตาของผู้เป็นแม่เพียงแค่เห็นท่าทางของลูกก็รู้ทันทีว่าคิดอะไรอยู่ จึงอดที่จะพูดออกไปไม่ได้
“เขากลับไปแล้วจ้ะ ตอนเขาอยู่ก็ไม่พูดกับเขาดี ๆ พอเขาไปก็มองหาเขา เรานี่มันยังไงกันนะ”
“ไม่ได้มองหาไอ้กายสักหน่อย” ธาริณีหันกลับมาตอบเนตรนภาและวิ่งขึ้นบ้านไปทันที…นี่เราเป็นอะไรกันแน่…
วันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2559 เวลา 10.30 น.
หลังจากที่เกียกกายหาข้อมูลการแก้บนมาตลอดทั้งคืน จึงได้มาพบกับบ้านไม้ยกพื้นสูงทรงไทยแบบโบราณและต้นลำพูขนาดใหญ่หลายคนโอบตั้งตระหง่านติดริมน้ำ เมื่อเหลือบลงไปมองด้านล่างก็เห็นศาลไม้เล็ก ๆ และบรรดาหุ่นนางรำวางเรียงรายกันเป็นกลุ่มข้างต้นไม้ใหญ่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก
บรรยากาศอันร่มรื่นทำให้เพื่อนรักทั้งสองเดินสำรวจรอบบ้าน จนกระทั่งมาพบทางขึ้นบ้านซึ่งเป็นบันไดไม้ขัดมัน มีโอ่งใบเล็กตั้งตรงหัวบันไดไว้สำหรับล้างเท้าก่อนขึ้นบนตัวเรือน ป้ายกระดาษแข็งที่เขียนด้วยลายมือแบบฉบับการคัดไทยขนานแท้ติดตรงทางขึ้น ‘รับจ้างแก้บนตลอด 24 ชั่วโมง เชิญติดต่อสอบถามด้านใน’ ร่องรอยเท้าเปียกน้ำจาง ๆ ย่ำขึ้นบนบันไดทำให้รู้ว่าด้านบนต้องมีคนอยู่แน่นอน
เพื่อนรักทั้งสองเดินขึ้นบนบ้านตามคำแนะนำของป้ายกระดาษที่ติดอยู่ จึงได้พบว่าด้านบนเป็นโถงตรงกลางโล่งกว้างใช้สำหรับการรับแขก และด้านข้างมีห้องต่าง ๆ รายล้อมอยู่ 5 ห้อง กระดิ่งขนาดย่อมที่ติดอยู่ข้างเสาพร้อมป้ายระบุไว้ว่า “กรุณาสั่นกระดิ่งเรียก” ทำให้เข้าใจได้ว่ามีไว้ใช้สำหรับการเรียกเจ้าของบ้าน เสียงสั่นกรุ๊งกริ๊งดังอยู่สองสามครั้งแต่ไม่มีใครออกมาต้อนรับสักคน เกียกกายจึงตัดสินใจตะโกนออกมา
“มีใครอยู่ไหมครับ” เสียงเงียบไม่มีการตอบรับใด ๆ จึงทำให้ทั้งสองเริ่มสำรวจรอบบ้าน
“ไอ้กายดูนี่” ทีปกรชี้ให้เกียกกายดูประตูไม้สักที่กำลังแง้มอยู่ เหมือนเป็นการเชื้อเชิญคนที่อยู่ด้านนอกให้เข้ามาสำรวจภายในห้อง