เช้าแรกของชีวิตใหม่...มันควรจะสว่างไสวใช่ไหม? แต่เช้าของชายคนหนึ่งชื่อว่า "กริม" กลับเริ่มต้นด้วยฝุ่นทราย กลิ่นโคลนแห้ง และเหงื่อเหนียวที่เกาะอยู่บนต้นคอ
เขาเดินมาตามถนนลูกรังที่ทอดผ่านทุ่งหญ้าแห้งสลับกับป่าโปร่ง ต้นไม้เบียดเสียดกันอยู่สองข้างทาง เหล่าอีกาหัวเราะเสียงแหบ ๆ จากยอดไม้สูง แดดอ่อน ๆ ทาบแนวต้นไม้กลายเป็แถบเงาดำขวางถนน เสียงจั๊กจั่นแว่วมาเป็ระยะเหมือนนาฬิกาธรรมชาติที่เดินช้ากว่าปกติ
ระหว่างทาง เขาเห็นซากบ้านร้างที่หลังคาถล่มไปครึ่งหนึ่ง มีเถาวัลย์พันรอบหน้าต่างแตก เสียงลมผ่านช่องไม้ทำให้เกิดเสียงคล้ายคนกระซิบ เขาเงียบ รู้ตัวดีว่าตัวเองเดินออกจากที่แบบนั้นมาได้ยังไง
เขาไม่ได้หนีจากบ้าน เขาแค่ทิ้งมันไว้ เพราะไม่มีอะไรให้กลับไปหาอีกแล้ว
เมืองอาร์นเวลล์อยู่ไม่ไกลนัก จากตรงนี้ กริมมองเห็นแนวกำแพงหินเตี้ย ๆ ล้อมรอบตัวเมืองที่ปลูกสร้างอย่างเรียบง่าย อาคารไม้สลับหิน หลังคากระเบื้องสีน้ำตาลซีดเรียงรายเป็ระเบียบตามแนวถนนสายหลัก ด้านในสุด มีหอคอยนาฬิกาเก่าแก่ตั้งอยู่เป็จุดศูนย์กลางของเมือง
ก่อนเขาจะก้าวขาเข้าประตูเมือง เขาหยุดอยู่ที่หน้าทางเข้า มองไปรอบ ๆ ที่ผู้คนเดินผ่านไปมา — ชายแบกถุงแป้ง เด็กเล็กวิ่งไล่กันในตรอก แม่ค้ายืนเท้าเอวหน้าแผงผักที่ยังจัดไม่เสร็จ ทุกคนดูเหมือนมีที่ของตัวเอง มีชีวิต มีจังหวะ และไม่มีใครแม้แต่จะเหลียวมองเขา
"ถ้าเดินเข้าไปแล้ว...จะยังถอยกลับได้ไหมนะ"
เขาถามตัวเองในใจ — คำถามที่ไม่ได้้าคำตอบ
สุดท้ายเขาก็เดินเข้าไป
ท่ามกลางอากาศที่เริ่มร้อนขึ้นตามแดด เขาสะพายกระเป๋าผ้าใบเก่าที่ขาดรุ่ยตรงมุมหนึ่ง และในนั้นมีของไม่กี่อย่าง: เสื้อผ้าสำรอง สมุนไพรแห้ง เหรียญทองสองเหรียญครึ่ง และมีดปอกผลไม้
กลิ่นหอมของขนมปังร้อน ๆ จากเตาดินลอยมาจากร้านข้างทาง คนขายยิ้มให้ลูกค้า แต่ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองเขา
เขาก้มหน้าเดินต่ออย่างเงียบ ๆ
กิลด์นักผจญภัยตั้งอยู่ไม่ไกลจากจัตุรัสกลางเมือง ตัวอาคารเป็ไม้หลังคาโค้ง ผนังแต่งด้วยหินท่อนใหญ่ประดับโล่เก่าและหอกสนิมที่น่าจะไม่ได้ใช้มานาน บนป้ายหน้ากิลด์เขียนด้วยตัวอักษรเผาไฟว่า:
"กิลด์นักผจญภัยอาร์นเวลล์ — เสี่ยงตายเพื่อเงินที่พอใช้!"
เขายืนอยู่หน้าประตูอยู่พักหนึ่ง มือกำสายสะพายแน่นเล็กน้อย
"ไม่้าให้ใครจำชื่อฉันก็ได้...แค่ไม่อยากหายไปเงียบ ๆ อีกแล้ว"
กริมผลักประตูเข้าไป
ทันทีที่ผลักประตูเข้าไป กลิ่นอับของฝุ่น เหงื่อ และควันไฟเก่าก็ลอยมาตีจมูกเขา เสียงเกราะกระทบดาบ เสียงหัวเราะหยาบ ๆ และเสียงขวดชนกันดังสะท้อนทั่วห้องอย่างคละคลุ้ง บรรยากาศเต็มไปด้วยพลังงานดิบที่ไม่อาจควบคุม เหมือนโรงเตี๊ยมผสมลานประลองในคราวเดียวกัน
ภายในกิลด์กว้างกว่าที่เขาคิดไว้ ผนังไม้ที่เต็มไปด้วยรอยขีดจากดาบ หยดคราบเหล้าบนพื้น บางโต๊ะมีนักผจญภัยกำลังเล่นไพ่ บางโต๊ะวางแผนเควส บางโต๊ะก็แค่นั่งหัวเราะจนเหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรน่ากลัว
“เฮ้ย ไอ้นั่นเควสใหม่เหรอ? ‘เก็บเขี้ยวหมาป่าหิมะ’ ฮ่า! ไม่รู้จะง่ายหรือโง่ดี!”
“เมื่อวานฉันเจอกระรอกเวทพ่นไฟ...ใช่ มันมีอยู่จริงนะเว้ย!”
เสียงเหล่านี้ลอยมาจากทุกทิศราวกับกริมเดินเข้าไปในโรงละครวุ่นวายที่ไม่มีใครหยุดพัก
เขามองไปรอบตัวอย่างเงียบ ๆ เขารู้สึกเหมือนทุกคนในที่นี้ต่างอยู่กันคนละโลกกับเขา — คนที่ใส่เสื้อเกราะแวววาว คนที่หัวเราะเสียงดังอย่างไม่เกรงใจ หรือแม้แต่กลุ่มที่กำลังนั่งลับอาวุธอยู่มุมห้อง ล้วนมีบางสิ่งในดวงตา...ความมั่นใจ ความคุ้นชิน หรือไม่ก็...ความกลัวที่ถูกฝังลึกจนไม่แสดงออก
พวกเขาคือ “เื่เล่า” ที่เขาเคยได้ยินจากร้านเหล้าเก่า ๆ ...แต่ตอนนี้เขากำลังเดินอยู่ท่ามกลางพวกนั้นจริง ๆ
ก่อนที่เขาจะได้ก้าวขาเข้าไปเต็มตัว ความทรงจำหนึ่งก็แทรกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
ภาพของเขาในวัยเด็กวิ่งไล่ควายกลางทุ่งที่บ้านเก่า เสียงยายะโสั่งจากหน้าบ้านให้กลับมาเก็บสมุนไพรให้เสร็จ
เขาเคยซ่อมรั้วด้วยเชือกฟาง เคยล้างหลังคาแทบทั้งวันเพื่อแลกข้าวสารหนึ่งถุง เคยล้างมือเปื้อนดินแล้วรีบวิ่งไปเฝ้าเตียงคนป่วย — เตียงที่ยายของเขานอนอยู่อย่างเงียบ ๆ
เสียงน้องสาวตัวเล็กพูดขึ้นในหัว "ถ้าพี่หายไป เราจะอยู่ยังไงอะ..."
เขาสะบัดความคิดนั้นออกอย่างเงียบ ๆ แล้วก้าวเข้าสู่โลกใหม่
กลิ่นแรกที่ต้อนรับเขาคือ กลิ่นของเหงื่อ เหล้า และน้ำยาขัดอาวุธที่เหมือนจะไม่ได้ใช้มานาน เสียงพูดคุย ดาบกระทบเกราะ และเสียงหัวเราะดังอยู่ทั่วห้อง นักผจญภัยหลากหลายแรงค์จับกลุ่มกันตามโต๊ะไม้หยาบ บ้างกำลังดูประกาศเควส บ้างนั่งกินอะไรก็ไม่รู้จากถ้วยไม้ที่ไม่น่าไว้ใจ
กริมไล่สายตามองไปรอบห้อง เหมือนพยายามซึมซับบรรยากาศของสถานที่ที่เขาไม่เคยคิดจะเหยียบเข้ามา โต๊ะไม้หยาบแต่ละตัวเต็มไปด้วยกลุ่มคนที่พูดคุย หัวเราะ และมีแผลเป็เต็มร่าง พวกเขาดูเหมือนหลุดออกมาจากเื่เล่าในตำนาน — คนที่เอาชีวิตรอดมาได้หลายสนามรบ โดยไม่ต้องพึ่งโชคชะตา
เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนแปลกหน้า...ไม่ใช่เพราะไม่มีใครมองเขา แต่เพราะเขาไม่แน่ใจว่าตัวเองเหมาะจะอยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเปล่า
ชายคนหนึ่งในชุดหนังเต็มตัวเดินผ่านหลังเขา แล้วหยุดแค่ครู่ก่อนพูดโดยไม่หันมามอง "หน้าใหม่เหรอ? ถ้าโชคดี นายอาจจะอยู่รอดถึงอาทิตย์หน้า...แต่ถ้าโชคร้าย นายจะได้รู้รสของความตายก่อนชื่อจะขึ้นกระดาน"
กริมเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มาก่อน — ตอนที่เขาพยายามขอเข้าปาร์ตี้กลุ่มแรงค์ D เมื่อเดือนก่อน
เขายังจำได้ดีว่าผู้ชายคนนั้นหัวเราะ แล้วพูดว่า “ไปฝึกยืนให้ตัวตรงก่อนเถอะน้อง” เพื่อนอีกสองคนในกลุ่มนั้นขำตาม แล้วสะบัดหน้าหนีอย่างไม่สนใจ
เขาไม่พูดอะไรในตอนนั้น ไม่ใช่เพราะไม่เจ็บ...แต่เพราะพูดอะไรไปก็ไม่มีใครฟังอยู่ดี
กริมไม่ได้ตอบ เขาแค่ยิ้มจาง ๆ ให้กับประโยคนั้นอย่างไม่แน่ใจนัก ว่าอีกฝ่ายพูดเพื่อขู่ หรือแค่เตือนด้วยความหวังดีที่กลายเป็ความเฉยชา
ที่เคาน์เตอร์ตรงกลางห้อง หญิงสาวคนหนึ่งนั่งกอดอกอยู่หลังโต๊ะ หยิบกระดาษบางอย่างขึ้นมาพลิกดูโดยไม่ได้เงยหน้ามองใคร เธอผมดำตัดสั้น ใส่ชุดหนังรัดตัวที่ดูทั้งทะมัดทะแมงและดูไม่เหมาะกับงานเอกสาร ป้ายชื่อบนอกเสื้อเขียนว่า “ซาร่า” ด้วยหมึกซีดจาง
เธอเหลือบตามองกริมแบบไม่เต็มใจนัก แล้วพูดเสียงเรียบ
“ว่ามา จะสมัครเหรอ? ถ้าชีวิตนายเหลืออีกนิดเดียวก็อย่าทำให้เราเสียเวลามาก”
"เอ่อ...ผมจะมาสมัครเป็นักผจญภัยครับ"
เธอเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีเทามองเขาั้แ่หัวจรดเท้า เสื้อเก่าของเขาขาดตรงไหล่ รองเท้าผูกด้วยเชือกฟาง และเหรียญทองในมือน้อยจนนับได้ไม่ต้องใช้สองมือ
"แรงค์?"
"...ไม่มีครับ"
"อาวุธ?"
"มีดปอกผลไม้ครับ"
เธอถอนหายใจ ยื่นลูกแก้วเวทใส ๆ ขนาดเท่ากำปั้นออกมาวางตรงหน้าเขา
"วางมือข้างที่ถนัด ตรวจวัดศักยภาพพื้นฐาน"
เขาวางมือลงอย่างระวัง ลูกแก้วนั่นนิ่ง ไม่เปล่งแสง ไม่ร้อน ไม่หนาว เงียบสนิท
"...ลูกแก้วนี่เสียหรือเปล่าครับ?"
"เปล่า มันแค่...ซื่อสัตย์เท่านั้นเอง"
เธอหยิบเหรียญแรงค์ F ยื่นให้เขา เป็โลหะบาง ๆ มีรอยขีดเต็มไปหมดเหมือนของที่ถูกคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เหรียญในมือนั้นเย็นเฉียบ เบากว่าที่เขาคิด...เบาเกินไปสำหรับบางสิ่งที่อาจเปลี่ยนชีวิตเขาไปทั้งชีวิต
“มันเหมือนเหรียญเงินที่พ่อเคยเอาไปเล่นพนัน...” เขาคิดในใจ
“แต่ครั้งนี้...ฉันจะไม่ปล่อยให้มันกลายเป็ตราแห่งความล้มเหลวอีก” เป็โลหะบาง ๆ มีรอยขีดเต็มไปหมดเหมือนของที่ถูกคืนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ก่อนที่เขาจะได้หันหลังจากไป เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมห้อง
"ปาร์ตี้ Timber Fang ยังต้องหาคนเพิ่มอยู่ใช่ไหม?" เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้นจากมุมห้อง ก่อนจะหันมาทางเ้าหน้าที่แล้วพยักเพยิดไปทางกริม "แรงค์ F ก็พอแล้วล่ะ ฉันขอหมอนี่เข้าปาร์ตี้"
กริมมองไปตามเสียง เห็นชายคนหนึ่งเดินออกมาจากเงาของเสาไม้ใหญ่ เขามีผมทองยุ่ง ๆ ใส่เกราะหนังเปิดไหล่ข้างหนึ่ง มีดาบใหญ่พาดหลัง และรอยยิ้มที่ดูอารมณ์ดีอย่างไม่น่าไว้ใจ
แต่สิ่งที่ทำให้กริมสะดุดใจไม่ใช่ดาบ หรือท่าทางห้าว ๆ ของเขา
มันคือแววตา
แววตาที่ไม่ได้มองเขาเหมือนของไร้ค่า หรือสิ่งที่ต้องสงสาร แววตาที่เหมือนจะบอกว่า... "ฉันเห็นนายอยู่ตรงนี้แล้วนะ"
เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะเป็คนดีหรือไม่ แต่ในชั่ววินาทีนั้น กริมรู้แค่ว่า เขาอยากจะลองเชื่อดูสักครั้ง เขามีผมทองยุ่ง ๆ ใส่เกราะหนังเปิดไหล่ข้างหนึ่ง มีดาบใหญ่พาดหลัง และรอยยิ้มที่ดูอารมณ์ดีอย่างไม่น่าไว้ใจ
"นายชื่ออะไรน่ะ?"
"กริม...ครับ กริม เอลด์วาเรน"
"ฉันลีออน หัวหน้าปาร์ตี้ Timber Fang ยินดีต้อนรับนะ นายดูไม่ใช่คนเก่ง...แต่ก็ไม่ใช่คนที่ไว้ใจไม่ได้ ฉันชอบแบบนี้แหละ — ซื่อ ๆ แต่น่าจะไม่หนีตอนลำบาก"
เขายื่นมือออกมา กริมลังเลชั่วครู่ ก่อนจะจับกลับ มือของอีกฝ่ายหยาบแต่มั่นคง เหมือนโลกใบนี้ที่พร้อมจะกระแทกหน้าเขาในทุกวัน แต่น่าแปลกที่เขาไม่กลัว
"ฉันไม่รู้ว่าเขาเป็คนดี หรือคนบ้า...แต่เขายื่นมือให้ฉัน ในนาทีที่ฉันไม่มีใคร"
ก่อนที่เขาจะเดินตามลีออนออกจากกิลด์ กริมเผลอหยุดยืนอยู่หน้าประตูชั่วขณะ สายตาเหลือบมองเหรียญแรงค์ F ในมือที่เย็นเฉียบเหมือนกับความรู้สึกของเขาในตอนนี้
เสียงภายในหัวเขาแว่วขึ้นมาอีกครั้ง — น้ำเสียงแหบพร่าของชายแก่ที่เคยพูดกับเขาเมื่อตอนยังอยู่บ้านเกิด
"แกไม่มีวันเป็นักรบได้หรอกกริม แค่ควบวัวให้ตรงทางยังทำไม่ได้เลย"
คำพูดนั้นฝังอยู่ในหัวเขามานานหลายปี และวันนี้…เขากำลังจะลองพิสูจน์ว่าอาจไม่จริง
เขาเก็บเหรียญแรงค์ F ลงในกระเป๋าเสื้อเก่าอย่างเงียบ ๆ แล้วสูดลมหายใจลึก ๆ
"อย่าหนีอีก...อย่างน้อยก็ขอลองสู้สักครั้งเถอะ"
ชายหนุ่มก้าวออกไป พร้อมกับเสียงหัวเราะของลีออนที่ลอยมาแต่ไกล
บางที...นี่อาจเป็การเริ่มต้นที่แย่
หลังจากออกมาจากกิลด์ กริมยังไม่เดินตามลีออนไปทันที เขาหยุดอยู่หน้าทางเข้า ก้าวเท้าออกไปนิดเดียวก็รู้สึกว่าขาแทบไม่อยากขยับอีกต่อไป
เขาเดินเลี่ยงไปนั่งข้างรั้วไม้ใกล้ต้นแอชที่ยืนต้นแห้งครึ่งหนึ่ง แสงแดดส่องเฉียงจากมุมตึกลงมากระทบพื้น ลมอ่อนพัดผ่าน เสียงฝีเท้าของผู้คนในเมืองค่อย ๆ เบาลงเมื่อเขานั่งอยู่ในมุมเงียบ ๆ ของตัวเอง
ใกล้ ๆ มีแมวสีเทาขาวตัวหนึ่งกำลังเดินเลียขนอยู่ข้างลังไม้เปื่อย มันเหลือบตามองเขาเพียงครู่ก่อนจะหันไปมองทิศทางอื่นเหมือนไม่สนใจอะไรเลย
เขายิ้มจาง ๆ ให้กับท่าทีแบบนั้น — มันดูคล้ายตัวเขาเองอย่างแปลกประหลาด
กริมมองดูภาพนั้นอยู่นาน
“เขาก็แค่อีกคนที่อยากเป็ใครสักคนในโลกนี้สินะ…” เขาคิดในใจ
เมื่อก่อน เขาเคยฝันอยากใส่เกราะเท่ ๆ แบบนั้นบ้าง อยากมีดาบยาวพาดหลัง อยากมีคนเรียกว่า ‘พี่นักผจญภัย’ แล้ววิ่งตามติดเป็พรวน แต่ความฝันนั้นถูกกลบไปั้แ่เขาต้องก้มหน้าเช็ดเืยายบนผ้าขาวเก่าใบเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เขาไม่ได้้าเป็ฮีโร่ เขาแค่อยากมีชีวิตที่ไม่ต้องหนี
กริมลุกขึ้นยืนอีกครั้ง สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วหันไปทางที่ลีออนเดินไปก่อนหน้านี้
“ฉันจะไม่วิ่งหนีอีกแล้ว…ไม่ใช่คราวนี้” แต่ก็อาจเป็การเริ่มต้นที่ดีที่สุดที่เขาเคยมี
เมื่อเขาก้าวออกจากกิลด์ เสียงในนั้นก็ถูกกลบด้วยลมเย็นปลายบ่าย เสียงฝีเท้าคนเดินผ่านจัตุรัสกลางเมืองยังคงดังอยู่ แต่กริมเลือกเดินเลี่ยงจากถนนใหญ่ไปยังซอกเงียบ ๆ ข้างอาคาร
ตรงนั้นมีลานฝึกเล็ก ๆ ที่ถูกล้อมด้วยรั้วไม้เก่า เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังฟันดาบไม้ลงบนหุ่นฟางอย่างตั้งใจ เขาฟันพลาดหลายครั้ง แต่ก็ยังพยายามต่อไปโดยไม่สนใจว่ามีใครมองอยู่หรือไม่
กริมยืนมองเงียบ ๆ อยู่ตรงขอบรั้ว สายลมพัดเส้นผมยุ่ง ๆ ของเขาเล่น ขณะในหัวก็ย้อนกลับไปยังภาพหนึ่ง — วันที่เขายืนมองพ่อบ้านหลังข้าง ๆ ฝึกดาบกับลูกชายที่อายุน้อยกว่าเขาหลายปี
ตอนนั้นเขากำลังเก็บสมุนไพรใส่ตะกร้าอยู่ข้างรั้วไม้ผุ ๆ เห็นดาบไม้ใหม่เอี่ยมสะท้อนแสงแดด เสียงหัวเราะของเด็กคนนั้นดังมาถึงเขา ส่วนตัวเขานั่งเงียบ ปอกใบแห้งออกจากลำต้นทีละเส้น
เขาไม่ได้อิจฉา…แค่รู้สึกว่าระยะห่างระหว่างตัวเองกับภาพนั้น มันไกลเกินกว่าจะข้ามไปได้
จนถึงตอนนี้ เขาก็ยังไม่มีดาบเป็ของตัวเอง — มีแค่เหรียญแรงค์ F ที่ดูเก่าเหมือนถูกเคี้ยวมาแล้ว
เขาถอนหายใจเบา ๆ แล้วหันหลังให้ลานฝึก คำพูดหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวเหมือนเสียงสะท้อน:
"คนอย่างฉัน...จะยืนอยู่ตรงจุดนั้นได้ไหมนะ"
แต่เขาก็เดินต่อ ด้วยขาคู่นี้ ด้วยรอยแผลที่มีอยู่แล้ว และสิ่งเดียวที่ยังไม่ถูกพรากไป — ความกล้าที่ยังพอเหลืออยู่