สุดเขตภาคเหนือของประเทศสยาม ติดกับเขตป่าสงวนของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีูเาขนาดใหญ่ขวางกั้นไว้อยู่บริเวณโดยรอบ ทำให้การเดินทางไปมาเพื่อข้ามประเทศในจุดนี้ เป็ไปได้ยากเพราะเส้นทางข้ามผ่านไปยังเขตชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน มีเพียงเส้นทางเดียว ที่ต้องเดินทางผ่านช่องแคบระหว่างูเาสองลูกนี้เท่านั้น
แต่จุดหมายที่จอมขมังเวทย์ปองเดช ต้องเดินทางไป จะอยู่บริเวณกึ่งกลางของูเาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็โพรงถ้ำตามธรรมชาติ มีลักษณะเหมือนกับอุโมงค์ใต้ดินขนาดใหญ่ ที่สามารถบรรจุคนได้ประมาณ 200 - 300 คน โดยปากถ้ำถูกปิดไว้ด้วยป่ารกทึบ จนใครก็แยกไม่ออกเลยว่า ด้านหลังของต้นไม้ขนาดใหญ่มีถ้ำซ่อนอยู่
ตลอดการเดินทางข้ามชายแดนจอมขมังเวทย์ปองเดช และลูกน้องอีกสองคน แทบไม่ได้เอ่ยวาจาใดขึ้นมาเลย ตอนนี้พวกเขาต้องแข่งขันกับเวลา เพื่อรีบเดินทางให้ถึงจุดหมายก่อนพลบค่ำ เพราะพื้นที่เขตชายแดนนี้ มีการลาดตระเวนของกลุ่มทหารทั้งจากประเทศสยาม และประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาตรวจตราบริเวณนี้อยู่เป็ประจำ เนื่องจากเป็เส้นทางที่ถูกลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศมากที่สุด
แต่อุปสรรคใหญ่ของคนทั้งสาม ไม่้าเผชิญหน้ามากสุด คือสิ่งที่ถูกเรียกว่า เ้าป่าเ้าเขา ซึ่งเป็เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ คอยปกป้องผืนป่า และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในอาณาเขตผืนป่าแห่งนี้ ด้วยอิทธิฤทธิ์ความน่ากลัว ที่สามารถดลบันดาล ให้นายพรานผู้เก่งกาจหลงทิศหลงทาง ในการเดินป่า หรือแม้กระทั่งกักตัวคนเหล่านี้ไว้ให้อยู่อีกมิติหนึ่งได้เลย ถ้าบุคคลนั้นละเมิดกฎป่าขั้นร้ายแรง
พอทั้งสามเดินทางเข้ามาในป่าลึก จนถึงบริเวณหน้าต้นผึ้งั์ขนาด 60 คนโอบ ซึ่งมีอายุมากกว่า 800 ปี โดยพื้นที่รอบ ๆ ยังมีต้นไม้หนาทึบครอบคลุมพื้นที่ป่าเกือบทั้งหมด ทำให้เวลากลางวันดูไม่ต่างกับเวลากลางคืนเท่าไร
“พวกเอ็งพักกันก่อน ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาเข้าไปด้านในถ้ำ รอประเดี๋ยวข้าเรียกอีกที” จอมขมังเวทย์ปองเดชออกคำสั่งด้วยเสียงเข้ม เพื่อบอกลูกศิษย์ของเขาให้รอเวลาที่เหมาะสมถึงจะเข้าไปด้านในถ้ำได้
ในระหว่างที่ทั้งสามกำลังพักผ่อนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ฝูงผึ้งหลวงที่อยู่บนต้นไม้ เริ่มบินแตกรังออกมาด้วยความตื่นตัวตามธรรมชาติ ผึ้งหลวงมากกว่าร้อยรังบินปกคลุมทั่วทุกผืนป่า ทำให้ความมืดมิดย่างกายเข้ามาแทนที่ จนทำให้คนทั้งสามมองไม่เห็นแสงจากดวงอาทิตย์สาดส่องลงมาเลย
เมื่อเห็นแบบนั้นลูกศิษย์ทั้งสองของเขา ก็รู้สึกกังวลขึ้นมาทันที เพราะวิสัยทัศน์ในการมองเห็นของพวกเขาตอนนี้ไม่ต่างกับคนตาบอด ทำให้พวกเขาตัดสินใจหยิบไฟฉายแรงสูงออกมาใช้ เพื่อให้การมองเห็นกลับมาเป็ปกติ
“อาจารย์ครับ ทำไมผึ้งพวกนั้นดูตื่นรังจัง ทั้งที่พวกเรา ยังไม่ได้ทำอะไรมันเลย” ลูกศิษย์ถามจอมขมังเวทย์ปองเดชด้วยความสงสัย พร้อมกับอาการสั่นกลัวที่เห็นผึ้งบินออกมามากมายขนาดนี้
“หึ! พวกมันใช่ผึ้งธรรมดาที่ไหนกัน ไอ้พวกนี้เป็ผึ้งคุณไสย ที่ถูกอาจารย์ของข้าควบคุมไว้ เพื่อกันไม่ให้คนนอกเข้ามาจุ้นจ้านอยู่บริเวณนี้ได้” จอมขมังเวทย์ปองเดชตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุขุมอย่างจริงจัง ในเวลาที่เขาพูดถึงอาจารย์ผู้เรืองอาคม
“แล้วแบบนี้พวกเรา ไม่เป็อะไรแน่ใช่มั้ยครับ” ลูกศิษย์ถามขึ้นอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ด้วยน้ำเสี่ยงอันสั่นเครือ เพราะตอนนี้ผึ้งหลวงจำนวนนับไม่ถ้วน เริ่มบินต่ำเข้าใกล้พวกเขาลงไปทุกที
“อาการตื่นกลัวแบบนี้ อย่าได้ทำต่อหน้าอาจารย์ข้าเด็ดขาด ไม่งั้นพวกเอ็งได้เป็เหมือนกับผีไอ้สองเป็แน่ ส่วนผึ้งพวกนี้ เอ็งไม่ต้องกลัวไป มันคงััวิชาไสยศาสตร์ของสำนักถ้ำทองได้แหละ ถึงกล้าบินลงต่ำมาต้อนรับเรามากขนาดนั้น” จอมขมังเวทย์ปองเดชตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ดุดันกลับไป พร้อมเตือนลูกศิษย์ทั้งสองให้ไม่กลัวจนเกิดเหตุ เพราะอาจารย์ไม่ได้ใจดีเหมือนกับเขาเท่าไร
ในป่ารกทึบที่เคยเงียบสงบ ตอนนี้กลับมีฝูงผึ้งบินรอบบริเวณผืนป่าเสียงดังราวกับเฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่ใกล้ลงจอด โดยฝูงผึ้งได้บินต่ำลงเรื่อย ๆ จนปกคลุมโคนต้นไม้แทบทั้งหมด
"เอาละ พวกเอ็งตามข้ามา ถึงเวลาทำพิธีเปิดถ้ำกันแล้ว" จอมขมังเวทย์ปองเดช บอกกล่าวกับลูกศิษย์ทั้งสอง พร้อมหยิบเทียนไขสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าย่าม ซึ่งเทียนไขที่ใช้ในการทำพิธีเปิดถ้ำนั้น จะต้องสร้างขึ้นจากเคล็ดวิชาสำนักถ้ำทอง ที่ผลิตจากไขมันของผีตายโหง ผ่านพิธีกรรมปลุกิญญา แล้วนำมารวบรวมให้เป็เทียนไข เพื่อใช้เป็สื่อกลางที่เหมือนกุญแจ ในการเปิดประตูถ้ำต่างมิติแห่งนี้
เมื่อเทียนไขผีตายโหงถูกจุดขึ้น ฝูงผึ้งที่ล้อมรอบบริเวณโคนต้นไม้ ก็บินแหวกออกเป็ทางเดินทันที การเดินผ่านฝูงผึ้งนับหมื่นนับแสนเป็ไปอย่างช้า ๆ โดยที่จอมขมังเวทย์ปองเดชเดินนำหน้าลูกศิษย์ทั้งสองที่กำลังแบกสัมภาระอยู่เต็มตัว
พอทั้งสามเดินไปถึงโคนต้นผึ้งั์ ที่เหมือนมีโพรงซ่อนอยู่ด้านใน แต่ถูกปิดไว้ด้วยรากไม้ขนาดใหญ่ จนยากจะมองเห็นเล่ห์กลของวิชาซ่อนเร้นอำพรางได้ เทียนไขกับเปลวเพลิงสีดำถูกปักลงบนโขดหินมีรูปร่างเหมือนหัวเห็ด ที่ห่างจากบริเวณโคนต้นไม้ไม่มากนัก จากนั้นจอมขมังเวทย์ปองเดช ก็เริ่มบริกรรมคาถาเปิดประตูถ้ำ พร้อมกับนำเืไก่ดำสาดเข้าไปตรงกลางโพรงไม้ทันที
รากไม้ที่ถูกปิดกั้นไว้อย่างหนาแน่น ก็รีบดูดกลืนเืไก่ดำ เสียงของรากไม้เสียดสีกัน ดังขึ้นอย่างสยดสยองเหมือนเสียงร้องของสัตว์ที่กำลังโดนทรมานอย่างหนัก เส้นทางเดินในโพรงไม้ค่อย ๆ เผยออกมาเป็เหมือนอุโมงค์ขนาดเล็ก แต่มากพอให้คนหนึ่งคนเดินเข้าไปด้านในได้แล้ว