สายตาคมปลาบมองตามร่างโปร่งบางที่มีเอวอ่อนอ้อนแอ้นและสะโพกผายกลมกลึงไปจนออกพ้นประตู ก่อนจะสะดุ้งเมื่อมีเสียงกระแอมกระไอดังขึ้นใกล้ๆ
“อะแฮ้มๆๆ”
“อะไรติดคอหรือครับพี่หนึ่ง”
เขาปรายสายตาเหมือนจะค้อนไปทางอีกฝ่าย ซึ่งก็คือพี่ชายแท้ๆของเขานั้นเอง
“ปล๊าว”
พี่หนึ่ง หรือ ปริญญ์ รีบปฏิเสธ แต่เสียงสูงจนฟังออกว่ามีพิรุธ
“ไม่ต้องเลยพี่หนึ่ง กระแอมรัวขนาดนั้น ต้องมีอะไรแน่ๆ”
คนเป็น้องไม่ยอมแพ้ ยังพยายามคาดคั้น
“เออ ยอมรับก็ได้ว่ะ ก็ฉันเห็นแกมองตามเด็กฝึกงานของฉันด้วยสายตาเหมือนจะกลืนกินไง ก็เลยเตือน กลัวว่าจะติดคอแกเข้าให้”
คนเป็พี่ตอบก่อนจะตามด้วยถ้อยคำกระเซ้าเย้าแหย่ แต่คนเป็น้องกลับยักไหล่อย่างถือดี
“ไม่มีทางหรอกฮะ คนอย่างนายปรานต์ซะอย่าง เวลาเคี้ยวใครต้องเคี้ยวจนกระดูกกรอบเท่านั้น จึงไม่มีทางติดคอได้แน่นอน ว่าแต่เด็กนั้นเป็แค่เด็กฝึกงานของพี่จริงๆหรือครับ”
“ก็จริงสิว่ะ นี่แกเห็นฉันเป็คนยังไงกันแน่”
“ก็ไม่รู้สิฮะ นึกว่าเ้าอาวาสจะนึกอยากกินไก่วัดขึ้นมา บ้างไง ผมก็ไม่อยากถูกพี่เขม่นเอา”
“นี่แกหมายความว่าไงว่ะ”
คนเป็น้องไม่ตอบ แต่ตาวาววับเป็ประกายพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“เฮ้ย นี่ไอ้สอง อย่าบอกนะว่า...”
“ทำไมพี่ต้องทำท่าตกอกใมากขนาดนั้น”
ปรานต์ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดมองพี่ชายอย่างแปลกใจ
“ฉันไม่อยากให้แกคิดอะไรอย่างนั้นนะ ยังไงๆแกก็เป็น้องชายของฉัน”
“พี่คิดว่าผมคิดอะไร”
“นี่แกคิดว่าพี่ดูแกไม่ออกเหรอ”
“ถ้างั้นก็ไม่ต้องถามสิครับ”
หนุ่มผู้น้องหัวเราะร่วนอย่างชอบอกชอบใจ
“แกนี่มันดื้อไม่หายจริงๆ”
หนุ่มผู้พี่บ่นอุบ
“ก็เด็กฝึกงานของพี่มันน่ากินจริงๆนี่ครับ เห็นแล้วก็อดน้ำลายสอไม่ได้”
“มันจะเสียการปกครองไปหมด”
“พี่ก็ทำตัวเป็ตาแก่หัวโบราณไปได้ สมัยนี้ใครๆก็กินเด็กในปกครองทั้งนั้นแหละ ขอแค่มีโอกาส ใครที่ปล่อยให้เด็กในปกครองหลุดมือไปนั้นแหละ ถือว่าเสียชาติเกิด”
“ไอ้น้องบ้า”
ปริญญ์ส่ายหัว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะห้ามปรามน้องชายหัวดื้อของตนอย่างไรดี
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
“จะเข้าไปช่วยพี่เขาทำงานที่บริษัทเมื่อไหร่ล่ะเ้าสอง”
นายปพณเอ่ยถามกับบุตรชายคนรองขณะนั่งทานอาหารเย็นกันอยู่พร้อมหน้าครอบครัวอันประกอบด้วย พ่อ แม่ และลูกอีกสามคนซึ่งเป็ชายสอง หญิงหนึ่ง
“พรุ่งนี้ครับคุณพ่อ”
ปรานต์ตอบออกมาทำเอาทุกคนถึงพากันหันมามองเขาเป็ตาเดียว และเขาก็ทำหน้าเหรอหรา ไม่เข้าใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดตรงไหน
“พี่สองไม่สบายหรือเปล่าคะเนี่ย”
สาม หรือ ปรารถนา ซึ่งเป็น้องสาวคนเล็กของบ้านเป็ผู้กล่าวขึ้น ซึ่งมันก็ตรงกับใจของทุกคนในที่นี่มากที่สุด
“ไม่น่ะ พี่ก็สบายดีนี่”
ปรานต์พาซื่อรีบตอบออกไป ก่อนจะรู้ตัวว่าถูกอำเมื่อเห็นสายตาของทุกคน ก่อนจะทำหน้างอน้อยใจ
“ทำไมทุกคนจะต้องนึกว่าผมไม่สบายด้วย ก็แค่ผมจะไปทำงานพรุ่งนี้ มันผิดตรงไหน”
บ้านนี้มีลูกสามคน คนโตคือหนึ่ง หรือ ปริญญ์ซึ่งเมื่อเรียนจบปริญญาโทจากอเมริกาแล้วก็ได้เข้ามาช่วยผู้เป็พ่อบริหารงานในบริษัทอย่างขยันขันแข็ง จนผู้เป็พ่อวางใจและเริ่มวางมือได้ั้แ่ปีที่แล้ว ส่วนสามหรือปรารถนานั้นก็กำลังเรียนปริญญาโทอยู่ปีสุดท้าย ส่วนผู้ที่เป็ความหนักใจของครอบครัวก็คือ สองหรือ ปรานต์ ลูกชายคนกลางของครอบครัวนั้นเอง เขาเรียนจบปริญญาตรีที่เมืองไทย แล้วก็ไปต่อปริญญาโทที่ต่างประเทศเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่หลังจากเรียนจบแล้วแทนที่จะรีบกลับมาช่วยงานของครอบครัว กลับเที่ยวเถลไถลอยู่อีกนานทั้งๆที่ก็เรียนจบหลายปีแล้ว และเขาก็พึ่งกลับมาเมืองไทยตามคำข้องร้องจนถึงขั้นอ้อนวอนของทั้งผู้เป็มารดาและบิดา
เขากลับมาถึงเมืองไทยเมื่อหลายเดือนก่อน แต่ก็ยังไม่ได้มีท่าทีที่จะลงมือทำงานแต่อย่างใด ยังคงเที่ยวตะลอนๆไปทั่วเมืองไทยอยู่นั้นเอง จนพ่อแม่อ่อนใจที่จะเคี่ยวเข็ญอีกต่อไป จึงปล่อยเลยตามเลย แต่จู่ๆเขาก็มาพูดอย่างนี้ จะไม่ให้ทุกคนแปลกใจได้อย่างไร
“ว่าไงนายหนึ่ง”
นายปพณหันไปถามบุตรชายคนโต ซึ่งตอนนี้เขาให้อำนาจสิทธิ์ขาดในการบริหารจัดการงานในบริษัทอยู่เกือบทั้งหมด
“ไปอาทิตย์หน้าได้ไหม”
ปริญญ์กล่าวออกไปพร้อมสบตากับน้องชาย
“ทำไมฮะ ก็ผมอยากไปพรุ่งนี้ มีปัญหาอะไรไม่ทราบ”