ระบบอัญเชิญพิชิตโลก

    ดวงแย่ขนาดไหนกัน?

    เมื่อทุกๆคนเห็นบรรพชนของพรรคเซียนดาราครามปรากฎตัวขึ้นมา พวกเขาก็ให้ความสนใจทันที

    พรรคเซียนดาราครามนับว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังที่แข็งแกร่งอย่างมากภายในทวีปหลัวเทียน พวกเขาถูกนับว่าเป็นเพียงแค่รองนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเท่านั้น ซึ่งพรรคเซียนดาราครามมีกึ่งเซียนอยู่ทั้งหมดสามคนด้วยกัน นับว่าเป็นหนึ่งในกองกำลังที่มีกึ่งเซียนมากขนาดนี้ถ้าหากไม่นับนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนที่มีกึ่งเซียนถึงแปดคน

    บรรพชนอี้หรู่จ้าวเองก็คือหนึ่งในสามกึ่งเซียนของพรรคเซียนดาราคราม และเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดากึ่งเซียนทั้งสามอีกด้วย

    ทันทีที่อี้หรู่จ้าวปรากฏตัวก็กลายเป็นจุดสนใจของทุกๆคนทันที พวกเขาอยากรู้ว่าเพราะเหตุใดอี้หรู่จ้าวจึงปรากฏตัวที่นี้

    เซวียนซานเย่วมองดูอี้หรู่จ้าวพร้อมกับแนะนำให้กับหนานหมิงและเซี่ยเล่ยจีรู้จัก

    “ ที่แท้ก็คนมีชื่อเสียงนี้เอง ” หนานหมิงพยักหน้ารับเบาๆ จากนั้นเขาก็อยากรู้ว่าอี้หรู่จ้าวมาที่นี้ด้วยเรื่องอะไร

    อี้หรู่จ้าวเดินไปหารุ่นเยาว์ของตระกูลหนานคนหนึ่งที่ชื่อว่า ฟ่านเจวี้ย 

    นับว่าฟ่านเจวี๋ยเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์มากอันดับต้นๆของตระกูลหนานได้เลย ปัจจุบันเขาเพิ่งจะอายุได้แค่สามสิบปีเท่านั้น ความแข็งแกร่งของเขาคือจ้าวยุทธ์ขั้นสมบูรณ์ 

    ในอดีตเขาเป็นศิษย์ของสถาบันเล็กๆแห่งหนึ่งในแคว้นมู่ แต่เขาโชคดีผ่านการทดสอบของตระกูลหนาน เมื่อได้เข้าร่วมกับตระกูลหนาน จู่ๆพรสวรรค์ในด้านการฝึกยุทธ์ของเขาก็ตื่นขึ้นมากระทันหัน

    ซึ่งพรสวรรค์ของฟ่านเจวี้ยถ้าหากไม่ใช่พวกพรสวรรค์สูงส่งอย่างโอวหยางจิงหานหรือลู่จือชิง ก็สามารถเทียบได้กับพวกน่าหลันหวงเมิ่งเลยทีเดียว

    จากศิษย์ที่ไม่เคยอยู่ในสายตาของสถาบันเล็กๆ ปัจจุบันกลายเป็นศิษย์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากในตระกูลหนาน เรียกได้ว่ากลายเป็นรุ่นเยาว์ที่มีพรสวรค์และกลายเป็นที่สนใจของตระกูลหนานอีกด้วย ว่ากันว่าเขาได้รับความสนใจจากผู้อาวุโสของตระกูลหนานด้วย แต่ทว่าฟ่านเจวี้ยปฏิเสธเพราะเขาต้องการที่จะฝึกฝนอย่างตั้งใจมากกว่าเป็นลูกน้องของใคร

    แน่นอนว่าผู้อาวุโสคนั้นก็ไม่ได้ติดใจอะไร แถมยังสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ เพราะการที่ฟ่านเจวี้ยแข็งแกร่งขึ้นก็เท่ากับว่าตระกูลหนานแข็งแกร่งขึ้นเช่นกัน

    เพราะถึงอย่างไรตระกูลหนานก็นับว่าสามัคคีกันมาก พวกเขาไม่มีเวลาคิดแก้แค้นกับเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้หรอก ไม่สู้เอาเวลาไปฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นไม่ดีกว่าหรือยังไง? ถ้าหากแข็งแกร่งขึ้่นก็ไม่ต้องมาคิดเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้หรอก

    “ เจ้าหนูเจ้าสนใจมาเป็นศิษย์ของข้าไหม? ” อี้หรู่จ้าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ 

    ฟ่านเจวี้ยมองไปที่อี้หรู่จ้าวด้วยความสับสนก่อนที่จะถามขึ้นว่า “ ไม่ทราบว่าท่านผู้อาวุโสคือใครหรือขอรับ? ” 

    “ จริงสินะข้ายังไม่ได้แนะนำตัวเองเลย ข้ามีนามว่าอี้หรู่จ้าว เป็นบรรพชนสูงสุดของพรรคเซียนดาราคราม ” อี้หรู่จ้าวกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ เขาเชื่อว่าเมื่อฟ่านเจวี้ยรู้ว่าเขาเป็นใครก็ต้องตกใจและรีบขอเป็นศิษย์ทันที

    ฟ่านเจวี้ยครุ่นคิดอยู่เล็กน้อยก่อนที่จะจำได้ว่าพรรคเซียนดาราครามคือกองกำลังระดับไหนและบรรพชนสูงสุดของพรรคเซียนดาราครามจะแข็งแกร่งขนาดไหน

    เหล่าศิษย์ตระกูลหนานที่อยู่ไม่ไกลต่างก็มองไปยังอี้หรู่จ้าวสลับกับฟ่านเจวี้ยอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่พวกเขาจะมองหน้ากันเองและได้แต่ยิ้มออกมาเบาๆ เพราะพวกเขาคาดเดาคำตอบเอาไว้แล้วว่าฟ่านเจวี้ยจะตอบคำถามแบบไหน 

    ถ้าหากเป็นในช่วงก่อนหน้านี้ตอนที่ตระกูลหนานยังไม่ปรากฏ พวกเขาอาจจะเข้าร่วมกับพรรคเซียนดาราครามอย่างแน่นอน แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เปลื่ยนไปแล้ว 

    ส่วนทางด้านของผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่รอบๆต่างก็มองไปที่อี้หรู่จ้าวและฟ่านเจวี้ยด้วยความแปลกใจขึ้นมา เพราะพวกเขานึกไม่ถึงเลยว่าอี้หรู่จ้าวจะเชิญรุ่นเยาว์ที่ไม่มีใครรู้จักมาเป็นศิษย์ของตัวเองแบบนี้

    แน่นอนว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายก็เฝ้าดูว่ารุ่นเยาว์คนนั้นจะตอบอย่างไร

    ทางด้านของหนานหมิงเขาก็ได้ยินที่อี้หรู่จ้าวกล่าวมาเช่นกัน แต่เขาก็เพียงยิ้มจางๆเท่านั้น

    เซวียนซานเย่วกำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างแต่เมื่อนางเห็นหนานหมิงยิ้มแบบนั้นนางจึงเก็บคำกล่าวลงคอทันทีและมารอดูกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น

    อี้หรู่จ้าวมองไปที่ฟ่านเจวี้ยและรอให้เขาตอบตกลง แต่ทว่าเขาก็ต้องประหลาดใจเพราะฟ่านเจวี้ยหลังจากที่ได้ยินชื่อและพรรคของเขาแล้วก็ยังทำตัวสงบนิ่งไม่ได้แสดงท่าทีใดๆเลย

    ‘ หรือว่าชื่อเสียงของข้าหายไปตั้งแต่ที่ข้าเก็บตัวแล้ว? ’ อี้หรู่จ้าวครุ่นคิดและส่ายหน้ายอมรับ เพราะถึงอย่างไรในช่วงที่เขามีชื่อเสียงก็ต้องย้อนกลับไปเมื่อสี่ร้อยปีก่อนแล้ว ถ้าหากชื่อเสียงของเขาจะหายไปก็คงจะไม่แปลก

    ฟ่านเจวี้ยมองไปยังอี้หรู่จ้าวก่อนที่จะกล่าวด้วยความเคารพว่า “ ต้องขออภัยด้วยท่านผู้อาวุโส ข้าน้อยต้องขอปฏิเสธท่านผู้อาวุโสด้วยขอรับ ” 

    อี้หรู่จ้าวนิ่งอึ้งเพราะเขาไม่คิดว่าจะถูกปฏิเสธแบบนี้ เขามองไปยังฟ่านเจวี้ยและถามขึ้นว่า “ เจ้าหนูเจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? ” 

    ฟ่านเจวี้ยพยักหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ท่านเพิ่งจะบอกข้าเองไม่ใช่หรือว่าท่านคือบรรพชนสูงสุดของพรรคเซียนดาราครามและท่านก็เป็นกึ่งเซียนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องปฏิเสธอยู่ดี ”

    อี้หรู่จ้าวหรี่ตาลงและถามขึ้นว่า “ เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าการอยู่กับข้าจะทำให้เจ้าพัฒนาขึ้นกว่าการอยู่กับกองกำลังที่ไม่มีชื่อเสียงอย่างนี้? ” 

    กองกำลังที่ไม่มีชื่อเสียง?

    ดวงตาของฟ่านเจวี้ยหรี่ลงทันที จากนั้นเขาก็กล่าวขึ้นว่า “ แน่นอนว่ากองกำลังของข้าตอนนี้อาจจะยังไม่มีชื่อเสียงและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่หลังจากนี้อีกไม่นานพวกท่านก็จะรู้จักเองว่ากองกำลังของข้าแข็งแกร่งขนาดไหน ต่อให้เป็นท่านผู้อาวุโสก็ใช่ว่าจะสร้างปัญหาได้ ” 

    อี้หรู่จ้าวหัวเราะร่าก่อนที่จะกล่าวขึ้นอย่างเย็นชาว่า “ แม้กระทั้งข้าอี้หรู่จ้าวก็ยังไม่สามารถสร้างปัญหาได้งั้นเรอะ ช่างเป็นคำโอ้อวดที่น่าสนใจจริงๆ เช่นนั้นข้าก็อยากจะรู้ว่ากองกำลังของเจ้าจะสักแค่ไหนกันเชียว…เช่นนั้นเอาแบบนี้ดีไหม ข้าจะให้ผู้อาวุโสของเจ้าโจมตีข้า ถ้าหากทำให้ข้าบาดเจ็บได้จะถือว่าข้าแพ้ แต่ถ้าหากไม่ได้ล่ะก็ เจ้าต้องรู้ถึงผลที่ตามมา ” 

    ฟ่านเจวี้ยแสดงสีหน้าลังเลออกมา ไม่ใช่ว่าเขาหวาดกลัวอี้หรู่จ้าวเพราะขนาดนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนพวกเขายังไม่กลัวแล้วจะมากลัวอะไรกับพรรคเซียนดาราครามกัน แต่เขากลัวว่าผู้อาวุโสท่านไหนจะช่วยเขามากกว่า

    การท้าทายแบบนี้ทำให้กองกำลังที่อยู่รอบๆให้ความสนใจขึ้นมาทันที เพราะพวกเขาก็อยากรู้ว่าการที่รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งกล่าวแบบนี้ออกมาจะต้องมีความมั่นใจอย่างมาก ต้องไม่ลืมว่าพรรคเซียนดาราครามถือได้ว่าเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งเป็นรองเพียงแค่นิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเท่านั้น 

    ชื่อเสียงของอี้หรู่จ้าวเองก็นับว่าโด่งดังอย่างมาก แม้ว่าจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับซือเส้าไป่ซึ่งเป็นบรรพชนสูงสุดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน แต่ก็นับว่าอยู่แถวหน้าในบรรดากึ่งเซียนทั้งหมดในทวีปหลัวเทียน

    ตอนนี้ผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากต่างก็รอดูว่าฟ่านเจวี้ยจะทำอย่างไรต่อกันแน่ 

    “ น่าสนใจดีนิ เช่นนั้นข้ารับคำถ้า ” 

    น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยสบายๆดังขึ้นพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งเดินมาอย่างไม่รีบร้อน

    ฟ่านเจวี้ยหันไปมองก็เห็นว่าเป็นหนานหมิงที่กล่าว ดวงตาของเขาเปร่งประกายขึ้นมาทันที ในฐานะคุณชายหนานผู้ที่ทำให้กึ่งเซียนจำนวนมากให้ความเคารพ ถ้าหากคุณชายหมิงออกโรง เชื่อได้เลยว่าตาแก่อี้หรู่จ้าวจะต้องเสียใจเป็นแน่

    อี้หรู่จ้าวหันไปมองก็เห็นว่าเป็นเพียงแค่รุ่นเยาว์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น ตอนแรกเขาไม่ได้สนใจมากนักจนกระทั้งเขาเห็ฯจ้าวเถาป้ายอยู่ในกลุ่ม เขาจึงแสดงท่าทีประหลาดใจออกมา เพราะเขาจำได้ว่าจ้าวเถาป้ายเป็นคนสนิทของบรรพชนสูงสูดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียน

    สำหรับบรรพชนสูงสูดของนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนอย่างซือเส้าไป่ อี้หรู่จ้าวย่อมหวาดกลัวเพราะในอดีตกึ่งเซียนจำนวนมากถูกซือเส้าไป่ไล่ตีจนจำทางกลับกองกำลังของตัวเองไม่ได้ แม้กระทั้งตัวเขาเองก็ไม่สามารถเอาชนะซือเส้าไป่ได้เลย

    เรียกได้ว่าเมื่อหลายร้อยปีก่อนจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีกึ่งเซียนคนไหนมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าซือเส้าไป่แม้แต่คนเดียว

    จากนั้นอี้หรู่จ้าวก็เห็นว่าคนที่กล่าวออกมานั้นสวมชุดเหมือนกับฟ่านเจวี้ย เห็นได้ชัดว่าพวกเขามาจากกองกำลังเดียวกัน แถมดูเหมือนว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีอำนาจไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่กล้าที่จะรับปากอะไรง่ายๆแบบนี้แน่นอน

    “ เจ้าตอบรับ?  ” อี้หรู่จ้าวถามขึ้นด้วยความเย้ยหยัน ถึงอย่างไรเขาก็มั่นใจในความแข็งแกร่งของตัวเอง

    หนานหมิงพยักหน้ารับและกล่าวขึ้นว่า “ ใช่ข้ายอมรับการประลองในครั้งนี้ ”

    “ น่าสนใจดีนิ เช่นนั้นก็ให้เจ้าเรียกคนที่แข็งแกร่งที่สุดของเจ้ามา ข้าจะดูว่าเจ้าจะเอาชนะข้าได้อย่างไร?! ” อี้หรู่จ้าวหัวเราะอย่างเย้ยหยัน

    หนานหมิงยิ้มและถามขึ้นว่า “ ให้ข้าเรียกคนที่แข็งแกร่งที่สุดมางั้นหรอ? เช่นนั้นก็ได้ ” 

    หนานหมิงหัวเราะร่าก่อนที่เขาจะดีดนิ้วเบาๆ

    ทันใดนั้นพื้นที่รอบๆก็เหมือนกับถูกฉีกกระฉาก ก่อนที่จะมีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น 

    ทันทีที่พวกเขาปรากฏตัว กองกำลังทั้งหมดก็แตกตื่นขึ้นมาทันที เพราะพวกเขารู้ดีว่าการฉีกมิติอย่างนี้มีแต่กึ่งเซียนเท่านั้นที่ทำได้ แถมการปรากฏตัวของกึ่งเซียนเพียงคนเดียวก็ทำให้กลายเป็นจุดสนใจมากแล้ว แต่พวกเขาไม่นึกเลยว่าการดีดนิ้วเพียงครั้งเดียวจะมีกึ่งเซียนอีกสิบคนปรากฏตัวขึ้นมาเช่นนี้

    และเมื่อทั้งสิบคนเดินออกมาจากมิติที่ถูกฉีก พวกเขาเดินมายืนด้านหลังขอหนานหมิงราวกับเป็นเพียงผู้ติดตาม ฉากนี้ยิ่งทำให้ทุกๆคนสับสนเข้าไปใหญ่ 

    ต้องไม่ลืมว่ากึ่งเซียนมีอำนาจอย่างมากในโลกใบนี้ แต่กึ่งเซียนทั้งสิบคนนี้ต่างก็ยืนอยู่ด้านหลังของหนานหมิงราวกับผู้ติดตามเท่านั้น

    นี้คือกึ่งเซียนที่หนานหมิงพามาด้วย นอกจากนี้ยังมีกึ่งเซียนอีกสองคนที่ไม่ได้ปรากฏตัวออกมาอย่างยิ่งใหญ่แบบนี้ ซึ่งก็คือม่อเสี้ยนที่ติดตามหนานหมิงมาตลอดเวลาและมู่สือจินที่รับหน้าที่หัวหน้าองครักษ์เงาของหนานหมิง เขาจะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อหนานหมิงเรียกหรือมีเรื่องสำคัญเท่านั้น

    เวลานี้อี้หรู่จ้าวมองไปที่หนานหมิงด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ เดิมทีเขานึกว่ากองกำลังที่ไม่ทราบชื่อนี้อย่างมากก็จะมีเพียงแค่มหาเทพยุทธ์หรือเทพยุทธ์ขั้นสูงเท่านั้น แต่เขาไม่นึกเลยว่าจะมีกึ่งเซียนถึงสิบคน นี้มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว เพราะแม้แต่นิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนเองก็มีกึ่งเซียนเพียงแค่แปดคนเท่านั้น ยังไม่สามารถเทียบได้กับกองกำลังลึกลับนี้

    และต้องไม่ลืมว่ากึ่งเซียนจำนวนนี้น่าจะไม่ใช่กึ่งเซียนทั้งหมดของกองกำลังนี้ เพราะการให้กึ่งเซียนทั้งหมดออกมาพร้อมกันคงจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่างน้อยก็ต้องมีครึ่งหนึ่งที่เฝ้าประจำอยู่ที่กองกำลังของตัวเองเพื่อความปลอดภัย

    ไม่ใช่แค่อี้หรู่จ้าวที่ตกใจจนเกือบหมดสติ ผู้ฝึกยุทธ์ทุกๆคนที่อยู่รอบๆก็แสดงสีหน้าตกจออกมาอย่างเห็นได้ชัด เพราะถ้าหากกึ่งเซียนหนึ่งหรือสองคนพวกเขายังพอรับได้ แต่นี้ปรากฏพร้อมกับสิบคน 

    กึ่งเซียนนับสิบคนแถมพวกเขาก็อยู่ในกองกำลังเดียวกัน ไม่ใช่ว่าพวกเขาแข็งแกร่งยิ่งกว่านิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนงั้นหรือ ช่างเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งจริงๆ

    เวลากองกำลังทั้งหลายก็อยากรู้แล้วว่ากองกำลังนี้คือกองกำลังไหนกันแน่ ทำไมถึงแข็งแกร่งขนาดนี้

    เวลานี้อี้หรู่จ้าวก็รู้สึกเสียใจอย่างมากที่ได้ท้าทายไปแบบนั้น ต่อให้เป็นกึ่งเซียนธรรมดาก็สามารถสร้างความเสียหายให้กับเขาได้ เพราะฉะนั้นตอนนี้เขามีแต่แพ้กับแพ้ เพราะเขาแค่บอกว่าสามารถสร้างบาดแผลให้กับเขา แต่ไม่ได้บอกว่าบาดแผลเล็กหรือใหญ่ เพียงแค่สร้างบาดแผลก็เพียงพอแล้ว

    หนานหมิงมองดูอี้หรู่จ้าวที่แสดงสีหน้าตกใจและลังเลออกมา เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ เอาล่ะท่านผู้อาวุโสเลือกผู้อาวุโสของข้าสักคนสิ ” 

    อี้หรู่จ้าวกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าเขาไม่สามารถหลบหนีการท้าประลองได้อีกต่อไป เพราะถ้าหากเขาหลบหนีชื่อเสียงที่สั่งสมมาหลายปีก็จะต้องพังทลายอย่างแน่นอน

    จากนั้นอี้หรู่จ้าวก็กวาดสายตาไปยังกึ่งเซียนทั้งหมดก่อนที่จะชี้นิ้วไปหาสตรีในชุดคลุมสีขาว ส่วนที่เขาชี้นิ้วไปยังสตรีชุดเขาก็เพราะเพียงแค่ชุดของนางมันเด่นเกินไปเท่านั้น

    เพียงแต่คนที่อี้หรู่จ้าวเลือกก็คือไป๋จวิน หรือยมฑูตขาวผู้ซึ่งเป็นตัวละครตัวแรกที่หนานหมิงอัญเชิญออกมาเลยทีเดียวและที่สำคัญคือนางยังเป็นถึงเซียนทองคำขั้นสมบูรณ์อีกด้วย เพียงแค่พละกำลังของนางเพียงอย่างเดียวก็สามารถสยบอี้หรู่จ้าวหรือกึ่งเซียนทั้งหมดในโลกนี้ได้แล้ว

    ส่วนสาเหตุที่นางเดินทางมาที่นี้ก็เพราะนางจะสร้างหน่วยข่าวกรองขึ้นที่นี้ นางจึงได้รับคำสั่งจากหัวหน้าหนิงขวงให้มาดูแลที่นี้ช่วงหนึ่งก่อนค่อยส่งมอบให้คนอื่น

    หนานหมิงมองดูอี้หรู่จ้าวที่เลือกไป๋จวินด้วยความประหลาด เพราะในบรรดากึ่งเซียนที่เขาพามานั้นไป๋จวินนับว่าเป็นคนที่แข็งแกร่งที่สุดเลยก็ว่าได้ ไม่รู้ว่าดวงของอี้หรู่จ้าวแย่ขนาดไหนกันแน่?

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอัญเชิญพิชิตโลก ที่คุณอ่าน