หยางเถาอวี้ เทพเซียนต่างโลก

    ตอนที่ 55 ชีวิตใจกลางป่าหมื่นอสูร

            เด็กสาวลูกมนุษย์ผู้หนึ่งซึ่งมีซือคงจ่วนอี๋ตัวน้อยเกาะอยู่บนบ่าทะยานร่างไปตามแนวป่าย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหยางเถาอวี้กับจุ้ยเหม่ย

            “ท่านแม่จุ้ยเหม่ยนี่ท่านหลอกกินแรงข้าใช่หรือไม่” เมื่อสนิทกันมากขึ้นหยางเถาอวี้จึงกล้าบ่นผู้อาวุโสกว่า

            “แหมเจ้าตัวใหญ่กว่าข้าตั้งเยอะ ก้าวทีเดียวก็ไปได้ไกลโข แบบนี้ย่อมสมเหตุสมผลแล้ว”

            หยางเถาอวี้ได้แต่อับจนถ้อยคำตลอดวันที่ผ่านมานางตระเวนไปตามป่าเขาเป็นระยะทางไม่น้อย แรกๆ ก็รู้สึกตื่นเต้นนักรอยต่อระหว่างเขตป่าหมื่นอสูรชั้นในสุดซึ่งอยู่ติดกับใจกลางป่าหมื่นอสูรแห่งนี้มีสัตว์อสูรระดับเจ็ดซึ่งเทียบเท่าขั้นเซียนของมนุษย์อาศัยอยู่ถึงสี่ตนแต่ละตนประจำอยู่สี่ทิศ ทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์โดยรอบชั้นหนึ่ง ยามเมื่อนางกับจุ้ยเหม่ยเดินทางผ่านไปในถิ่นของแต่ละตนทั้งสี่จะปรากฏกายออกมาต้อนรับด้วยท่าทางนอบน้อมยิ่งเมื่อจุ้ยเหม่ยแนะนำทุกตนให้หยางเถาอวี้รู้จักทำเอาเด็กสาวเกิดความสงสัยหลายประการ

            แม้แต่สัตว์อสูรระดับเจ็ดยังต้องนอบน้อมต่อท่านแม่จุ้ยเหม่ยปานนี้หยางเถาอวี้ไม่อยากคิดเลยว่าตัวตนที่แท้จริงของครอบครัวซือคงจ่วนอี๋ทั้งสามจะอยู่ในระดับใดและนางก็ไม่กล้าเอ่ยถาม

            “ท่านแม่จุ้ยเหม่ยเจ้าคะเหตุใดจึงยังมีสัตว์อสูรระดับเจ็ดหลงเหลืออยู่ในโลกบำเพ็ญเซียนแห่งนี้เล่าเดิมทีข้าเข้าใจว่าผู้ฝึกปราณกับสัตว์อสูรระดับเซียนขึ้นไปล้วนอพยพออกจากโลกแห่งนี้ไปจนหมดสิ้นแล้วเสียอีก”

            “โฮ่ขนาดอสูรศักดิ์สิทธิ์อย่างพวกข้ายังมีอยู่แล้วจะแปลกอันใดหากมีสัตว์อสูรระดับเซียน”จุ้ยเหม่ยตวัดตามองหยางเถาอวี้รอบหนึ่งจึงตอบ

            “ง่าก็จริง...” เล่นเอาเด็กสาวอึ้งงันไปไม่เป็นทีเดียว

            “พวกเราเหล่าสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์สัตว์อสูรระดับสูงจำนวนหนึ่งได้รับมอบหมายจากเหล่าเทพเซียนให้ทำหน้าที่เฝ้าพิทักษ์แหล่งกำเนิดศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่งเอาไว้ก่อนที่เหล่าเทพเซียนจะปิดผนึกโลกใบนี้เพื่อรักษาให้พลังปราณและพลังธาตุต่างๆ คงอยู่ให้ได้นานที่สุดแต่ก็อย่างที่เจ้ารู้ นับวันพลังปราณและพลังธาตุต่างๆ มีแต่จะจางลง”

            “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”

            “พูดถึงเรื่องนี้พวกเรายังคงต้องขอบใจเจ้าอีกครั้งที่แบ่งปันของวิเศษมาให้หวังว่าสิ่งที่ได้มาจะช่วยฟื้นฟูพลังต่างๆ แก่โลกนี้ได้ในที่สุด”

            “เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งแล้วเจ้าค่ะว่าแต่ ปกติพวกท่านต้องคอยลาดตระเวนอย่างนี้ทุกวันเลยเหรอเจ้าคะ”

            “ไม่หรอกปกติมี หู่ เสอ สยฺง หลาง คอยดูแลให้อยู่ นานๆ ทีพวกข้าถึงจะออกมาตรวจตราข้าก็แค่ถือโอกาสนี้พาเจ้าชมบ้านของเราให้ทั่วเท่านั้นเอง” หู่ เสอ สยฺง หลาง ก็คือชื่อง่ายๆที่จุ้ยเหม่ยใช้เรียกขานสัตว์อสูรเซียนทั้งสี่ตนนั่นเอง

            “ขอบคุณท่านแม่จุ้ยเหม่ยที่เมตตาเจ้าค่ะ”

            “ก็เจ้ามันน่ารักนิสัยดีฮ่าๆๆ ไปเถอะ ถัดจากพื้นที่ดูแลของหู่ เสอ สยฺง หลางเข้ามายังมีด่านป้องกันอีกชั้นหนึ่ง นั่นคือป่าหมอกมายาที่พวกข้าสร้างขึ้นข้าจะพาเจ้าไปเยี่ยมชม เผื่ออีกหน่อยอยากเข้ามาเยี่ยมพวกข้าจะได้มาถูก”จุ้ยเหม่ยคิดอย่างที่พูดจริงๆ ว่าหยางเถาอวี้เป็นเด็กมนุษย์ที่น่ารักและเดาว่าทั้งสามีกับลูกของตนก็คงคิดแบบเดียวกันไม่เช่นนั้นข่าเอ๋อคงไม่ถึงขนาดยอมทำพันธะผูกพันกับนางเด็กมนุษย์ผู้นี้สามีก็คงไม่ใจอ่อนยอมต้อนรับ

            ปกติมนุษย์มักทะนงตนว่าเป็นสัตว์ที่ประเสริฐสุดพบเห็นสัตว์อสูรแต่ละครั้งทำราวกับเห็นทรัพย์สินหรือสมบัติซึ่งสามารถหยิบฉวยไปเป็นเจ้าของได้ตามใจหรือไม่ก็มองพวกสัตว์อสูรเป็นสิ่งมีชีวิตระดับต่ำเที่ยวจับไปใช้งานราวทาสที่แย่ที่สุดคือการจับไปฆ่าเพราะตลอดตัวของสัตว์อสูรนั้นล้วนแล้วแต่มีประโยชน์หนังที่เหนียวทนทานเก็บไว้ทำชุดเกราะหรือเครื่องนุ่งห่มเขี้ยวและกระดูกใช้ทำอาวุธชั้นเลิศ เลือดและเนื้อถือเป็นส่วนประกอบของอาหารและยาบำรุงพลังปราณที่ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม

            ทว่าเด็กสาวผู้นี้กลับแตกต่างออกไปถึงขนาดให้เกียรติเรียกนางว่าท่านแม่ เรียกจุ้ยเฉียงว่าท่านพ่อตามข่าเอ๋อทำให้นางรู้สึกราวกับได้ลูกสาวเพิ่มขึ้นมาก็ไม่ปานอีกทั้งยังก่อให้เกิดความสุขใจชอบกลเมื่อยามอยู่ใกล้ ช่างน่าประหลาดโดยแท้

            จุ้ยเหม่ยพาหยางเถาอวี้ไปศึกษาค่ายกลหมอกมายาและถ่ายทอดวิธีสร้างค่ายกลซึ่งเป็นรูปแบบเฉพาะของสัตว์อสูรให้เด็กสาวหลายกลวิธีอย่างไม่หวงแหนความรู้และนางก็ไม่ทำให้จุ้ยเหม่ยผิดหวัง สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วยิ่ง

            “หากมีคนหลงเข้ามาในป่าหมอกมายาเขาเหล่านั้นจะต้องเดินหลงวนเวียนอยู่ในนั้น พวกที่จิตใจอ่อนแอก็จะเกิดภาพหลอนลนลานหวาดกลัวไปจนตาย บางคนที่จิตใจชั่วร้ายหนักก็จะเห็นผู้อื่นเป็นศัตรูไปหมดกระทั่งเที่ยวไล่ฆ่าฟันกันเอง”

            “แต่ละปีมีคนหลงเข้ามามากไหมเจ้าคะ”

            “ไม่มากหรอกนานทีจึงจะมีสักหน ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไม่รู้ประสีประสาไม่รู้จักชื่อเสียงของใจกลางป่าหมื่นอสูรนั่นแหละ หรือไม่ก็พวกใจกล้าบ้าบิ่นอยากท้าทาย อยากลองวิชา คิดว่าตนเก่งกาจจึงกล้าแหยมเข้ามา อะไรทำนองนั้น”

            จุ้ยเหม่ยย้อนนึกถึงเหตุการณ์คราวล่าสุดที่มีคนมาติดกับดัก

            “แต่ละครั้งที่มีคนหลงเข้ามาพวกข้าก็คล้ายมีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้นให้ได้ดูได้ช่วยกันลุ้นนะบางทีก็พนันขันต่อกันว่าจะอยู่รอดกันได้กี่วันหรือใครจะอยู่ได้นานที่สุด”

            “แล้วพวกท่านไม่คิดช่วยพวกเขาบ้างเหรอเจ้าคะ”

            “หากช่วยที่นี่ก็คงหมดความศักดิ์สิทธิ์ความน่ากลัวไปในที่สุดน่ะสิดังนั้นใครหลงเข้ามาก็ต้องถือว่าชะตาขาด” จุ้ยเหม่ยยักไหล่เรื่องบางเรื่องก็ต้องเชือดไก่ให้ลิงดู ใจอ่อนไม่ได้เด็ดขาด

            “ว่าแต่เย็นย่ำป่านนี้ หนังท้องข้าเริ่มแฟบจนติดหลังแล้วพยาธิในท้องก็เริ่มส่งเสียงร้องประท้วงกันใหญ่ เจ้าได้ยินหรือไม่” จุ่ยเหม่ยเปลี่ยนเรื่องอย่างรวดเร็ว

            “ข้าก็ชักหิวเหมือนกันเจ้าค่ะท่านแม่จุ้ยเหม่ยอยากลองกินอาหารของพวกมนุษย์ดูบ้างไหมเจ้าคะ” หยางเถาอวี้เอ่ยถามเพราะตลอดวันที่ผ่านมานางกินแต่ผลไม้จนเริ่มเบื่อ

            จุ้ยเหม่ยได้ยินเช่นนั้นก็หูผึ่งทันที“แน่นอนๆ ข้าไม่ได้กินอาหารของมนุษย์มานานหลายสิบปีแล้ว”

            “เช่นนั้นท่านรอสักครู่นะเจ้าคะข้าจะรีบทำให้” หยางเถาอวี้ขอให้กงซุนชื่อเหยียนนำปลากุ้งและไก่จำนวนหนึ่งออกมาจากมิติของรุ่ยเอ๋อถือโอกาสแนะนำเขาให้รู้จักกับซือคงจ่วนอี๋สาวนางอยากให้กงซุนชื่อเหยียนได้มีโอกาสออกมาสัมผัสกับประสบการณ์ที่ไม่อาจหาได้ง่ายๆเช่นนี้ด้วยคน

            “ท่านแม่จุ้ยเหม่ยโปรดวางใจท่านตากงซุนชื่อเหยียนเป็นคนในพันธะสัญญาของข้าเองเจ้าคะ”

            “ยินดีที่ได้รู้จักขอรับท่านจุ้ยเหม่ย ข้าน้อยขอฝากตัวด้วยขอรับ”กงซุนชื่อเหยียนรู้สึกตกใจเมื่อรู้ว่าสถานที่ที่ตนยืนอยู่ในเวลานี้คือใจกลางป่าหมื่นอสูรและสัตว์อสูรตัวน้อยหน้าตาน่ารักตรงหน้ากลับเป็นถึงสัตว์อสูรศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์แหล่งกำเนิดธาตุไม้และธาตุดินอันศักดิ์สิทธิ์ใจกลางป่าหมื่นอสูรหยางเถาอวี้มิได้ปิดบังสิ่งใด นางเล่าความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ให้เขาฟังใจคิดว่าหากมีผู้ร่วมอุดมการณ์มากยิ่งๆ ขึ้นย่อมเป็นการดี

            “ท่านตาช่วยทำความสะอาดกุ้งไก่ปลาพวกนี้ให้ข้าหน่อยนะเจ้าคะ”

            “ขอรับคุณหนู”

            “เย็นนี้ข้าจะทำโหล่วซุ่ง(หน่อไม้ฝรั่งดองน้ำเกลือ) ผัดกุ้งไก่แช่น้ำนมหมักสมุนไพรย่างและก็ปลานึ่งราดน้ำจิ้มสามรสท่านแม่จุ้ยเหม่ยทานเผ็ดได้หรือไม่เจ้าคะ”

            “ข้ายังไม่เคยกินมาก่อนรสเผ็ดเป็นเช่นไร แต่เจ้าทำมาเถอะ ลิ้นจระเข้อย่างข้ากินได้ทั้งนั้น”นางซือคงจ่วนอี๋สาวตอบอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด

            ได้ยินเช่นนั้นหยางเถาอวี้จึงเริ่มลงมือทำอาหารนางให้กงซุนชื่อเหยียนช่วยแร่เนื้อไก่ออกเป็นชิ้นๆ นำไปแช่น้ำนมนวดจนน้ำนมซึมเข้าไปในเนื้อไก่หมด ทำเช่นนี้เนื้อไก่จะมีความนุ่มเป็นพิเศษจากนั้นจึงจัดเครื่องหมักอาทิ กระเทียม เม็ดพริกไทยสด รากผักชีและส่งให้กงซุนชื่อเหยียนช่วยตำจนละเอียดก่อนจะนำมาคลุกให้ทั่วปรุงรสด้วยเกลือหมักทิ้งไว้อีกราวสองเค่อก็สามารถนำมาเสียบไม้และตั้งย่างบนเตาย่างแบบพิเศษที่นางสั่งทำกับช่างตีเหล็กในอำเภอตงอวิ๋นขณะย่างก็ทาขมิ้นเหลืองผสมเนยให้มีกลิ่นหอมและสีสันที่สวยงามยิ่งขึ้น

            ใช่แล้วระหว่างนี้นางได้ขอให้กงซุนชื่อเหยียนช่วยรีดน้ำนมและนำมาทดลองทำเนยกับชีสกระทั่งสำเร็จมีเนยและชีสเก็บไว้ทำอาหารมากมาย

            ส่วนปลานึ่งหลังจากตั้งเตาใส่ซึ้งนึ่งปลาแล้วก็หันไปเตรียมทำน้ำจิ้มสามรสคือรสเปรี้ยว เค็มหวาน โดยไม่ใส่พริก แต่แยกทำน้ำจิ้มแบบซีฟู้ดไว้ต่างหาก เผื่อกรณีที่ลิ้นเล็กๆของจุ้ยเหม่ยจะรับรสเผ็ดไม่ไหว

            สุดท้ายจึงนำเนื้อกุ้งไปผัดกระเทียมเห็ดหอมจนหอมแล้วค่อยเทโหล่วซุ่งลงไปผัดต่อจนสุกก่อนจะใส่ต้นหอมหั่นยาวขนาดราวข้อนิ้วลงไปปรุงรสหวานเค็มจนพอใจก็เสร็จ

            อาหารทุกอย่างส่งกลิ่นหอมฉุยโดยเฉพาะไก่เสียบไม้ย่างที่กงซุนชื่อเหยียนทำหน้าที่ย่างอยู่หยางเถาอวี้นำโต๊ะกลมขนาดใหญ่และเก้าอี้ออกมาวางเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับอาหารมื้อค่ำทว่ายังไม่ทันจัดพื้นที่เสร็จดี จุ้ยเฉียงกับข่าเอ๋อก็โผล่พรวดออกมาชวนให้ตกใจยิ่งนางยังไม่ชินเสียที

            “ไอ้หยาๆกลิ่นหอมยั่วน้ำลายเสียจริงเชียว พวกเจ้าทำอะไรกินกันบ้าง”จุ้ยเฉียงกวาดตามองดูอาหารบนโต๊ะ

            “พี่สาวท่านทำอาหารเหตุใดไม่เรียกข้า” ข่าเอ๋อประท้วง

            “อ้าวเจ้ามิใช่ต้องปิดด่านฝึกตนหรือ ข้าจึงไม่เรียกหา” งานเข้าแล้วสิ นางไม่ทันนึกถึงจึงไม่ได้ทำอาหารเผื่อทั้งสองตน แต่ปัญหาทุกอย่างย่อมมีทางออกนางกับกงซุนชื่อเหยียนผลุบหายเข้าไปทำอาหารเพิ่มในมิติของรุ่ยเอ๋อไม่นานก็โผล่กลับออกมาพร้อมอาหารอีกเท่าตัว

            “กองทัพเดินด้วยท้องหากข้าไม่กินแล้วจะมีแรงฝึกได้อย่างไรเล่า” ข่าเอ๋อรีบเถียงดังนั้นจึงถูกจุ้ยเหม่ยเขกหัวทันที “นี่แน่ะ จมูกเจ้ากับพ่อเจ้ายาวล่ะสิไม่ว่าสองตัวตะกละเอ้ย”

            “ไหนๆก็มาแล้ว ข้าจะพลาดอาหารมนุษย์ในรอบห้าสิบปีไปได้อย่างไร มาๆมานั่งกินข้าวกันให้พร้อมหน้าพร้อมตาสักมื้อ ฮ่า กลิ่นหอมยั่วน้ำลายยิ่งนัก”จุ้ยเฉียงกล่าวดังนั้นแล้วจึงหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ขนาดพิเศษสำหรับเด็กที่หยางเถาอวี้กับกงซุนชื่อเหยียนช่วยกันทำขึ้นอย่างเร่งด่วนทันที

            และแล้วสงครามบนโต๊ะอาหารก็เริ่มต้นขึ้นด้วยประการฉะนี้

             

            ----------

                     

            http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2011/01/D10142926/D10142926.html

            http://www.happyfoodkaidee.com/article/66/ไก่ปิ้งนมสด-ขายของเราดียังไง

            https://themomentum.co/kitchenpedia-butter/

            https://www.youtube.com/watch?v=-3ji_775MMw