“อาเซียน อยู่นิ่ง ๆ ให้ข้าใส่เสื้อผ้าให้เ้าก่อน” หลัวหวินเจ๋อต่อสู้กับเด็กอายุหนึ่งขวบ พยายามใส่เสื้อผ้าให้กับบุตรชาย แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด หลัวเซียนน้อยกลับไม่ยอมอยู่นิ่งเสียที
หลัวเซียนดิ้นรนอย่างสุดแรง เสื้อผ้าน่าเกลียดนี้ หากเ้าอยากสวมใส่ก็สวมใส่เอาเอง ใยต้องบังคับข้าด้วย ชุดตู้โตวสีแดง (肚兜 - คล้ายชุดชั้นในรูปร่างเป็สามเหลี่ยม) ชุดบ้าอะไรถึงได้เหมือนกับยังมิได้สวมใส่สิ่งใดขนาดนี้กัน
หลัวเซียนรู้ว่าบิดาไม่เข้าใจสิ่งที่ตนเองพูด แต่ยังส่งเสียงอ้อแอ้ มือไม้ดิ้นรน หลัวหวินเจ๋อจะอย่างไรเป็บิดาคนแล้ว หลังจากจับหลัวเซียนคว่ำหน้าลงกับตักก็สวมตู้โตวจนสำเร็จ
“อ้า เ้าบ้า ก้นข้า ชาวบ้านเห็นกันหมดแล้ว”
“ซิ่วอิ่งดูสิ อาเซียนของเรา น่ารักที่สุด” หลัวหวินเจ๋ออุ้มหลัวเซียนขึ้นบ่า เดินอวดไปมาภายในลานบ้าน วันนี้หยางซิ่วอิ่งกำลังช่วยกันกับสตรีในหมู่บ้านหลายคนเพื่อปั่นด้ายจากรังไหม หลัวเซียนอายุได้หนึ่งขวบแล้ว รูปร่างหน้าตาน่าชังเป็ที่สุด ผิวขาวผมดำ แก้มแดง ส่งเสียงร้องเป็คำพูดได้บ้างแล้ว แม้ส่วนใหญ่จะยังคงฟังไม่รู้เื่ก็ตาม สตรีที่มาช่วยงานต่างก็เข้าวัยมีครอบครัวแล้ว หลัวเซียนในชุดตู้โตวถูกคนเหล่านี้อุ้มไปมาพลางหัวร่อให้กับความน่ารักของเด็กชาย แต่ภายในใจของหลัวเซียนนั้นกำลังอับอายจนถึงที่สุด “ข้าไม่มีหน้าไปพบใครแล้ว เ้าพ่อบ้า”
หลัวเซียนมิได้คิดว่าตนเองในชีวิตนี้เป็คนชราอายุร้อยกว่าปี ตนเองเติบโตขึ้นตามวัย รู้จักยอมรับกับชีวิตใหม่นี้ แต่ความทรงจำที่ติดตัวมา ยังทำให้หลัวเซียนมีความคิดหลายอย่างตามที่ตนเองคุ้นเคย
หลัวหวินเจ๋อกับหยางซิ่วอิ่งกราบไหว้ฟ้าดินเมื่อเยาว์วัย หลัวหวินเจ๋ออายุเพียงสิบเจ็ดปี หยางซิ่วอิ่งอายุสิบห้าปีเท่านั้น ทั้งสองนับเป็คู่สามีภรรยาอายุเยาว์คู่หนึ่ง ไม่แน่หลังจากนี้ยังจะให้กำเนิดบุตรอีกหลายคน หลัวเซียนมักมองว่าบิดาตนเองยังเป็เพียงเด็กหน้าอ่อน แต่กลับไม่เคยมีอคติกับมารดาแม้แต่น้อย แม้เวลาดื่มนมจากอกมารดา หลัวเซียนจะยังไม่กล้าลืมตามองดูก็ตามที
หลัวเซียนสามารถยืนได้ด้วยตัวเองบ้างแล้ว แม้จะยังเดินได้ไม่กี่ก้าวก็ตาม หลัวเซียนกลายเป็แก้วตาดวงใจของบ้านหลัวสองสามีภรรยา คนในหมู่บ้านหยางจิ้งต่างก็เอ็นดูคู่สามีภรรยาอายุเยาว์คู่นี้ สตรีภายในหมู่บ้านหากมีเวลาว่างจากไร่นาก็มักจะได้รับการว่าจ้างจากหยางซิ่วอิ่งให้มาช่วยงาน ปั่นด้าย ย้อมผ้า เป็รายได้นอกเหนือจากงานในไร่
หยางซิ่วอิ่งทอผ้าได้ไม่เร็วนัก ห้าวันสิบวันอาจทอผ้าออกมาได้ราวสิบฉื่อ (1 ฉื่อ ราวๆ 1 ฟุต) เท่านั้น หากเป็ผ้าไหมยาวหนึ่งฉื่อมีราคาหนึ่งร้อยถึงห้าร้อยเหวิน (หนึ่งพันเหวิน เท่ากับหนึ่งตำลึงเงิน) ขึ้นอยู่กับคุณภาพของรังไหม ความถี่แน่นของเส้นไหม แต่ว่ารังไหมนั้นมีราคาเกือบครึ่งหนึ่งของราคาผ้าที่ทอออกมาได้ เมื่อต้องรวมกับค่าแรง สมุนไพรเปลือกไม้ที่ใช้ย้อมผ้าแล้ว บ้านหลัวมิได้มีเงินมากมายนัก เพียงพอให้สามคนพ่อแม่ลูกไม่ลำบากมาก ในบ้านยังมีเนื้อให้กินเดือนละสองครั้ง
การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมนั้นทำไม่ง่าย ชาวบ้านที่มีอาชีพเหล่านี้ล้วนไม่้าเผยแพร่ออกไปให้ผู้อื่น หยางซิ่วอิ่งจึงทำได้เพียงซื้อหารังไหมมาปั่นเป็ด้ายเพื่อทอผ้าเท่านั้น
นอกจากผ้าไหมแล้ว ผ้าที่ทอจากต้นป่านหรือต้นปอก็ยังขายได้ ต้นไม้เหล่านี้หลัวหวินเจ๋อจะออกไปตัดมาทีละมาก ๆ แต่ก็ต้องเดินทางเข้าป่าเพื่อตัดหามาเช่นกัน ราคาของผ้าที่ทำจากเปลือกไม้ราคาไม่สูงมาก เพียงสิบถึงสิบห้าเหวินต่อหนึ่งฉื่อเท่านั้น แต่ใช้เวลาไม่ต่างจากการทอผ้าไหม หยางซิ่วอิ่งมักทอผ้าเหล่านี้เก็บเอาไว้ใช้ในครอบครัว หรือเมื่อเวลาที่หาซื้อรังไหมไม่ได้
หน้าที่ของหลัวหวินเจ๋อมีเพียงการทำไร่ที่มีเพียงสี่มู่ เข้าป่าเพื่อตัดไม้ ล่าสัตว์ ออกเดินทางเข้าเมืองเพื่อขายผ้า หรือหาซื้อสิ่งของจำเป็ หลัวเซียนหรี่ตามองหลัวหวินเจ๋อที่ดูไม่คล้ายหัวหน้าครอบครัวสักเท่าไร หยางซิ่วอิ่งต่างหากที่ทำหน้าที่หาเงิน
“ท่านพี่ ดูสิ อาเซียนมองตามท่านพี่ตลอดเลย พ่อลูกคู่นี้ห่างกันไม่ได้เลยสักนิด”
วันนี้หลัวหวินเจ๋อต้องเข้าไปที่เมืองถงซือเพื่อเอาผ้าที่ทอแล้วหลายสิบฉื่อไปขายในเมือง การเข้าเมืองแต่ละครั้ง ชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านจะออกเดินทางร่วมกันนับสิบคน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้แก่กัน ที่ผ่านมามักพบเจอแค่สัตว์ป่าดุร้าย ละแวกนี้ยังคงไม่ปรากฏว่ามีโจรออกปล้นคนเดินทาง
“อาเซียน ข้าจะเข้าเมืองแล้ว มาให้ข้าอุ้มก่อนออกเดินทาง” หลัวหวินเจ๋อแบกของเอาไว้เต็มหลัง พยายามอุ้มบุตรชายที่เดินเตาะแตะหลบหนีบิดาหน้าไม่อาย แต่สุดท้ายก็หลบไม่พ้น
“เอาหน้าเ้าออกไปไกล ๆ ข้า หนวดเครายาวเยี่ยงนี้ ทำข้าคันไปหมดแล้ว” หลัวเซียนที่กำลังถูกบิดาแนบแก้มด้วยความหลง
หลัวหวินเจ๋อหัวร่อร่วน “ข้าไปวันนี้ พรุ่งนี้ก็กลับมาแล้ว ข้าจะซื้อขนมจากในเมืองมาฝากเ้านะ อาเซียน”
“ท่านพี่ รับออกเดินทางเถอะจะได้ไปถึงเมืองถงซือก่อนจะค่ำ”
“ข้ารู้แล้ว”
หยางซิ่วอิ่งอุ้มบุตรชายยืนมองส่งหลัวหวินเจ๋อ ที่ออกเดินทางพร้อมคนในหมู่บ้าน แม้จะรู้ว่าการเดินทางทุกครั้งที่ผ่านมา หลัวหวินเจ๋อจะกลับมาอย่างปลอยภัย แต่หยางซิ่วอิ่งยังคงอดเป็ห่วงมิได้
“ท่านแม่ ไม่ต้องห่วง พ่อบ้าจะกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน” หลัวเซียนซบหน้าไปที่ไหล่ของมารดา ส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้มารดาคลายความกังวล
หลัวเซียนนั่งมองมารดาทอผ้าอยู่ที่ชานบ้าน บ้านหลัวมีขนาดไม่ใหญ่มาก มีกำแพงไม้ผสมดินล้อมทั้งสี่ด้าน กำแพงสูงเพียงศีรษะของผู้ใหญ่ บ้านปลูกสร้างตามแนวกำแพง เมื่อเข้าประตูบ้านมาจะพบห้องปลูกเรียงกันไปทางขวามืออยู่สี่ห้อง ห้องแรกเป็ห้องสำหรับรับประทานอาหาร รวมถึงใช้สำหรับต้อนรับผู้มาเยือนซึ่งก็มักเป็คนในหมู่บ้าน ถัดไปเป็ห้องนอนสำหรับทั้งสามคน มีห้องข้างที่สร้างอยู่ถัดไป ห้องสุดท้ายเป็ห้องที่หยางซิ่วอิ่งให้สำหรับทอผ้า
ห้องครัวนั้นปลูกไว้อีกด้านหนึ่ง มีห้องส้วมห่างออกไปอยู่ติดกับประตูหลังบ้าน ลานบ้านมีต้นไม้ใหญ่ปลูกเยื้องไปกับชานบ้าน พร้อมกับบ่อน้ำล้อมด้วยหินที่กึ่งกลาง
หลัวเซียนในชีวิตที่แล้วอาศัยอยู่ในเรือนหลังใหญ่ ชีวิตมีบ่าวรับใช้ ชีวิตของประมุขพรรคห้าเซียนนั้น แม้ไม่อาจเทียบได้กับโอรส์แต่ก็สุขสบายกว่าในตอนนี้มาก แต่หลัวเซียนกลับชมชอบชีวิตเรียบง่ายเช่นนี้ ในหนึ่งวันตื่นขึ้นมากินนมจนอิ่ม หลับไปตื่นขึ้นมาก็กินนมมารดาอีกครั้ง หยอกล้อกับบิดาเยาว์วัยจนเหนื่อยหลับไปอีกครั้ง ไม่ต้องกังวลว่าในวันนี้จะมีคนของสำนักใดมาท้าประลอง หรือพรรคห้าเซียนถูกผู้ใดบุกจู่โจมอีกแล้ว
หยางซิ่วอิ่งหันมองดูบุตรชายอายุขวบปี มองจ้องมายังตนเองด้วยสายตาใคร่รู้ ต้องยิ้มออกมาคราหนึ่ง นางรู้สึกว่าบุตรชายรู้ความเกินกว่าเด็กทั่วไปมากนัก หลัวเซียนไม่เคยงอแงหรือว่าร้องไห้กลางดึก แม้จะยังกล่าวไม่เป็คำ แต่ก็เข้าใจที่นางกับสามีพูด ซึ่งความจริงไม่กี่วันหลังจากหลัวเซียนคลอดออกมาก็เป็เช่นนี้ หรือว่าบุตรชายนางจะเป็เซียนกลับชาติมาเกิดจริง ๆ
“อาเซียนหิวแล้วหรือไม่”
หลัวเซียนพยักหน้ารับ
ชีวิตของหลัวเซียนดำเนินไปเช่นนี้จนหลัวเซียนอายุได้ห้าปีแล้ว วันนี้หลัวเซียนต้องเริ่มเรียนอ่านเขียนตัวอักษรกับหงสือเมิ่ง ผู้เป็ชิ่วไฉที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านมานานปี หงสือเมิ่งอายุราวสี่สิบกว่าปีไว้หนวดเครายาว ท่าทางสำรวมสุภาพหากแต่ดูงามสง่า ไม่ทราบด้วยเหตุใดบัณฑิตที่สอบได้จนเป็ชิ่วไฉจึงมาอาศัยในหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลเช่นนี้ หงสือเมิ่งเป็ผู้ที่ตั้งชื่อให้กับหลัวเซียนเมื่อแรกเกิด
หงสือเมิ่งอาศัยอยู่กับบุตรชาย ที่มีอายุราวสิบหกสิบเจ็ดปี บ้านของหงสือเมิ่งนั้นมีบริเวณกว้างขวาง ปลูกเรือนสำหรับสั่งสอนเด็กในหมู่บ้านเอาไว้ด้านหนึ่ง หมู่บ้านหยางจิ้งมีคนอยู่ไม่ถึงสองร้อยคน เด็กที่เข้าเรียนในปีนี้มีไม่ถึงสิบคน ล้วนแต่อยู่ในวัยห้าถึงสิบปี หงสือเมิ่งคิดค่าเล่าเรียนเดือนละสามสิบเหวิน สำหรับบ้านหลัว เงินสามสิบเหวินนั้นพอจะจ่ายออกไปได้ไม่ติดขัด แต่หลายครอบครัวที่ทำนาทำไร่เพียงสามารถเลี้ยงครอบครัวที่มีอยู่หลายชีวิต เงินสามสิบเหวินก็ถือว่าหนักหนาพอดู
หงสือเมิ่งไม่รังเกียจหากบ้านใดจะจ่ายเป็ข้าวสาร ผักที่ปลูกหรือสัตว์ป่าที่หามาได้แทนตัวเงิน หยางซิ่วอิ่งเองยังใช้ผ้าไหมสองพับเป็ค่ากราบอาจารย์ให้กับบุตรชาย
หลัวเซียนอ่านออกเขียนได้ ทั้งยังไม่แน่ว่าอ่านตำรามามากกว่าหงสือเมิ่งเสียอีก แต่เด็กน้อยอายุห้าขวบ ไม่อาจอยู่ดี ๆ ก็รู้หนังสือขึ้นมาได้ การเล่าเรียนกับหงสือเมิ่งก็แค่ช่วยให้หลัวเซียน สามารถหาข้ออ้างในการรู้หนังสือเท่านั้น
เสียงเด็ก ๆ ท่องอ่านคัมภีร์ต้าเสวีย (大學 – คัมภีร์มหาบุรุษ ว่าด้วยจริยะของปราชญ์ มีที่มาจากคำสอนของขงจื้อ) หลัวเซียนเป็ประมุขพรรคมาร จะอ่านวิถีมหาบุรุษไปทำสิ่งใด แม้ตนเองจะอ่านออกเขียนได้ แต่ในชีวิตที่แล้ว ตำราคร่ำครึเช่นนี้ไหนเลยถูกสั่งสอนในพรรคห้าเซียน
หลัวเซียนนั่งหาววอด ยกหนังสือขึ้นบดบังใบหน้า แม้ขยับปากตามที่หงสือเมิ่งอ่านนำแต่ไม่ยักมีเสียงดังออกมา ลูกไม้เหล่านี้หงสือเมิ่งที่เป็เพียงบัณฑิตจิตใจดียังติดตามหลัวเซียนไม่ทัน หลัวเซียนนั่งทำเป็ร่ำเรียนจนใกล้เวลาเที่ยงแล้ว
“อาจารย์ เข้าปลายยามอู่แล้วขอรับ (คือ 11.00 - 12.59 น.) ” หลัวเซียนยกมือร้องเสียงดัง
หงสือเมิ่งเดินตรงไปยังบริเวณหน้าต่าง เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นพระอาทิตย์อยู่กลางแผ่นฟ้าพอดี จึงบอกให้ทุกคนหยุดเพื่อกลับบ้าน เด็กในหมู่บ้านชนบทล้วนต้องช่วยครอบครัวทำงาน ยกเว้นก็แต่หลัวเซียนที่ไม่ต้องทำงานในไร่
หงสือเมิ่งมองตามแผ่นหลังของหลัวเซียนที่ะโโลดเต้นออกไปพร้อมกับเพื่อนวัยเดียวกัน ั้แ่สั่งสอนเด็กมาหลายปี หลัวเซียนถือว่าฉลาดเฉลียวกว่าเด็กในวัยเดียวกัน แม้จะเ้าเลห์ไปบ้างแต่หลัวเซียนอ่านตำราครั้งเดียวก็จดจำได้จนหมด โดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว หงสือเมิ่งตั้งใจที่จะส่งเสริมให้หลัวเซียนได้ไปสอบเซี่ยนชื่อเมื่อมีอายุมากกว่านี้สักหน่อย (เซี่ยนชื่อ - การสอบความรู้ในระดับท้องถิ่น ตำบล)
หลัวเซียนกลับมาถึงบ้านก็มองเห็นมารดาแบกตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังเตรียมตัวจะเข้าป่า จึงเอ่ยปากขอติดตามไปด้วย
หยางซิ่วอิ่งกล่าว “เ้าเอาตำราไปเก็บ เปลี่ยนเสื้อคลุมให้เรียบร้อย”
ใกล้กับหมู่บ้านเป็ชายป่า ที่พอจะมีต้นไม้ผลไม้ป่าขึ้นอยู่ หยางซิ่วอิ่งมักจะเข้าไปเก็บเปลือกไม้ ใบไม้หรือเห็ดต่าง ๆ เพื่อมาทำเป็สีสำหรับย้อมผ้า หลัวเซียนเพียงเป็ห่วงมารดาจะพบเจอกับสัตว์ร้ายจึงขอติดตามไปด้วย หลัวเซียนในวัยห้าขวบแอบฝึกลมปราณของสำนักห้าเซียน ตอนนี้สามารถเปิดจุดลมปราณหลักได้สองจุดั้แ่หลายเดือนก่อน ลมปราณหลักนั้นมีอยู่สิบสองจุด ยังไม่รวมลมปราณพิเศษอีกแปดจุด แต่เพราะตนเองอายุยังเยาว์นัก ร่างกายไม่อาจแบกรับลมปราณหมุนวนที่รุนแรงจนเกินไปได้ ทำให้หลัวเซียนไม่อาจเร่งร้อนจนเกินไป
หลังจากเปิดจุดลมปราณทั้งสองได้สำเร็จ หลัวเซียนที่อายุห้าขวบ หากจำเป็สามารถล้มผู้ใหญ่ที่โตกว่าตนเองได้โดยไม่เปลืองแรง แต่เท่านั้นยังเทียบไม่ได้แม้หนึ่งในหมื่นของความสามารถของตนเองเมื่อชีวิตที่แล้ว
หยางซิ่วอิ่งใช้มีดเล่มเล็กถากเปลือกไม้ที่มีรอยครั่งติดอยู่ ครั่งนั้นให้สีแดง เปลือกต้นครามนั้นให้สีฟ้า เขียว น้ำเงินขึ้นอยู่กับขั้นตอนการหมักเปลือกไม้ ่เวลาที่ทิ้งผ้าเอาไว้ในน้ำคราม เมล็ดพืชบางชนิดหากนำไปเผาไฟจะให้สีดำ ดินที่เผาอย่างถูกวิธีจะให้สีเหลืองอ่อน หลัวเซียนเดินติดตามมารดาที่กำลังก้มเก็บเปลือกไม้ เมล็ดพืช แต่สายตาของหลัวเซียนนั้นมองระแวดระวังไปรอบด้าน สองแม่ลูกอยู่บ้านเพียงลำพัง บิดาออกเดินทางเข้าเมืองเพื่อนำผ้าไปขายั้แ่วันก่อน
“อาเซียน เหนื่อยหรือไม่ เท่านี้คงพอแล้ว กลับบ้านกันเถอะ วันนี้บิดาเ้าคงใกล้จะถึงหมู่บ้านแล้ว”
เมื่อหยางซิ่วอิ่งมาถึงบ้าน หน้าบ้านกลับมีคนยืนรออยู่หลายคน บุรุษหลายคนเป็คนที่ออกเดินทางไปพร้อมกับสามีของนาง ตอนนี้จิตใจของหยางซิ่วอิ่งเป็กังวลถึงสามีที่ยังไม่เห็นตัว
“อาสาม พวกท่าน เหตุใดถึงรออยู่ตรงนี้ แล้วหวินเจ๋อเล่า”
หลัวเซียนวิ่งตามมารดาที่เร่งฝีเท้า พอหยางซิ่วอิ่งถามถึงหลัวหวินเจ๋อ ตนเองก็รู้สึกเป็ห่วงบิดาที่ไม่ได้เื่ของตนเองขึ้นมาทันที