19 1-2
บทที่37 เรื่องอัปยศแห่งบ้านสกุลหลิน (1)
[มาแล้วๆ ของจริงเพิ่งจะเริ่มก็ตอนนี้นี่แหละ!]
[อุตส่าห์ยอมทนมาตั้งนาน ทั้งหมดก็เพื่อวันนี้!!]
[จากนี้เตรียมรับชมการแสดงสุดเร้าใจของพวกเราได้เลย!!]
น้ำเสียงใสเจื้อยแจ้วดังขึ้นผ่านความคิดของหลินเสี่ยวอวี่ สามแม่ลูกได้ยินเช่นนั้นต่างก็แสยะยิ้มมุมปากด้วยความตื่นเต้น
“แม่คะ เงินหนึ่งพันหยวนที่พูดถึงคืออะไรเหรอคะ? หรือว่านังสารเลวจางอวิ๋นม่านมันขโมยเงินแม่ไป?”
หลินอวี้ซึ่งมีนิสัยใจร้อนเกินใครยิงคำถามโพล่งออกมาทันที
“ถ้าไม่ใช่มันแล้วจะเป็นใครได้อีกล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะนังนี่ขโมยเงินของฉันไป น้ำหน้าอย่างมันจะมีปัญญาพานังเด็กไร้ค่านั่นไปหาหมอที่โรงพยาบาลเหรอ?”
โจวซื่อกระแทกเสียงใส่และยังคงรักษาท่าทางหยิ่งผยองไว้ สายตาคู่นั้นที่ปรายมองไปทางสี่แม่ลูก ราวกับกำลังมองดูขอทานข้างถนนก็ไม่ปาน
“เอาเป็นว่าแกรีบๆคืนเงินมาให้ฉัน แล้วถ้ายอมคืนมาแต่โดยดี เรื่องที่ผ่านมาฉันก็จะให้มันแล้วๆกันไป!”
จางอวิ๋นม่านตีหน้าใสซื่อราวกับไม่เข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนตกใจเล็กน้อยฉายแสดงออกมาวูบหนึ่ง
“เงินที่ฉันใช้พาเสี่ยวอวี่ไปโรงพยาบาล ทั้งหมดได้มาจากการเอาเครื่องประดับที่แม่ของฉันให้มาตอนแต่งงานไปจำนำนะคะ”
“ดูท่าคุณแม่คงจะเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะ”
ทันทีที่เห็นจางอวิ๋นม่านโกหกปฏิเสธออกมาอย่างหน้าด้านๆ เพลิงโทสะภายในใจของโจวซื่อก็ยิ่งโหมทวีจนแทบคลุ้มคลั่ง เลือดลมสูบฉีดรุกเร้าทั่วร่าง ทำเอาหญิงชราเกือบเป็นลมล้มทั้งยืน
“นังตอแหล!! โกหกหน้าด้านๆ!! ฉันเห็นกับตาว่าแกแอบขโมยถุงผ้าสีแดงในห้องนอนของฉันไป!!”
“ถ้าวันนี้แกไม่ยอมคืนเงินมาล่ะก็ ฉันจะให้หลินเจียงหย่ากับแกซะ!!”
ทุกถ้อยพยางค์ที่โจวซื่อเปล่งดังออกจากปาก ล้วนเปี่ยมด้วยความหยิ่งผยองเหนือกว่า ประหนึ่งว่าเธอสามารถกุมจุดอ่อนของจางอวิ๋นม่านได้อย่างอยู่หมัด เธอคิดว่าอาศัยใช้คำขู่นี้ย่อมได้ผลแน่นอน เพราะทุกคนในที่นี้ต่างก็รู้ดีว่า สำหรับจางอวิ๋นม่านแล้ว ความรักของเธอที่มีต่อหลินเจียงนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าเสียยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง!
ทว่ากลับตรงกันข้าม ทันทีที่ได้ฟังคำขู่ไร้พิษสงเช่นนี้ จางอวิ๋นม่านก็เกือบหลุดหัวเราะออกมา เธอแทบไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ความคิดอ่านของหญิงชราตรงหน้าจะอ่อนด้อยได้ถึงเพียงนี้
นี่น่ะเหรอไพ่ตายของนังเฒ่านี่? มีดีแค่นี้เองเหรอ?
หลินซงที่เฝ้ามองอยู่ข้างๆมาตลอดตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ สีหน้าท่าทางของเจ้าตัวดูเฉยเมยไร้อารมณ์สิ้นดีกับหน้าเหตุการณ์วุ่นวายตรงหน้า จนกระทั่งได้ยินเรื่องเงิน 1,000 หยวนนี้เข้า...
หลินซงไม่อาจนิ่งดูดายได้อีกต่อไป ทั้งเขาและภรรยาต่างหันมาสบตาอย่างรู้กัน ไม่นานมานี้ ทั้งคู่เพิ่งแอบไปซื้อบ้านหลังเล็กๆในตัวเมืองมา และตอนนี้ก็กำลังขาดแคลนเงินอยู่พอดี
ในฐานะคนเป็นลูก มีหรือจะไม่รู้ซึ้งว่าแม่ตัวเองมีนิสัยขี้เหนียวขนาดไหน ดังนั้น หลินซงจึงมั่นใจเสียยิ่งกว่าอะไรดีว่า เงินจำนวน 1,000 หยวนที่พูดถึง จะต้องมีอยู่จริงอย่างแน่นอน ส่วนตอนนี้เงินจำนวนนั้นจะอยู่กับใครกลับไม่แน่ใจเช่นกัน
หลินซงขยิบตาส่งสัญญาณให้หวงอิงทันที ผู้เป็นภรรยาก็แอบพยักหน้าตอบกลับเช่นกัน ก่อนจะรีบตรงเข้าช่วยประณีประนอมโดยเร็ว
“โถ่ สะใภ้รองจ๊ะ คุณแม่ก็อายุปูนนี้แล้วนะ แค่จะเดินเหินก็ยังลำบาก หลักฐานตอนนี้ชี้ชัดอยู่แล้วว่า เธอเป็นคนเอาเงินนั่นไป รีบๆคืนคุณแม่ไปเถอะนะ”
“ฉันรู้ว่าเธอคงไม่ได้ตั้งใจจะเอาเงินนั้นไปหรอก แต่เพราะตอนนั้นกำลังร้อนอกร้อนใจเรื่องความเป็นความตายของเสี่ยวอวี่ใช่มั้ยล่ะ? ฉันเข้าใจหัวอกเธอดีนะน้องสะใภ้”
“แต่ในเมื่อคุณแม่ก็พูดถึงขนาดนี้แล้ว เธอก็คืนเงินให้แม่ซะเถอะนะ เรื่องมันจะได้จบๆไป มีอะไรก็ยอมท่านหน่อย ถึงยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันนะ”
หลินเจียงยืนฉงนงุนงงไม่ได้สติอยู่อีกด้าน จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าทำไม? ทำไมจางอวิ๋นม่าน ผู้หญิงที่เคยสุภาพอ่อนโยนคนนั้นถึงได้เปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้? ตัวเขาได้แต่ส่ายหน้าไปมาด้วยความผิดหวัง บอกกับภรรยาที่รักด้วยความรู้สึกระเหี่ยใจ
“ถ้าเธอเอาไปจริงๆก็รีบคืนแม่ไปเถอะ ท่านเองก็อายุก็มากแล้วนะ ยังจะไปรังแกคนเฒ่าคนแก่อีกทำไม?”
จางอวิ๋นม่านไม่แม้แต่จะชายตามองหลินเจียงด้วยซ้ำ ผู้ชายห่วยๆที่ทั้งโง่ทั้งขี้ขลาด มิหนำซ้ำยังแยกแยะอะไรไม่เป็นอย่างมัน ย่อมไม่ควรค่าให้เธอเหลียวแลอีกต่อไป และเมื่อครู่ที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นของหวงอิง ก็ยิ่งชัดเจนแล้วว่า อีกฝ่ายจงใจโยนความผิดนี้ให้เธอ ถึงแม้ในความเป็นจริงคนที่ขโมยเงินก้อนนั้นไปจะเป็นตัวเธอเองก็ตาม แต่หัวเด็ดตีนขาด จางอวิ๋นม่านก็ไม่มีวันยอมรับเด็ดขาด
“พี่สะใภ้ใหญ่ ทำไมถึงพูดแบบนี้ล่ะคะ?”
“พวกคุณมีหลักฐานว่าฉันเป็นคนเอาเงินนั่นไปรึเปล่า? แม้แต่ตำรวจจะจับกุมคนก็ยังต้องมีหลักฐานเลยนะคะ แล้วพวกคุณคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”
โจวซื่อที่เห็นท่าทางดื้อด้านไม่ยอมโดยง่ายของจางอวิ๋นม่าน ประหนึ่งหมูไม่กลัวน้ำร้อนขนาดนี้ เธอจึงผลักทุกคนที่ยืนขวางหน้าออกไป แล้วตรงดิ่งไปยังห้องนอนของจางอวิ๋นม่านกับลูกๆทันที
“แกต้องการหลักฐานนักใช่มั้ย!?”
“ได้ เตรียมหน้าแตกได้เลยนังโง่! ถ้าฉันค้นห้องนอนของแกแล้วเจอหลักฐานเข้าล่ะก็ ฉันก็อยากจะรู้นักว่าแกยังมีอะไรจะแก้ตัวอีก!!”
โจวซื่อเค้นเสียงเย็นยะเยือกกล่าววาจาถากถางเย้ยหยันใส่
“หึ! นังผู้หญิงแพศยาที่กล้าขโมยเงินแม่สามีอย่างแก สมควรถูกลากตัวไปประจานให้คนทั้งหมู่บ้านสาปส่ง!!”
ชั่วอึดใจเดียวกัน จังหวะที่โจวซื่อกำลังผลักประตูห้องนอนของสี่แม่ลูกเข้าไปนั้น จู่ๆเธอก็สัมผัสได้ถึงกระแสลมเย็นโฉบวูบจนเสียวสะท้านวาบไปทั้งสันหลัง! เธอเร่งเบี่ยงตัวบิดหลบไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว
“ปัง!” เสียงปักทะลวงดังลั่นพร้อมกับมีดทำครัววาววับเล่มหนึ่ง ที่เสียบปักลึกคาอยู่ที่บานประตู
“หนูก็อยากจะรู้เหมือนกัน! ว่าใครหน้าไหนจะกล้าเข้าไปรื้อค้นห้องของพวกเรา!!”
ชั่วจังหวะที่ใครต่อใครยังไม่ทันตั้งตัว หลินเสี่ยวอวี่ก็พุ่งไปกระชากมีดทำครัวที่ปักคาอยู่กับประตูออกมา สองมือน้อยๆจับประสานด้ามมีดกุมไว้แน่น ยืนตระหง่านพร้อมจู่โจมอย่างไม่คิดปราณี
โจวซื่อที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อครู่มาได้อย่างหวุดหวิด ก็ถึงกับขวัญหนีดีฝ่อจนแข้งขาทรุดฮวบลงกับพื้น เนื้อตัวยังคงสั่นเทาไม่หยุดจากความตื่นกลัวสุดขีด เพราะหากเมื่อครู่เธอหลบไม่ทัน...ป่านนี้คงถูกมีดเล่มนั้นฟันหัวแบะไปแล้ว!
เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาไกลถึงจุดนี้ หลินต้าฉางก็ไม่อาจทนดูเฉยๆได้อีกต่อไป เจ้าตัวยืนมองภาพฉากตรงหน้าด้วยความเดือดดาลสุดขีด จนเห็นเส้นเอ็นเส้นประสาทปูดโปนเต้นตุ้บๆเต็มขมับ เขาร้องตะโกนเสียงดังลั่นขึ้นทันที
“ยังจะยืนเฉยกันอยู่อีก!”
“อยากจะตายกันนักรึไงไอ้พวกโง่! รีบไปแย่งมีดมาจากมือเสี่ยวอวี่เดี๋ยวนี้!!”
หลินเสี่ยวอวี่ชี้คมมีดใส่ทุกคนที่กำลังตีกรอบบุกประชิดเรียงตัวเข้ามา เด็กหญิงกรีดร้องตะโกนออกมาสุดเสียงว่า
“ทุกคนรังแกหนู! ทุกคนรังแกพี่สาวของหนู! ทุกคนรังแกแม่ของหนู!!”
“พวกเราสี่คนได้กินข้าวน้อยที่สุดในบ้าน แต่กลับต้องทำงานหนักที่สุด! พวกแกทุกคนคิดจะรวมหัวกันกลั่นแกล้งเราสี่แม่ลูกให้ตายกันไปข้างเลยใช่มั้ย?!”
“ถ้ากล้าก็ลองเข้ามา! รับรองว่าหนูฟันไม่เลี้ยงแน่!”
คำข่มขู่เสียงหนักดุดันประโยคนี้ของหลินเสี่ยวอวี่ ทำเอาทุกคนถึงกับต้องหยุดชะงักงันกันถ้วนหน้า ไม่มีใครกล้าขยับเท้าเดินขึ้นหน้าอีกเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้อีกฝ่ายจะเป็นเพียงแค่เด็กในวัยหกขวบ แต่อาวุธมีคมย่อมไม่มีหูตา หากใครถูกลูกหลงโดนฟันเข้าเนื้อจริงๆ คงต้องเจ็บหนักไม่ใช่เล่นทีเดียว
จางอวิ๋นม่านรีบวิ่งเข้าไปสวมกอดหลินเสี่ยวอวี่ทั้งน้ำตา พร้อมระเบิดความทุกข์โศกภายในใจที่อดกลั้นไว้ไม่ไหวออกมา พร่ำพรรณนาซ้ำๆอยู่แค่ประโยคเดียว
“เป็นความผิดของแม่เอง...เป็นความผิดของแม่เอง...”
“ทั้งหมดเป็นความผิดของแม่คนนี้คนเดียว! เพราะแม่อ่อนแอก็เลยปกป้องลูกๆไม่ได้! แม่ปล่อยให้คนพวกนี้บีบคั้นรังแกลูกๆได้ขนาดนี้! ฮือออ...แม่มันไม่ดีเอง...แม่ขอโทษ...”
ขณะที่สวมกอดลูกสาวไว้ในอ้อมแขนไว้แน่น จางอวิ๋นม่านก็แอบหยิกแขนหลินเสี่ยวอวี่เบาๆ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณให้รู้จักระมัดระวังตัวมากกว่านี้หน่อย อย่าเผลอทำอะไรที่เสี่ยงอันตราย จนพลอยทำให้ตัวเองต้องได้รับบาดเจ็บไปด้วย
บรรยากาศรอบตัวเสมือนถูกแช่แข็งไว้ชั่วขณะ ไม่มีใครสักคนที่กล้าเคลื่อนไหวอีกเลย
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังคุมเชิงกดดันกันอยู่นั้น จู่ๆก็มีเสียงตีฆ้องดังกังวานลั่นมาจากนอกตัวบ้าน
“เก๊ง! เก๊ง!”
และทันใดนั้น เสียงหนึ่งที่คุ้นหูก็ดังตามมา...