บุปผามรณะ?
กระบี่ไม้หนักอี้ง กำเนิดจิตวิญญาณขึ้นมาได้นี่ก็พิลึกมากพอแล้ว ตอนนี้อักษรจารึกเลือนรางไม่ชัดเจนเมื่อก่อนกลับชัดเจนขึ้นมาอีก
หลินอวิ๋นถือกระบี่ไม้มองตัวกระบี่ธารใบไม้ร่วงด้วยความคิดบางอย่าง
ที่เห็นได้ชัดคือมันหนักขึ้น ก่อนหน้านี้ถึงกระบี่ไม้นี่จะพอมีน้ำหนักอยู่บ้าง ทว่าก็ประมาณสิบจิน1เท่านั้น ตอนนี้หากถือในมือโดยไม่เร่งพลังภายใน กวัดแกว่งแต่ละครั้งจะรู้สึกเปลืองแรงอย่างมาก
ข้อต่อมาคือจิตวิญญาณกระบี่ที่มองไปก็รู้ว่าไม่ใช่ของธรรมดา
หลินอวิ๋นดึงเส้นผมมาเส้นหนึ่ง มองมันลอยไปตกบนคมกระบี่เบา ๆ เส้นผมไม่ขยับแม้แต่น้อย ทว่ากลับแยกออกเป็นสองท่อนขาดสะบั้นในทันที!
นัยน์ตาหลินอวิ๋นเป็นประกายตกใจ ไม่อยากจะเชื่อว่ากระบี่ไม้ที่ก่อนหน้านี้ยากจะเป็นมหาศาสตราวุธกลับเปลี่ยนแปลงไปยิ่งใหญ่เช่นนี้ เจ้าของร่างคนก่อนเกี่ยวข้องกับกระบี่มาตลอด เขารู้ดีว่ากระบี่บุปผามรณะในมือนี้ไม่ด้อยไปกว่าศาสตราวุธลับของศิษย์ฝ่ายในเลย
มันเปลี่ยนแปลงที่ใดกันแน่?
หลินอวิ๋นร้อนใจอยากรู้คำตอบ ตั้งแต่วันแรกที่ได้กระบี่เล่มนี้มาก็รู้ว่ามันมีประวัติไม่ธรรมดา ไม้ใดที่เป็นกระบี่ได้ต้องเป็นกระบี่เลื่องชื่อ เพียงแต่ผ่านมาเนิ่นนาน จิตวิญญาณสิ้นหายไปหมด ไม่เหลือเนื้อในใด ๆ ถึงได้เปลี่ยนจากกระบี่เลื่องชื่อเป็นศาสตราวุธธรรมดา
หากรู้คำตอบก็สามารถบำรุงฟื้นฟูกระบี่เล่มนี้ให้กลับมาเจิดจรัสได้อีกครั้งดั่งวันวาน
“เหตุใดถึงรู้สึกว่าที่นี่มันแปลก ๆ ไป?”
หลินอวิ๋นมองไปรอบ ๆ ด้วยคิ้วขมวดมุ่นและสีหน้าสับสนอย่างเห็นได้ชัด
กลิ่นหอมดอกไม้!
หลินอวิ๋นคลายปมคิ้วออกก่อนดมเบา ๆ หลายที พบว่าที่นี่ไม่มีกลิ่นหอมของดอกไม้แม้แต่น้อย
ภายในหุบเขาไป่ฮวามีหมู่ดอกไม้บานสะพรั่ง ไม่ว่าที่ใดก็มีแต่กลิ่นหอมดอกไม้โชยเข้าจมูก
หรือว่ากระบี่เล่มนี้ต้องใช้กลิ่นหอมดอกไม้ในการบำรุงรักษา?
หลินอวิ๋นรู้สึกราง ๆ ว่าตนคว้าเจอจุดสำคัญของปัญหาแล้ว
ขณะที่เขากำลังตรึกตรองอยู่นั้น แสงกระบี่ลึกลับภายในตัวเขาสว่างวูบออกมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ พลันมีเสียงหนึ่งดังข้างหูเขา
เมื่อสิ้นเสียง อักษรโบราณสว่างวาบเรืองรองลอยออกมาจากตัวกระบี่ทีละตัว
‘ครึ่งภพจอกแหนไหลตามสายน้ำ บุปผาลือนามฝังร่างคืนฝนพรำ วิญญาณช้ำคือฝ้ายหลิ่วพัดใจหมาย เจ้าไปข้าอยู่ สองฤดูสารท’
ซ่า ๆ!
หลินอวิ๋นมองจนใจลอย อักษรโบราณพวกนี้ละลายเป็นสายลมหอมหายลับไป ร้อยบุปผาบนพื้นเริงระบำราวกับได้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง งดงามหยาดเยิ้ม กลิ่นหอมดอกไม้เข้มข้นขึ้นอีกขั้น
“นี่…”
หลินอวิ๋นตกตะลึงไปเล็กน้อย ผ่านไปพักใหญ่ถึงพึมพำกับตัวเอง “บางทีเบื้องหลังของกระบี่นี่อาจจะยิ่งใหญ่กว่าที่ข้าคิดเสียอีก”
เมื่อเขาจับกระบี่นี้อีกครั้ง ความรู้สึกใช้นิ้วดั่งแขนก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
ความไม่ชำนาญและต่อต้านก่อนหน้านี้หายไปโดยพลัน
“มีกระบี่นี่แล้ว เอาไปสู้กับงูเพลิงโลหิตนั่นอีกจะต้องจัดการมันได้แน่!”
ก่อนหน้านี้ถูกบีบให้ทิ้งกระบี่ก็เพราะทำลายเกล็ดงูเพลิงโลหิตไม่ได้ ตอนนี้มีกระบี่บุปผามรณะแล้ว เขาเลยมั่นใจเต็มสิบส่วน
กระบี่บุปผามรณะเทียบเคียงกับศาสตราวุธลับของศิษย์ฝ่ายใน ทำให้กำลังรบเขาสูงขึ้นห้าส่วน
ครึ่งเค่อต่อมา
หลินอวิ๋นมาโผล่จุดที่ดอกไป่เหอโลหิตอยู่อีกครั้งด้วยความสุขุม
หินภูเขามหึมาขยับไหวพร้อมกับปรากฏเป็นร่างจริงของงูเพลิงโลหิต
งูเพลิงโลหิตมองหลินอวิ๋น นัยน์ตาฉายแววเยาะเย้ยเสี้ยวหนึ่ง มันอีกแล้ว ผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์ที่เพิ่งโดนมันไล่ล่าจนต้องหนีไปอย่างจนตรอกยังกล้ากลับมารนหาที่ตายอีกอย่างไม่น่าเชื่อ
มันแลบลิ้นเอียงลงมา ทั้งยังส่งสายตามองอย่างยั่วยุ
หลินอวิ๋นอึ้งไปเล็กน้อย ไม่นึกเลยว่าสัตว์อสูรตัวหนึ่งจะมีสติปัญญาเช่นนี้
ก็ดี ดูถูกคู่ต่อสู้แบบนี้จะได้ประหยัดเวลาข้าไปไม่น้อย
รวมสายน้ำเป็นลำธาร เชี่ยวกรากดั่งสายลม!
ตัวเขาเหมือนกระต่ายเจ้าเล่ห์ กระโดดไปมากลางพื้นราบเหมือนฟองคลื่นยิงขึ้นมาจากกลางน้ำ ทักษะกระบี่วายุเชี่ยวเหมือนไหลเชี่ยวกราก ผสานรวมกับร้อยบุปผากลางหุบเขาและสายลมเย็นสบายอย่างสมบูรณ์แบบ
ร่างเงาตัดสลับกัน ขยับวูบเดียวก็หายไปจากหน้างูเพลิงโลหิต
ฉึก ๆ ๆ!
เมื่อคมกระบี่ฟันลงได้ฝากเป็นรอยกระบี่น่าสะพรึงไว้หลายรอยบนตัวงูเพลิงโลหิต หนังปริแตก โลหิตสาดกระจาย เสียงร้องโหยหวนดังระงม งูเพลิงโลหิตที่เมื่อครู่ยังมองหลินอวิ๋นด้วยแววตาเยาะเย้ยและหยอกเย้าลงไปดิ้นพล่านกับพื้นด้วยความเจ็บปวด ร้องโหยหวนไม่หยุด
ความเจ็บปวดยากจะบรรยายกระตุ้นพลังแฝงน่าตกใจของงูเพลิงโลหิตออกมา พลังอสูรปะทุออกมาจากทั่วร่าง มันอ้าปากแดงก่ำพุ่งไปหาหลินอวิ๋นที่เพิ่งลงถึงพื้นด้วยความเร็วปานสายฟ้าแลบ
“มาพอดีเลย!”
หลินอวิ๋นมีสีหน้าจริงจัง การโจมตีหนนี้ของงูเพลิงโลหิตมีพลานุภาพดุจอัสนีบาตรฟ้าฟาด ถ้าโดนโจมตีเข้าต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่าก็ต้องเผยจุดสำคัญทั้งหมดออกมา
รวมกระบี่เป็นวายุ!
หลินอวิ๋นสำแดงฤทธิ์หนึ่งในสามยอดกระบวนท่าสังหารของทักษะกระบี่วายุเชี่ยวออกมาได้ตามใจต้องการ
เอากลางฝ่ามือต้านด้ามกระบี่ ปลายกระบี่ปักลงดิน ก่อนกระบี่บุปผามรณะจะหมุนโคจรอย่างบ้าคลั่งใต้ฝ่ามือหลินอวิ๋น
วิชาตะวันบริสุทธิ์ภายในกายรวมเป็นพลังภายในแน่นหนาหมุนวนตามตัวกระบี่และยังหลั่งทะลักเข้าไปในตัวกระบี่อย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่งูเพลิงโลหิตจะจู่โจมมาถึง หลินอวิ๋นพลันชักกระบี่บุปผามรณะที่กำลังหมุนวนอยู่ขึ้นมา
ฟิ้ว!
วินาทีที่ชักขึ้นมานั้นก็หมุนตัวกลับมาตัดสลับกับงูเพลิงโลหิตในชั่วพริบตา หลังจากนั้นพลิกตัวกลับมาแทงกระบี่ตรงจุดสำคัญบนเส้นโลหิตหลังงูเพลิงโลหิตพอดี
ปึง!
พลังภายในที่แฝงอยู่ในตัวกระบี่ปะทุขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ตัวกระบี่พาหลินอวิ๋นพุ่งทะยานไปด้วยความเกรี้ยวกราดไม่หยุด
กึก!
พลังมหาศาลตัดลงจุดยุทศาสตร์ของงูเพลิงโลหิต ฟันลงที่กึ่งกลางตัวมันเต็ม ๆ
จนเมื่อหลินอวิ๋นลงถึงพื้นแล้วเขาหันไปมอง สัตว์อสูรงูเพลิงโลหิตขาดเป็นสองท่อน ตายจนไม่รู้จะตายอย่างไรแล้ว
สังหารในพริบตา!
นี่ต่างหากคือพลานุภาพสังหารที่แท้จริงของทักษะกระบี่วายุเชี่ยว ก่อนหน้านี้แค่กระบี่ไม่คมถึงทำอะไรเจ้าไม่ได้เท่านั้นเอง
หลินอวิ๋นเก็บกระบี่เข้าฝัก มองงูเพลิงโลหิตที่ทำให้เขาลำบากแทบแย่ด้วยความเย็นชา ก่อนเดินเข้าไปตรวจสอบ ในตัวงูเพลิงโลหิตนี่ไม่มีดวงจิต
น่าเสียดาย ดูท่าดวงจิตสัตว์อสูรคงหาไม่ง่ายจริง ๆ
งูเพลิงโลหิตเป็นของล้ำค่าทั้งตัว ทว่าศพมหึมา ไม่มีทางเอาไปได้หมด
หลินอวิ๋นเลยได้แต่เอาดีงู ลายเส้นโลหิตนั้นบนหลังงูและเขี้ยวพิษสองอันมา
ส่วนอื่น ๆ ได้แต่ทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
คิด ๆ ดูแล้วก็เสียดายจริง ๆ ชิ้นส่วนสัตว์อสูรมีมูลค่าไม่เบา ทว่าดีงู เขี้ยวงูและลายเส้นโลหิตหลังงูนั่นก็ทำให้หลินอวิ๋นพอใจแล้ว
และที่สำคัญกว่านั้นคือ…ดอกไป่เหอโลหิต!
“ของของข้ามันก็ยังเป็นของข้าวันยังค่ำ!”
หลินอวิ๋นยกยิ้มมุมปากบาง ๆ ก่อนเดินหน้าหนึ่งก้าว เก็บดอกไป่เหอโลหิตที่เป็นของภารกิจศิลาวิญญาณเข้ากล่องสีสันสวยงาม
หลินอวิ๋นไม่ได้รีบร้อนจากไป แต่พิจารณาสภาพแวดล้อมที่ดอกไป่เหอโลหิตเติบโตอย่างละเอียดดูอีกหนอย่างไม่กล้าตกหล่นทุกปลีกย่อย
หลังจากนี้เพียงไปตามรายละเอียดพวกนี้ก็จะหาดอกไป่เหอโลหิตเจอได้อย่างง่ายดาย
แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริง ๆ หลายวันต่อมา หลินอวิ๋นหาดอกไป่เหอโลหิตพบหกดอกได้สบาย ๆ
ส่วนงูเพลิงโลหิตที่เกิดมาคู่กับดอกไป่เหอโลหิตย่อมกลายเป็นวิญญาณภายใต้คมกระบี่ของเขา ก่อนจะโดนชิงชิ้นส่วนสำคัญไป
ที่ราบรื่นแบบนี้ไม่ได้เกี่ยวกับตอนที่เขาเข้ามาหุบเขาไป่ฮวาในตอนแรกแล้วห้ามนิสัยตัวเองไม่ให้สำรวจสภาพแวดล้อมหุบเขาไป่ฮวาเลย
ทว่าสถานการณ์ก็เปลี่ยนไปเมื่อเขาหาดอกไป่เหอโลหิตเจอดอกที่สิบ
ตอนที่เขาเตรียมจะลงมือนั้นกลับปรากฏเงาร่างของแขกไม่รับเชิญสองคน
หุบเขาไป่ฮวาอยู่ส่วนลึกของเทือกเขาเหิงอวิ๋น ผู้ฝึกยุทธ์ที่กล้ามาเสี่ยงอันตรายที่นี่ย่อมมีกำลังรบไม่ธรรมดา
หลายวันมานี้เวลาเจอคนนอกในหุบเขาไป่ฮวา หลินอวิ๋นจะถอยห่างไปไกลตลอด แต่ไม่นึกเลยว่าช่วงที่จะได้ดอกไป่เหอโลหิตดอกสุดท้ายกลับมีคนเห็นเข้า
“ดวงดีใช้ได้ หาไม่นานก็เจอดอกไป่เหอโลหิตที่นายน้อยต้องการแล้ว”
“เหอะ ๆ งูเพลิงโลหิตที่เกิดคู่กับไป่เหอโลหิตก็เป็นสัตว์อสูรที่พบเห็นได้ยาก เป็นสมบัติทั้งตัว เราสองคนฆ่ามันแล้วก็ถือว่าได้รวยกันบ้างล่ะนะ”
หลินอวิ๋นมองสองคน รูปร่างล่ำสัน ใบหน้าตาเป็นวัยกลางคน ไม่เหมือนคนจากสำนัก
ทว่าขั้นพลังกลับไม่ธรรมดา มีขั้นพลังวิถียุทธ์ขั้นหกกันหมด
บนอาภรณ์ตรงหน้าอกพวกเขาปักเป็นภาพสัญลักษณ์ ทำให้หลินอวิ๋นสนใจเป็นพิเศษ
เขียนลายน้ำเป็นคำว่าอวิ๋น
ตระกูลอวิ๋นจากเมืองไป๋สุ่ย!
หลินอวิ๋นรู้จักเมืองไป๋สุ่ย นั่นเป็นนครการค้าที่เจริญที่สุดในแคว้นเทียนสุ่ย คนที่เดินทางไปทำการค้ามีแต่ผู้ฝึกยุทธ์แคว้นเทียนสุ่ย ในเมืองมีตระกูลแข็งแกร่งอยู่บ้าง เป็นรองแค่สี่สำนักใหญ่เล็กน้อยเท่านั้น
ถ้าหลินอวิ๋นจะขายวัตถุดิบสัตว์อสูรให้ได้ราคาดีก็ต้องเดินทางไปที่เมืองไป๋สุ่ย
“ไอ้หนู ยังไม่รีบไสหัวไปอีก ดอกไป่เหอโลหิตนี่เป็นของเราแล้ว”
บุรุษชุดคลุมดำทางซ้ายมองหลินอวิ๋นพลางต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ
เห็น ๆ อยู่ว่าหลินอวิ๋นมาถึงก่อน แต่เจ้าสองคนนี่คิดจะใช้กำลังแย่งชิง
“ขออภัย ข้าเจอดอกไป่เหอโลหิตนี่ก่อน”
ถ้าเป็นเมื่อก่อนยอมได้ก็คงยอม
ทว่าภารกิจศิลาวิญญาณขาดดอกสุดท้ายเท่านั้น หลินอวิ๋นเลยไม่คิดจะยอม
บุรุษร่างกำยำตระกูลอวิ๋นสองคนได้ยินดังนั้นก็มองตากันก่อนจะหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ ๆ นี่ข้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่ ขยะวิถียุทธ์ขั้นสี่กล้าสู้งูเพลิงโลหิตด้วย”
“รีบไสหัวไปซะ ข้าไม่มีเวลามาเถียงกับเจ้า อย่ามาขวางหูขวางตาที่นี่”
สองคนพูดพร้อมกับเดินบีบเข้ามาทีละก้าว พลังวิถียุทธ์ขั้นหกแผ่ออกมา สร้างพลังกดดันรุนแรง
หลินอวิ๋นไม่พูดอะไรมาก แค่มองสอบคนเรียบ ๆ แวบหนึ่งก่อนจะจากไปทันที
สองคนเห็นหลินอวิ๋นไปแล้วก็หัวเราะเยาะ “ข้าก็คิดว่าศิษย์จากสำนักจะมีฝีมืออะไร ที่แท้ก็มีดีแค่นี้เอง”
“ถือว่ามันรู้จักเอาตัวรอดนะ ไม่ต้องสนใจขยะสำนักชิงอวิ๋นนี่หรอก ต้องรีบฆ่างูเพลิงโลหิต งูนี่มีการป้องกันน่าตกใจเลย จะรับมือกับมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอก”
“อืม เรารีบกันเถอะ”
หลินอวิ๋นที่เดินออกไปแท้จริงแล้วไม่ได้ไปไกลมาก แต่มองอยู่บนหินภูเขาห่างไปสิบลี้ด้วยสายตาเย็นชา
ในมือเขา หนึ่ง สอง สาม สี่…มีเม็ดยาหลอมกายล้ำค่าห้าเม็ด
เดิมทีคิดจะทะลวงวิถียุทธ์ขั้นห้าเมื่อพร้อม ตอนนี้คงต้องเปลี่ยนแผนแล้ว
เพราะเคยใช้ชีวิตมาในภพหนึ่งแล้ว บางเรื่องถ้าควรแย่งก็ต้องแย่ง!
-โปรดติดตามตอนต่อไป-1 จิน หน่วยวัดน้ำหนักของจีน 1 จิน เท่ากับ 500 กรัม