บทที่ 20 หลิงเจินเยว่
หลิวชิงได้ยินคำถามนั้น คำตอบในใจของเขาก็ยังคงหนักแน่นและมิเคยเปลี่ยนแปลง
“ข้าน้อยมีชีวิตอยู่เพื่อแสวงหาความสุข...” เขาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เมื่อไม่นานมานี้ ข้าน้อยเพิ่งจะค้นพบความสุขที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ ซึ่งมันมิใช่การดิ้นรนเพื่อแสวงหาความแข็งแกร่งให้อยู่เหนือผู้ใดเลย... สิ่งนั้นเป็เพียงแค่สะพานที่ทอดผ่านไปเท่านั้น”
“คำพูดของข้าน้อยต่อจากนี้อาจจะดูไร้เหตุผลสำหรับผู้ที่ได้ยิน...” หลิวชิงเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่มั่นคงยิ่งขึ้น “แต่ความสุขของข้าน้อยคือการได้มีความรักกับใครสักคน การได้มีสัมพันธ์ฉันชายหญิง หรือแม้แต่การได้สนทนากับหญิงสาวที่งดงาม... เพียงสิ่งเหล่านี้ ก็ทำให้ข้าพบความสุขที่แท้จริงแล้ว”
เมื่อหลิวชิงเอ่ยจบบรรยากาศรอบกายก็ตกอยู่ในความเงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนที่สตรีผู้สูงส่งเบื้องหน้าจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เ้าอาจจะคิดว่าเพียงแค่นั้นก็คือความสุขแล้ว... แต่หารู้ไม่ว่าเส้นทางแห่ง์นั้นหอมหวานและเป็สุขกว่าหลายเท่าตัวนักหากเข้าใจกฎเกณฑ์ แต่ถึงอย่างไรมันก็มีทั้งขอดีและข้อเสีย โลกที่เ้าอาศัยอยู่นั้นเป็เพียงเศษเสี้ยวอันเล็กจ้อย เมื่อเทียบกับกฎเกณฑ์อันยิ่งใหญ่ของ์ที่ปกครองทุกสรรพสิ่ง”
“เงยหน้าขึ้นมองมาที่ข้า... เ้าคิดเห็นอย่างไรกับตัวตนที่อยู่เบื้องหน้าของเ้า?” สตรีผู้สูงส่งเอ่ยถามต่อ น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบทว่าทรงอำนาจ
หลิวชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองตามคำอนุญาตเพียงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความเคารพนับถือจากใจจริง “ท่าน... ท่านงดงามจนมิอาจหาสิ่งใดมาเปรียบได้ ความสง่างามของท่านนั้นประจักษ์ชัดแจ้งโดยที่ท่านมิต้องขยับกายทำสิ่งใดเลย เพียงแค่ข้าน้อยได้ััถึงกระแสพลังที่แผ่ออกมาจากตัวท่าน... มันก็ทำให้ข้าน้อยมีความสุขล้นปรี่จนเกินจะพรรณนาออกมาเป็คำพูดใดๆ ได้แล้ว”
“เห็นอย่างนี้แล้ว... เ้ายังมิอยากเดินบนเส้นทางแห่ง์อีกอย่างนั้นหรือ?” สตรีผู้สูงส่งเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวาน “เส้นทางนี้มิใช่มีเพียงการเสาะหาหนทางหลุดพ้นอย่างที่เ้าเข้าใจ แต่มันมีอิสระอย่างที่เ้ามิอาจจินตนาการถึง ทั้งความสุขที่ล้ำลึก ความแข็งแกร่งอันไร้ขีดจำกัด เกียรติยศ และสิ่งอื่นอีกมากมาย... ที่โลกใบเล็กจ้อยของเ้าไม่มีวันมอบให้ได้”
หลิวชิงถึงกับชะงักค้างไปกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ เดิมทีเขาเข้าใจมาตลอดว่าเส้นทางแห่ง์มีเพียงการบำเพ็ญตบะเพื่อหลุดพ้นและละทิ้งกิเลสเท่านั้น เขาจึงมิเคยแยแสหรือใส่ใจเส้นทางนั้นเลยแม้แต่น้อย
ทว่าบัดนี้เขารู้แล้วว่าเส้นทาง์ยังมีอิสระและสิ่งอื่นที่เขาปรารถนาอยู่อีกมาก หลิวชิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าเอ่ยถามออกไป “ขออภัยหากข้าน้อยเอ่ยวาจาล่วงเกิน... บนเส้นทางที่ท่านว่านั้น จะมีสตรีที่งดงามและสูงส่งอย่างเช่นท่านอยู่ด้วยหรือไม่?”
แววตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาวูบหนึ่งขณะเอ่ยต่อ “หากเป็เช่นนั้น... ข้าน้อยจะทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะก้าวเดินบนเส้นทางแห่ง์นี้ให้ได้!”
“สตรีที่งดงามอย่างเช่นข้านั้นมีอยู่มากมายบนเส้นทางแห่ง์...ทว่าพลังอำนาจของพวกนางย่อมมิอาจเทียบเคียงกับข้าได้ เพราะตัวข้านั้นมิได้เดินอยู่บนเส้นทางที่เ้าเห็นและเข้าใจอีกต่อไปแล้ว... ข้าเดินอยู่บนเส้นทางที่สูงส่งกว่านั้นขึ้นไปอีกหลายเท่านัก”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ทำให้หลิวชิงรู้สึกถึงระยะห่างอันมหาศาล “ถึงข้าจะอธิบายให้เ้าฟังในยามนี้ เ้าก็คงมิอาจทำความเข้าใจกับมันได้อยู่ดี”
หลิวชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ เมื่อได้รับรู้ถึงความจริงที่ลึกซึ้งเกินกว่ามนุษย์ตัวเล็กจ้อยอย่างเขาจะจินตนาการถึง ทว่าแววตาของเขากลับเปลี่ยนไป มันเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ชัดเจนกว่าครั้งไหนๆ
“บัดนี้ข้าเปลี่ยนใจแล้ว... ข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อขึ้นไปเดินบนเส้นทางแห่ง์นั้นให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใดก็ตาม” เขาเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะรวบรวมความกล้าถามสิ่งที่ติดค้างในใจ “ทว่าข้าน้อยยังคงสงสัย... หากวันหนึ่งข้าสามารถก้าวเดินบนเส้นทางแห่ง์ได้สำเร็จ ข้าน้อยจะมีโอกาสได้พบกับท่านอีกหรือไม่?”
“เ้ามิอาจพบร่างจริงของข้าได้...” สตรีผู้สูงส่งเอ่ยตอบ น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจที่สะกดขวัญคนฟัง “สิ่งที่เ้ากำลังสนทนาด้วยอยู่นี้ เป็เพียงเศษเสี้ยวพลังของข้าที่จำแลงกายให้เหมือนกับร่างจริงเท่านั้น”
นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งท้ายด้วยคำท้าทายที่ทำให้หัวใจของหลิวชิงต้องสั่นสะท้าน “หากเ้าปรารถนาจะพบกับร่างจริงของข้า... ก็จงพยายามฝ่าฟันกฎเกณฑ์แห่ง์ทั้งปวง แล้วก้าวขึ้นมาให้อยู่ในระดับเดียวกับข้าให้ได้เสียก่อน!”
หลิวชิงที่ฟังจบถึงกับนิ่งอึ้งเขาเพิ่งตระหนักได้ว่าพลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจนเขารู้สึกตัวเล็กจ้อยนี้ เป็เพียงแค่เศษเสี้ยวพลังของสตรีผู้สูงส่งเบื้องหน้าเท่านั้น หากสิ่งที่เขาเผชิญอยู่มิใช่เพียงเสี้ยวพลัง ป่านนี้ิญญาของเขาคงล่วงลับดับสูญไปนานแล้ว
“นี่เป็เพียงเสี้ยวพลังของท่านอย่างนั้นหรือ...” หลิวชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส “ข้าน้อยขอนับถือจากใจจริง... ต่อจากนี้ไป ข้าจะพยายามทุกวิถีทางเพื่อก้าวขึ้นไปคารวะร่างจริงของท่านให้จงได้!”
เมื่อสิ้นคำกล่าวของหลิวชิง แสงสีขาวทองที่เคยเจิดจรัสไปทั่วห้วงอวกาศก็ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างช้าๆ ก่อนที่สตรีเบื้องหน้าจะเอ่ยเสริมทิ้งท้ายว่า
“บัดนี้หมดเวลาของข้าแล้ว... หากอยู่นานกว่านี้ กฎเกณฑ์แห่งจักรวาลจะพังทลายลง” สตรีผู้สูงส่งเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่เริ่มเลือนราง
“พลังที่เ้ารับรู้อยู่ในตอนนี้ เป็เพียงแค่หนึ่งในพันล้านส่วนของพลังที่แท้จริงของข้าเท่านั้น... มันเป็เพียงเศษเสี้ยวฝุ่นละอองพลังที่ยังหลงเหลืออยู่จากรอยเท้าที่ข้าเคยย่างกรายผ่านมานับล้านๆ ปี และยังมิได้สลายหายไปตามกาลเวลา... บัดนี้ถึงเวลาที่ข้าต้องไปแล้ว สุดท้ายนี้... ข้าได้ทำลายประตูเบิก์จอมปลอมทิ้งไปแล้ว เ้าจะมิได้เห็นมันอีกต่อไป” น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบขณะเปิดเผยความจริงที่น่าใ
“หากเ้าขึ้นไปทางประตูเบิก์นั่น เ้าจะกลายเป็เพียงมนุษย์ที่ไร้ค่า ไร้ซึ่งพลังอำนาจใดๆ และไม่มีผู้ใดนับถือ จิตใจจะไม่อยู่กับเนื้อกับตัว... เป็อย่างที่เ้าเคยกล่าวไว้ มีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะทิ้งทุกอย่างไปเช่นนั้น หนทางที่ถูกต้องคือการสร้างค่ายกลนำส่ง ขึ้นมาด้วยตนเองถึงจะขึ้นไปได้จริงๆ”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนที่แสงสว่างจุดหนึ่งจะกลั่นตัวเป็ม้วนคัมภีร์ลอยมาตรงหน้าหลิวชิง “นี่คือคัมภีร์กฎเกณฑ์์... จงศึกษามันให้เข้าใจเสีย”
สิ้นเสียงทุกอย่างก็หายวับไป หลิวชิงลืมตาขึ้นอีกครั้งในสถานที่ที่คุ้นตา ผืนดิน ต้นไม้ใบหญ้า และเหล่าสัตว์น้อยใหญ่รอบกายกลับมาเป็ปกติ แม้เงาร่างของสตรีผู้นั้นจะเลือนหายไปแล้ว แต่เขายังคงได้ยินเสียงของนางแว่วดังอย่างแ่เบาในโสตประสาท
“หากเ้าเข้าใจเนื้อหาในคัมภีร์ เ้าก็จะสามารถสร้างค่ายกลนำส่งได้... แต่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนที่ขึ้นมาบน์จะสามารถอยู่รอดได้ ทุกคนล้วนต้องถูกเลือกโดยเทพ หากมิถูกเลือกแล้วยังฝืนขึ้นมา ก็มีแต่จะลำบากและล่วงลับดับสูญไปอย่างน่าเสียดาย” นางเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะทิ้งท้ายด้วยถ้อยคำที่สลักลึกเข้าไปในจิติญญาของเขา
“จงจำไว้ว่าเ้าคือผู้ที่ข้าเลือก... ข้ามีนามว่า หลิงเจินเยว่”