บทที่ 8 เพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิง
กลับมาที่จวนท่านแม่ทัพบัดนี้ทั้งสี่คนต่างพูดคุยกันสนุกสนานเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะแต่หยางอี้นั้นเริ่มมีลางสังหรณ์แปลกๆเขาสังเกตเห็นท่าทีของเฟยหลงที่เหลือบมองไปยังประตูบ่อยเกินไปจนผิดสังเกตซึ่งทำให้เขาครุ่นคิดอยู่ไม่นานก็นึกบางอย่างขึ้นได้เม็ดเหงื่อเริ่มผุดขึ้นบนใบหน้าเขามองไปยังเฟยหลงที่ตอนนี้มองมาที่เขาเช่นกันเพราะรู้แล้วว่าตนเองนั้นมีพิรุธ
“ ท่านลุงหรือว่าท่าน ”หยางอี้พลันเอ่ยถามออกมา
เฟยหลงยิ้มเหยเกออกมา“ ใช่แล้วเป็อย่างที่เ้าคิด ”
“ นี่ๆ พวกท่านคุยอะไรกันท่านพ่อ ท่านพี่หยางอี้ ”
เมื่อเห็นทั้งสองทำท่าทางแปลกๆ เพ่ยเพ่ยก็เอ่ยถามออกมาด้วยความสงสัย
“ ไม่มีอะไรหลอกเพ่ยเพ่ย ข้านั้นเดินทางมาทั้งวันอยากจะพักผ่อนแล้วจึงบอกท่านลุงว่าจะขอตัวก่อน ”
“ ใช่แล้วข้ามัวแต่ดีใจจนลืมไปเลยว่าท่านพึ่งเดินทางมาถึง ”
เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาก่อนจะพยักหน้าอยู่หลายครั้งและบอกให้เขารีบกลับไปพักผ่อนทันที
“ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน..ท่านลุง ฮูหยิน ไว้เจอกันพรุ่งนี้นะเพ่ยเพ่ย”
หยางอี้กล่าวลาก่อนจะลุกยืนขึ้นแต่มิทันได้หันตัวกลับไปทางประตูห้องโถงก็มีเสียงดรุณีนางหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
“ ท่าน พี่ หยาง อี้... ”
ณ ห้องโถงแห่งหนึ่ง ของจวนแม่ทัพแห่งเมืองพยัคฆ์เมฆาพิสุทธิ์ภายในห้องแห่งนั้นมีโต๊ะอาหารตั้งอยู่ที่กลางห้อง บนโต๊ะอาหารนั้นเต็มไปด้วยอาหารเลิศรสต่างๆนาๆและมีคน 3 คนกำลังนั่งทานอาหารอยู่กับอีกบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่กำลังยืนหันหลังให้กับประตูทางเข้าและหากสังเกตจะเห็นว่าใบหน้าของเขามีเหงื่อเม็ดใหญ่ผุดออกมา
“ ท่านพี่หยางอี้! ” เสียงดรุณีน้อยนางหนึ่งดังมาจากทางประตูห้องโถงหลังจากนั้นภายในห้องจากที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนานพลันเงียบกริบมีเพียงเสียงก้าวเดินของหนึ่งบุคคลที่กำลังก้าวเข้ามาภายในห้อง
ตึก ตึก ตึก
ตอนนี้หยางอี้มีเหงื่อผุดเต็มใบหน้าจิตใจเริ่มตึงเครียดเมื่อเสียงก้าวเดินนั้นเข้ามาใกล้เรื่อยๆอีกทั้งเมื่อมองไปยังเพ่ยเพ่ยที่บัดนี้ใบหน้าบิดเบี้ยวทั้งแดงทั้งเขียว นั่นยิ่งทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าสิ่งที่เขาคิดนั้นไม่ผิดแน่นอนแม้จะไม่ได้เจอกันนานหลายปี แต่เสียงที่ได้ยินนี้รวมการแสดงออกของเพ่ยเพ่ยนั่นเป็ที่แน่ชัดแล้วว่าสิ่งที่ตนกำลังกังวลบัดนี้ได้เกิดขึ้นแล้ว...เพราะผู้มาใหม่นั้นคือเสี่ยวปิงบุตรสาวสุดรักสุดหวงของท่านเ้าเมืองแห่งนี้!
“ หยุดเดี๋ยวนี้ยายโคนมใครอนุญาตให้เ้าเข้ามาในบ้านข้า! ”
เป็เพ่ยเพ่ยที่กล่าวออกมาทำลายความเงียบนั้นลงก่อนที่หยางอี้ที่ตอนนี้ยืนกุมขมับอยู่จะหันหลังกลับไปที่เบื้องหน้านั้นเป็เด็กสาวอายุ 14 ปี ใบหน้าขาวเนียนรูปไข่ดวงตากลมโตแต่เพียงใบหน้าที่งดงามของนางนั้นยังมิอาจเทียบได้กับูเามหึมาสองลูกที่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงทรวงอกของนางดูยังไงมันก็มิสมควรเป็ของเด็กสาวอายุ 14 ปี
“ เสี่ยวปีง ไม่ได้เจอกันนานเ้าเติบโตเป็สาวแล้ว ” หยางอี้กล่าวทักทายหญิงสาวตรงหน้าส่วนเสี่ยวปิงนั้นยิ้มหวานก่อนจะเดินเข้ามาหาหยางอี้
“ ท่านพี่ก็เติบโตเป็บุรุษรูปงามเช่นกันเ้าคะเสี่ยวปิงคิดถึงท่านพี่เหลือเกิน แต่ช่างหน้าน้อยใจนักเหตใดท่านพี่จึงมิไปหาข้าก่อนแต่กลับมาอยู่กับ’เด็ก’บางคนแถวนี้” เสี่ยวปิงพูดขึ้นก่อนจะแอ่นอกอวดทรวงของนางและเหล่มองไปยังเพ่ยเพ่ย
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเพ่ยเพ่ยกลายเป็หน้าบิดเบี้ยวยิ่งกว่าเก่ารวมถึงหยางอี้ที่ตอนนี้หน้าซีดเผือดเพราะความวุ่นวายที่กำลังเกิดขึ้นพลางคิดในใจ‘ เฮ้อแล้วทีนี้ข้าจะทำอย่างไร หากเพียงคนเดียวข้ายังพอรับมือได้แต่หากเป็สองคนตัวข้าคงรับไม่ไหวเป็แน่’
“ เฮอะยายโคนมอย่างเ้ามีอะไรดีท่านพี่จึงต้องไปหาเ้า” เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาหลังจากนางสงบอารมณ์ได้ส่วนหนึ่งแล้ว
“ ฮ่าๆ มีอะไรดีหรือ? นี่เ้าตาบอดหรือไง? ” พูดจบเสี่ยวปิงก็แอ่นหน้าอกนางอีกครั้งพร้อมมองไปยังเพ่ยเพ่ยด้วยสีหน้าของผู้ชนะเพ่ยเพ่ยก้มมองหน้าอกของตนก่อนจะกัดฟันกรอดและกล่าวออกมา
“ เฮอะแล้วอย่างไร หรือเ้าเคยได้ยินท่านพี่บอกว่าชอบก้อนเนื้อของเ้า” เพ่ยเพ่ยมองไปยังหยางอี้ด้วยสายตาเฉียบคมเสี่ยวปิงเองก็เช่นกัน
‘ บัดซบ ในที่สุดสิ่งที่ข้ากลัวก็มาถึงเหตุใดนางทั้งสองจึงต้องชอบถามข้าว่า ใครดีกว่ากัน หรือข้าชอบใครมากกว่าแล้วข้าจะตอบเช่นไร? ’
“ เอาล่ะๆ เสี่ยวปิงเ้าทานข้าวหรือยัง มาๆ นั่งลงก่อนหลานชายพึ่งมาเหนื่อยๆพวกเ้าอย่าพึ่งมาทะเลาะกันยามนี้ ” เป็เฟยหลงเอ่ยออกมาทำให้หยางอี้รอดจากเหตุการณ์นี้ไปได้ทำให้ชายหนุ่มขอบคุณอยู่ในใจ
“ ขอบคุณเ้าคะท่านลุง ” เสี่ยวปิงกล่าวออกมาพร้อมเดินมานั่งยังข้างขวาของหยางอี้ที่ยังว่างอยู่ไม่นานทั้งเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงก็หันมาจ้องเขม็งใส่กันโดยมีหยางอี้อยู่ตรงกลาง
“ ท่านพี่ทานนี้สิเ้าค่ะ เป็ดตุ๋นท่านแม่นั้นอร่อยที่สุด” เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาก่อนจะตักเป็ดตุ๋นให้หยางอี้
“ ท่านพี่นี่เห็ดขาวเ้าค่ะช่วยบำรุงร่างกาย ” เสี่ยวปิงเริ่มตักอาหารให้กับหยางอี้บ้างส่วนตัวหยางอี้นั้นบัดนี้มันไม่หลงเหลือความหิวแล้ว อันที่จริงเขาอิ่มเสียั้แ่ตอนที่เฟยหลงบอกเป็ในแล้วว่าเสี่ยวปิงจะมาเสียด้วยซ้ำ
‘ เฮ้อทั้งที่ตอนเด็กๆนางทั้งสองสนิทเสียยิ่งกว่าพี่น้องแต่แล้วเหตุใดจู่ๆถึงได้เป็เช่นนี้’ หยางอี้รู้สึกงุนงงเมื่อมองไปยังทั้งสองที่บัดนี้ยังคงมิหยุดตักอาหารมาให้เขาไม่นานาตักอาหารก็จบลง หยางอี้ได้แต่เอามือกุมขมับและคิดหาทางเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้
“ ท่านพี่หยางอี้เ้าค่ะ ข้าเห็นท่านบอกอยากไปพักผ่อนนี้เ้าค่ะ” เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมานั่นทำให้หยางอี้เหมือนเห็นแสงสว่างที่จะหาทางรอดแต่เมื่อมองไปยังเพ่ยเพ่ยที่ยิ้มแปลกๆนั้นพลันทำให้เสียวสันหลังวาบแต่อย่างไรซะมันก็้าออกจากที่แห่งนี้
“ ใช่แล้ว ข้านั้นเดินทางมานานหลายวันกว่าจะมาถึงเมืองนี้ดังนั้นจึงอ่อนเพลียไปบ้างข้าจึงจะขอตัวไปพักผ่อนเสียหน่อย เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนท่านลุงท่านป้า เพ่ยเพ่ย เสี่ยวปิง ” เมื่อพูดจบมันก็เตรียมหันหลังเดินจากไปก่อนจะไปหยางอี้เหล่มองไปยังเพ่ยเพ่ยที่ยังคงไม่มีท่าทีอะไร ส่วนเสี่ยวปิงนั้นนางขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็มิได้พูดห้ามอันใดคงเพราะเห็นว่าข้าเดินทางมาเหนื่อยๆ
‘ เฮ้อ ข้าคงจะคิดมากไปเอง ‘หยางอี้เริ่มเดินออกจากห้องโถงด้วยสีหน้ายินดียิ่ง ในขณะที่หยางอี้กำลังจะเดินพ้นประตูห้องโถงเพ่ยเพ่ยก็ได้กล่าวออกมาอย่างเสียงดังคำกล่าวนั้นพลันทำให้หยางอี้ถึงกับคิ้วกระตุก หน้าเปลี่ยนสีทันที
“ ท่านพี่พรุ่งนี้อย่าลืมนะเ้าค่ะว่าท่านมีนัดเดินเล่นในเมืองกับข้า ‘สองคน’”เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาแล้วปรายตามองไปยังเสี่ยวปิงอย่างผู้เหนือกว่าเสี่ยวปิงกัดฟันกรอด ทั้งยังสงสัยว่าเหตุใดทั้งสองจึงมีนัดกันได้นางมิมีทางยอมเสียเปรียบเด็ดขาด
“ ข้าเข้าใจแล้ว สบายใจได้เพ่ยเพ่ย ” หยางอี้กล่าวโดยมิได้หันหลังกลับมาหากเขาหันกลับมาตอนนี้จะเห็นได้ชัดเจนถึงใบหน้าของหญิงสาวสองนางที่แตกต่างกันสิ้นเชิงหนึ่งยิ้มอย่างมีความสุขหนึ่งหน้าบูดเบี้ยวอย่างน่าเกลียด
“ หากไม่มีอะไรแล้วข้าขอตัว ” หยางอี้กล่าวออกมาพร้อมย่างขาออกจากประตูแต่ยังมิทันให้เท้าััพื้นเสี่ยวปิงก็ะโออกมา
“ หยุดก่อนท่านพี่ นี่มันเื่อะไรกันเหตุใดท่านจึงได้มีนัดกับนางได้”
“ เฮอะ ข้าจะนัดกับท่านพี่ไปเดินเล่นในเมืองกัน สองคน! สองคนน่ะเข้าใจไหม แล้วมันเกี่ยวอันใดกับเ้า ” เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“ แล้วทำไม...ข้าอยากรู้แล้วเ้าจะทำไม ”
ไม่นานทั้งสองก็เริ่มโต้เถียงกันหยางอี้เห็นเป็โอกาสดีที่จะชิ่งออกไปแต่เมื่อทบทวนดูแล้วหากไปทั้งอย่างนี้จะต้องมีปัญหาใหญ่ตามมาอีกแน่เมื่อตัดสินใจได้ก็หันกลับมาแล้วกล่าวเสียงดัง
“ หยุดเถียงกันได้แล้วพวกเ้าทั้งสองคนเสี่ยวปิงเื่ที่ข้าจะไปเดินเล่นกับเพ่ยเพ่ยนั้นมาจากการที่เพ่ยเพ่ยได้ก้าวสู่รวบรวมลมปราณขั้นที่8 ข้าจึงให้รางวัลนางโดยไปเดินเดินเล่นในเมืองเป็เพื่อนนาง ”เมื่อได้ยินเช่นนั้นเสี่ยวปิงยิ้มออกทันทีผิดกับเพ่ยเพ่ยที่เริ่มหน้าบูด
“ เป็เช่นนี้นี่เอง ท่านพี่ข้านั้นก็ก้าวถึงรวบรวมลมปราณขั้นที่ 8เช่นกัน เพื่อความยุติธรรมท่านต้องให้รางวัลข้าด้วย ” เสี่ยวปิงกล่าวออกมา
“ เฮ้อ เอาล่ะๆ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นพรุ่งนี้เ้าก็ไปด้วยแล้วกันตอนนี้ข้าจะไปพักแล้ว ? ” หยางอี้กล่าวออกมา เขามองไปยังทั้งสองคนที่นั่งจ้องเขม่นใส่กันราวกับจะกลืนกินอีกฝ่ายก็ได้แต่ถอนหาใจก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้แล้วพูดออกมา
“ ใช่แล้ว พรุ่งนี้ข้าจะไปเดินเล่นกับเ้าทั้งสองแล้วข้า้าจะซื้อหาของใช้และเสบียงด้วยและข้ามีข้อแม้เพียงอย่างเดียวพวกเ้าทั้งสองนั้นห้ามทะเลาะกันมิเช่นนั้นข้าจะกลับทันที…เข้าใจหรือไม่?” หยางอี้กล่าวอย่างจริงจังทั้งเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงหน้าบูดทันทีทั้งสองต่างคิดในใจ ‘ จะให้ข้าญาติดีกับยายนี่หรอ? ไม่มีทาง!’ ก่อนจะกล่าวออกไปพร้อมกัน
“ เข้าใจแล้วเ้าค่ะ ”
หยางอี้มองไปยังเฟยหลงและฮูหยินที่ยังคงทานอาหารอย่างมีความสุขราวกับในห้องนั้นมีเพียงพวกเขาแค่สองคนเขาได้แต่ถอนหายใจอีกครั้งก่อนจะเดินออกไปทิ้งให้ดรุณีน้อยสองนางจ้องเขม่นใส่กัน
“ พรุ่งนี้เ้าอย่าได้มาขัดขวางข้าเด็ดขาดเสี่ยวปิง ”
“ เฮอะท่านพี่อนุญาตแล้วทำไมข้าจะไปไม่ได้เ้านั่นแหละไม่ต้องมาเพ่ยเพ่ย”ทั้งสองกล่าวออกมาแล้วจ้องเขม่นกันก่อนจะสบถออกมาแล้วหันไปคนละทาง
“ เชอะ/เชอะ ”
***
ณ ห้องพักของหยางอี้ นับจากที่ออกเดินทางมาบัดนี้เวลาก็ล่วงเลยมากว่าสองเดือนแล้วระดับลมปราณของหยางอี้ยังคงอยู่ที่ก่อกำเนิดลมปราณขั้นที่2เนื่องจากว่าการเดินทางเต็มไปด้วยอันตรายจากรอบด้านทำให้หยางอี้ต้องคอยระวังตัวอยู่ตลอดเวลาจึงมิได้ทำการบ่มเพาะพลังปราณแต่อย่างใดตามแผนที่วางไว้คือเมื่อมาถึงเมืองพยัคฆ์เมฆาแล้วหยางอี้จะรั้งอยู่ที่นี่และเตรียมความพร้อมต่างๆอย่างน้อยก็ตั้งใจไว้จะก้าวไปให้ถึงระดับก่อกำเนิดลมปราณขั้นที่ 5 ก่อนจะเริ่มออกเดินทาง
แต่บัดนี้ดูเหมือนจะไม่เป็ไปตามแผนเสียแล้วเพราะการที่มีเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงเข้ามาทำให้เวลาของหยางอี้ที่น้อยลงนั้นกลับน้อยลงเข้าไปอีกและแถมยังต้องคอยมาปวดหัวกับเื่วุ่นวายของทั้งสองสาวอีกด้วย
หยางอี้ได้แต่ทอดถอนใจจะอย่างไรพวกนางก็เปรียบดั่งน้องสาวจะไล่ไปเสียก็มิได้เพราะนอกจากคนตระกูลหยางตลอดเวลาที่เขาสูญเสียทุกสิ่งไปก็มีเพียงนางสองคนเท่านั้นที่คอยเป็ห่วงเขาและไม่เคยรังเกียจเขาแม้แต่น้อยเขาได้แต่หวังว่าพรุ่งนี้จะทำให้ทั้งสองพอใจและจะบอกถึงความ้าที่จะเก็บตัวฝึกยุทธ์เพื่อให้พวกนางไม่มากวนใจอีก...อย่างน้อยคงได้อยู่อย่างสงบสักระยะหนึ่ง
“ เฮ้อ ข้ามิได้ทำการบ่มเพราะพลังอย่างจริงจังมาเป็เวลานานหวังว่าั้แ่พรุ่งนี้ไปข้าจะได้เริ่มบ่มเพราะอย่างจริงจังเสียที ” และเมื่อกล่าวกับตนเองจบหยางอี้ก็เริ่มเข้าสู่มิติพิเศษเพื่อเริ่มบ่มเพราะพลังปราณ
ไม่นานเวลาก็ผ่านไปล่วงเลยถึงยามแสงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า หยางอี้ลืมตาขึ้นช้าๆก่อนจะลุกขึ้นจากเตียงและเดินออกมุ่งหน้ายังห้องโถงจวนแม่ทัพเมื่อเดินมาถึงภายในห้องโถงก็เห็นเฟยหลงนั่งขมวดคิ้วทำสีหน้าปั้นยากอยู่ที่ด้านข้างมีนายทหารคนหนึ่งยืนอยู่ดูเหมือนจะมารายงานเื่ราวบางอย่างเฟยหลงเมื่อเห็นว่าหยางอี้มานั้นก็โบกมือให้นายทหารออกไปแล้วกล่าวกับหยางอี้ด้วยท่าทีจริงจัง
“หลานชายเ้ามาพอดี เรามีปัญหาแล้ว ”
“มีเื่อันใดหรือขอรับ ” หยางอี้กล่าวถามออกมา
“เ้าจำซูิได้หรือไม่?”
“ ได้ขอรับ เกิดอะไรขึ้นหรือท่านลุง? ”
“ตอนนี้มันได้แหกคุกออกมาแล้ว”
“ หืม ” หยางอี้ขมวดคิ้วพร้อมกับความสงสัยมากมายและเมื่อเห็นสีหน้าหยางอี้เฟยหลงก็เข้าใจแล้วจึงได้เริ่มอธิบายออกมา
“ ในเมืองนี้นั้นประกอบไปด้วย 2 ขั้วอำนาจที่คอยค้ำยันเมืองแห่งนี้อยู่หนึ่งคือตระกูลเสี่ยวหรือจวนเ้าเมืองพยัคฆ์เมฆาและสองคือตระกูลเจี่ยตระกูลเก่าแก่ที่เป็ตระกูลที่ร่วมกับตระกูลเสี่ยวก่อตั้งเมืองแห่งนี้ขึ้นในอดีตโดยที่เมื่อรุ่นก่อนๆนั้นทั้งสองตระกูลต่างเป็มิตรกันคอยช่วยเหลือกันเรื่อยมาแต่เมื่อไม่นานมานี้กลับมีเื่บางอย่างเกิดขึ้น...เฮ้อ มันทำให้ทั้งสองตระกูลผิดใจกันมาถึงตอนนี้ ”
หยางอี้ยังคงไม่เข้าใจถึงแม้จะเป็นักโทษหลบหนีแต่อย่างมากก็เป็เพียงแค่จวนเ้าเมืองจะเสียหน้ามิน่าใช่เหตุอันใดให้ต้องกังวลมากนักอีกอย่างการเข้าออกเมืองมีการตรวจตราไม่นานก็น่าจะจับตัวกลับมาได้ อย่างไรก็ตามเฟยหลงยังคงอธิบายต่อ
“ตามจริงเมืองนี้นั้นไม่ค่อยมีอาชญากรรมสักเท่าไหร่ คุกของจวนเ้าเมืองจึงมิได้คุมเข้มมากนักเพราะมีเพียงสองตระกูลเท่านั้นที่จะก่อปัญหาในเมืองแห่งนี้ได้และด้วยอำนาจของทั้งสองตระกูลเื่ราวจึงมักยุติด้วยการเจรจาแต่อย่างไรเสียการที่จะมีผู้บุกเข้ามาในจวนเ้าเมืองได้นั้นมีเพียงตระกูลเจี่ยเท่านั้นที่สามารถและที่หน้าเป็ห่วงคือซูินั้นเป็ถึงหัวหน้ายามอย่างไรก็มีข้อมูลของจวนเ้าเมืองอยู่ไม่มากก็น้อยประกอบกับ่นี้ตระกูลเจี่ยเงียบจนผิดสังเกตข้าจึงกังวลว่ามันมิใช่เื่ดีเป็แน่”
หลังจากฟังเฟยหลงอธิบายหยางอี้กระจ่างทันทีนี่อาจเป็ตระกูลเจี่ยกำลังวางแผนเพื่อกระทำการบางอย่าง?
“หลานเข้าใจแล้ว หากมีเื่ใดให้ช่วยโปรดบอกได้เลยท่านลุงเฟย ”
“เฮ้อ เื่อาจจะมิได้ร้ายแรงก็ได้แต่อย่างไรเ้าเคยมีเื่กับซูิ ข้าคิดว่ามันต้องหาทางเล่นงานเ้าเป็แน่ยังไงเ้าต้องระวังตัวเข้าไว้”
เฟยหลงเอ่ยเตือนหยางอี้ด้วยความเป็ห่วงหลังจากปรึกษากันไม่นานที่ทางเข้าห้องโถงก็มีเสียงดรุณีน้อยสองนางกำลังประชันคารมย์กันเมื่อเสียงกระทบโสตประสาทหยางอี้พลันถอนหายใจทันทีนี่มิใช่สัญญาณบอกถึงความวุ่นวายของวันนี้หรอกหรือ
“ ท่านลุงเห็นทีข้าคงต้องไปแล้ว อย่างไรข้าจะระวังตัวให้มากแต่ดูแล้วปัญหาของซูิยังคงไม่หนักหนาเท่าปัญหาที่ข้าจะได้เจอวันนี้”
หยางอี้กล่าวออกมาเมื่อมองไปยังใบหน้าของเฟยหลงซึ่งเขาเห็นได้ชัดเจนถึงใบหน้าของผู้ไว้อาลัยหลังจากร่ำลาหยางอี้ก็เดินออกมาจากห้องโถง เมื่อมองไปเบื้องหน้าก็ได้พบเห็นดรุณีทั้งสองผิวพรรณขาวผ่องใบหน้าหมดจดงดงามหนึ่งรูปร่างสมส่วนงดงามเข้ากับใบหน้าอีกหนึ่งเตี้ยกว่าเล็กน้อยแต่กลับมีูเาประทับอยู่บนทรวงอกดูแล้วช่างเป็ภาพที่งดงามยิ่งนัก เขามองไปก็เข้าใจได้ทันทีว่าเหตุทั้งสองจึงยืนเถียงกันอยู่เพราะทั้งคู่ดัน...ใส่ชุดสีแดงเหมือนกัน
“ เพ่ยเพ่ย เสี่ยวปิง ไปกันได้แล้ว อย่าลืมข้อตกลงของเราเสียล่ะ”
หยางอี้กล่าวออกมาเพื่อยุติาระหว่างทั้งสองคนเมื่อทั้งสองหันมาเห็นหยางอี้ก็พลันหยุดเถียงกันแล้วเดินเข้ามาหาหยางอี้ทันที
“ เ้าค่ะ เราไปกันเถอะ ” ทั้งสองกล่าวพร้อมกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะหันมาสบตากันและสะบัดหน้าหนี
“ เชอะ/เชอะ ”
หยางอี้ได้แต่ส่ายหัวก่อนจะเดินนำออกไปออกจากจวนแม่ทัพไม่นานทั้งสามก็มาถึงถนนการค้าของเมืองถนนถูกปูด้วยหินสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมายหยางอี้เลือกจะพาทั้งสองไปทานอาหารเช้าเสียก่อน เพราะั้แ่เดินมาทั้งสามต่างเป็จุดเด่นอย่างมากชายหนุ่มหน้าตาคมคายสวมชุดจอมยุทธ์สีขาวดูแล้วแม้จะไม่ถึงกับหล่อเหลามากมายแต่ก็เต็มไปด้วยแรงดึงดูดบางอย่างแต่สิ่งที่เป็จุดเด่นคือแขนทั้งสองข้างของชายหนุ่มถูกเติมเต็มไปด้วยดรุณีสองนางที่งดงามแถมยังใส่ชุดแดงทั้งคู่ตัดกับชายหนุ่มชุดขาวตรงกลางและทั้งสองยังเป็ดั่งดอกไม้ของเมืองแห่งนี้
เหล่าชายฉกรรจ์ต่างมองด้วยความอิจฉาและเริ่มซุบซิบกันหลังจากเดินหาไม่นานก็ถึงร้านที่ทั้งสองสาวแนะนำหยางอี้หยางอี้แปลกใจอยู่บ้างที่พวกนางต่างเห็นตรงกันให้มายังร้านแห่งนี้
เมื่อเข้ามาในร้านทั้งสามต่างตกเป็เป้าสายตาทันที หยางอี้ลอบถอนหายใจออกมาเขานั้นต้องคอยหลบเลี่ยงซูิแต่วันนี้ดันกลายเป็จุดเด่นเพราะสองสาวข้างกายแต่อย่างไรการเป็จุดเด่นก็ถือเป็เกราะป้องกันได้อย่างหนึ่งเช่นกันเพราะอย่างน้อยนักโทษแหกคุกเช่นมันคงไม่กล้าโจมตีท่ามกลางผู้คนมากมายเป็แน่ อีกทั้งสองสาวก็มิใช่บุคคลธรรมดาแม้จะมีตระกูลเจี่ยหนุนหลังก็คงมิง่ายนัก
หลังจากเข้ามาเสี่ยวเอ้อก็รีบวิ่งมาทันที มันมองดูหยางอี้แวบหนึ่งก็พลันตระหนักได้ทันทีการที่จะควงคุณหนูทั้งสองคนนี้มาได้ชายหนุ่มคนนี้มิใช่ธรรมดาเป็แน่ซึ่งตามจริงทุกคนแม้จะอิจฉาแต่ก็คิดเช่นเดียวกัน จึงไม่มีใครเข้ามาวุ่นวายกับเขา
“ คุณชายและคุณหนูทั้งสองรับอะไรดีขอรับ ” เสี่ยวเอ้อถามด้วยท่าทีนอบน้อมที่สุด
“ เอาของที่ดีที่สุดของร้านเ้ามา 5 อย่าง ” เป็เสี่ยวปิงกล่าวออกมา
“ขอรับคุณหนูเสี่ยว”
ทั้งสามนั่งรออาหารที่โต๊ะไม่นาน เสี่ยวเอ้อก็นำอาหารมาวาง การพูดพูดคุยนั้นเป็การถกเถียงกันของทั้งสองซะส่วนใหญ่แต่หลังจากนั้นไม่นานหยางอี้ก็พูดขึ้นมาด้วยเสียงแ่เบา
“ มีคนตามเรามา ” หยางอี้พูดจบก็ชำเรืองสายตาไปทางชายร่างใหญ่สองคนที่นั่งอยู่ตรงมุมของร้านเมื่อสองสาวเข้าใจหยางอี้ก็รีบเปลี่ยนเื่คุยทันทีตามจริงหยางอี้ไม่้าบอกทั้งคู่เพื่อที่จะได้ไม่มีพิรุธเพราะหวังจะให้ซูิปรากฏตัวออกมาแต่หากมีการลอบโจมตีเกิดขึ้นทั้งสองอาจเป็อันตรายได้หากไม่คอยระวังตัวไว้ดังนั้นหยางอี้จึงเตือนไว้ก่อนเพื่อให้ทั้งคู่ตื่นตัว
ที่มุมของร้านชายสองคนกำลังนั่งคุยกันอยู่พลางหันไปมองโต๊ะของหยางอี้เป็ระยะ
“อาจง เ้าจงเฝ้ามันไว้ข้าจะกลับไปรายงานนายน้อย ”
พูดจบหนึ่งในสองคนก็ลุกเดินออกจากร้านทันที
หลังออกจากร้านอาหารชายวัยกลางคนเร่งตรงกลับที่หมายทันทีเดินตามถนนได้ไม่นานมันก็มาถึงเบื้องหน้ามันเป็ตึกขนาดใหญ่ล้อมรอบไปด้วยกำแพงสีแดงประตูทางเข้าสูงกว่า4เมตรกว้าง3เมตร ที่ป้ายปรากฏตัวอักษร ‘ตระกูเจี่ย’เมื่อเข้ามาภายในตระกูลมีตึกน้อยใหญ่มากมาย มันเร่งเข้าไปยังตึกๆหนึ่งทันที
ที่ภายในตึกปรากฏเด็กหนุ่มคนหนึ่งอายุราว15ปี กำลังนั่งจิบชาอยู่ที่ด้านหลังมีสาวใช้สองนางหน้าตาหมดจดกำลังบีบนวดให้
“ นายข้อรับ ” ชายวัยกลางคนเอ่ยขึ้น
เมื่อเห็นชายวัยกลางคนเข้ามาผู้ถูกเรียกก็ขมวดคิ้วขึ้นแล้วกล่าวออกไป
“ เหตุใดเ้าจึงมาอยู่ที่นี่มิใช่ว่าข้าให้เ้าไปจับตาดูเ้านั่นมิใช่รึ? ”
“ เรียนนายน้อย ข้านั้นได้ไปตามที่ท่านสั่งแล้ว เ้าหนุ่มนั่นคือเ้าหยางอี้จริงๆขอรับแล้วที่สำคัญเอ่อ...”ชายวัยกลางคนกล่าวออกมาเมื่อชายหนุ่มได้ยินมันก็เร่งถามขึ้น
“ ที่สำคัญอันใด? จะอ้ำอึ้งทำไมเร่งกล่าวมา! ”
“ ตอนนี้เ้าหยางอี้มันอยู่ร้านอาหารแห่งหนึ่งขอรับ และมันมิได้มาคนเดียวแต่มันมาพร้อมกับคุณหนูเสี่ยวและคุณหนูเฟยขอรับ”
เพล้ง ! เสียงแก้วชากระแทกกับพื้นแตกออกเป็เสี่ยงๆ
“ บัดซบ! เ้าว่ายังไงนะ มันไปกับเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงงั้นรึ? ” ชายหนุ่มพลันหน้าตาปิดเบี้ยวมันกำหมัดแน่น ทำให้สาวรับใช้พลันหน้าซีดทันที หากนายน้อยผู้นี้โมโหขึ้นมาคงมิพ้นนางทั้งสองจะต้องเป็ที่ระบายอารมณ์ให้แก่มัน
“ ขอรับนายน้อยจะให้ทำอย่างไรต่อขอรับ ” ชายวัยกลางคนเร่งถามตัวมันก็้าออกจากที่นี่เช่นกันนายน้อยผู้นี้เอาแต่ใจอีกทั้งยังเป็บุตรคนโปรดของผู้นำตระกูลมันชอบข่มเหงคนอื่นเป็ประจำ
“ ฮึ่ม จับตาดูมันต่อไป ตอนนี้ท่านพ่อเตรียมการใกล้เสร็จแล้วข้ามิอยากทำให้เสียแผน ”เมื่อสงบอารมณ์ลงได้มันพลันกล่าวออกไปแต่ใบหน้ามันยังคงบิดเบี้ยวเช่นเดิม
“ ขอรับ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน” เมื่อกล่าวจบมันก็ออกจากตระกูลเพื่อไปสมทบกับอีนคนที่กำลังเฝ้าพวกหยางอี้อยู่
“ เ้าตัวบัดซบหยางอี้เ้าทำได้ดี! แม้เมื่อ 5ก่อนข้าจะไม่สามารถทำอันใดเ้าได้แต่อีกไม่นานข้าจะทำให้เ้าเสียใจที่ได้เกิดมา ฮ่าๆส่วนนางทั้งสองนั้นจะต้องเป็ของข้าเท่านั้น!”หลังจากกล่าวออกมามันก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
***
กลับมาที่ร้านอาหาร เมื่อเห็นหนึ่งในคนที่สะกดรอยตามมาออกไปหยางอี้ก็บอกกับทั้งสองสาวให้รีบกินและเร่งออกจากร้านอาหาร
“ ฮึ่ม ตอนนี้มันหายไปคนหนึ่งข้าคิดว่ามันต้องกลับไปเตรียมการบางอย่างทางที่ดีเราควรอยู่ในที่คนเยอะๆ เดี๋ยวออกจากที่นี่แล้วข้า้าไปซื้อหาเสบียงเสียหน่อยจากนั้นค่อยพาเ้าทั้งสองไปเดินเล่นในตลาด ตอนนี้ก็ทำเป็เฉยๆไปก่อน ”
หยางอี้กล่าวกับสองสาว ตอนนี้มันเริ่มไม่แน่ใจเท่าไหร่แล้วว่าจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่หากมันมาคนเดียวคงจะล่อเ้าพวกนั้นออกมาแล้วแต่ตอนนี้ความปลอดภัยของเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงต้องมาก่อน
“ อย่าให้ข้ารู้เชียวว่าพวกมันเป็ใครบังอาจมาทำลายวันแห่งความสุขของข้า ”เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมาอย่างอารมณ์เสีย
“ เพ่ยเพ่ย เ้าคิดว่าจะมีสักกี่คนที่กล้าทำแบบนี้กับเราสองคนล่ะ”ข้างๆนางเสี่ยวปิงกล่าวออกมาอย่างเฉยเมยทำให้เพ่ยเพ่ยพยักหน้ารับ
“ เ้าพวกตระกูลเจี่ยสินะ ”
“ ใช่! ข้าได้ยินท่านพ่อคุยกับท่านลุงมา ตอนนี้พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว”
หลังจากกล่าวจบสองสาวพลันตึงเครียดขึ้นมาเพราะรู้อยู่แล้วถึงความขัดแย้งภายในเมืองพยัคฆ์เมฆาแห่งนี้
“ เอาล่ะพวกเ้าไม่ต้องกังวลไปข้าไม่ยอมให้พวกมันทำอะไรพวกเ้าทั้งสองหรอก ไปกันเถอะ ”
หยางอี้กล่าวออกมาอย่างไม่ได้คิดอะไร อย่างไรทั้งสองเป็เหมือนน้องสาวของเขาจะให้ใครมาทำอันตรายได้อย่างไรแต่ดูเหมือนสองสาวจะไม่ได้คิดเช่นนั้นตอนนี้ทั้งเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิงต่างหน้าแดงแจ๋เป็ก้นลิงแล้วพลันกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกัก
" เ้าค่ะ ”
หลังออกจากร้านอาหารหยางอี้ก็มุ่งตรงไปซื้อหาเสบียงเก็บไว้ทันทีตามแผนที่วางไว้ หลังจากนี้เขาจะปิดด่านฝึกตนเพื่อไปให้ถึงก่อกำเนิดลมปราณขั้นที่5 เพราะหลังจากออกจากเมืองพยัคฆ์เมฆาหยางอี้ตั้งใจจะเข้าสู่ป่าดับดาราเผื่อฝึกฝนฝีมืออย่างจริงจังซึ่งเรียกได้ว่าหนักหนามิใช่น้อย
หลังจากซื้อของเสร็จทั้งสามก็มุ่งหน้าสู่ตลาดของเมืองตลาดของเมืองพยัคฆ์เมฆานั้นเป็ตลาดแผงลอยตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักของเมืองถนนหลักของเมืองนั้นกว้างกว่า10เมตร กินอาณาเขตกว่า1ส่วน4ของเมือง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย้าประดับไปด้วยโคมไฟหลากสีดูแล้วให้บรรยากาศคึกคักผู้คนมากมายต่างเดินจับจ่ายหาของที่้า
เดินมาได้ไม่นานทั้งสามก็มาหยุดที่ร้านเครื่องประดับ สองสาวต่างเลือกดูด้วยความสนใจอีกทั้งหยางอี้ยังบอกว่าจะซื้อให้คนละชิ้นยิ่งดีใจกันเข้าไปใหญ่ ส่วนตัวหยางอี้นั้นก็ลอบสังเกตผู้ที่ติดตามมาอยู่ตลอด อีกทั้งต้องคอยประเมินสถานการณ์โดยรอบด้วยเพราะอาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอะไรแล้วก็หันกลับมาหาเพ่ยเพ่ยและเสี่ยวปิง หลังเลือกได้ไม่นานทั้งสองสาวก็ได้กำไลหยกคนละชิ้นแล้วก็ยืนเถียงกันอีกตามประสา หยางอี้พลันกุมขมับแม้ตอนนี้ทั้งสองสาวไม่ถูกกันแต่เมื่อก่อนก็เป็เพื่อนสนิทกันชอบอะไรเหมือนๆกัน นั่นทำให้เกิดปัญหาอยู่เรื่อย
“ เ้าทั้งสองคนเลิกเถียงกันได้แล้วถือว่ากำไลหยกสองอันนี้เป็ของขวัญจากพี่ชายคนนี้ในภายหน้าพวกเ้าจะต้องขยันฝึกฝนอย่าได้หย่อนยาน เข้าใจไหม ”
หยางอี้เอ่ยออกมาก่อนจะหันไปหาพ่อค้าเพื่อจะจ่ายเงิน ทว่าเขาพลันเหลือบมองไปเห็นก้อนหินก้อนหนึ่งที่แม้ดูเหมือนหินแต่มันก็เป็สีดำดูชั่งประหลาดนักเขาลองเอื้อมมือไปจับมันขึ้นมา
วูบ!
เมื่อัักับหินดำก้อนนั้นมันพลันปล่อยมือทันที ‘ ทำไมตอนที่ข้าััมันที่รอยสักจึงร้อนขึ้นมา’
หยางอี้ตัดสินใจหยิบมันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้ได้มีอะไรเกิดขึ้นด้วยความแปลกใจมันเลยกล่าวถามออกไป
“ ท่านลุงหินก้อนนี้คืออะไรแล้วท่านได้มาจากไหน? ”
“ โอ้ เรียนคุณชาย ข้าก็มิรู้มันคือสิ่งใดมันเป็ของที่ท่านพ่อข้าได้มาตอนเดินทางไปยังจักรวรรดินภา์ ”
“โอ้ เป็เช่นนั้นรึ ” หยางอี้กล่าวออกมาพร้อมนึกย้อนกลับไปเมื่อตอนมุกมิติราชันย์ตื่นขึ้นมาเสียงลึกลับบอกไว้ว่าหา้าครึ่งหลังของวิชาก้าวย่างมายา์ให้เดินทางไปยังจักรวรรดินภา์เช่นกันหรือมันอาจจะมีสิ่งใดเกี่ยวข้อง?
“ ท่านพี่อยากได้หรือเ้าค่ะ ให้ข้ามอบเป็ของขวัญให้ท่านเอง ” เพ่ยเพ่ยกล่าวออกมา
“ ไม่เป็ไรเพ่ยเพ่ย ท่านลุงหินก้อนนี้กับกำไลหยกสองชิ้นราคาเท่าไหร่”
หยางอี้ถามออกมาในใจคิดว่ากำไลหยกสองชิ้นแม้จะสวยงามแต่ก็มิได้เป็สมบัติลมปราณแต่อย่างใดคงไม่เกิน500เหรียญทองแต่หินก้อนนี้ไม่รู้ว่าพ่อค้าจะรู้ถึงลมปราณภายในหินหรือไม่
“ เรียนคุณชาย กำไลหยกเดิมราคาอันละ500เหรียญทอง แต่หากเป็คุณหนูทั้งสองข้าคิดเพียงอันละ400เหรียญทอง...ส่วนหินดำก้อนนี้มันเป็ของสืบทอดมาจากท่านพ่อของข้าแม้ข้าจะไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดแต่ท่านพ่อก็ให้ข้าเก็บรักษาไว้อย่างดี หากไม่ขัดสนจริงๆข้าจะมินำมาขายเป็แน่ราคามันคือ...”
เมื่อได้ยินดังนั้นหยางอี้ขมวดคิ้วทันที
“ ราคาเท่าไหร่ท่านลุง ”
“ 20000ขอรับ ”
“ ท ทเท่าไหร่นะ? ”
“ 20000 ขอรับ!”
‘ บัดซบ ท่านพ่อข้าให้เงินมาเพียง10000 เท่านั้นจากการขายแกนธาตุอสูรได้มาอีก 17000 เหรียญทองเมื่อหักค่าใช้จ่ายไปข้าเหลือตอนนี้เพียง23000 ’
“ ไม่แพงไปหน่อยหรือท่านลุง?”
“ อ่า คุณชายนี่ข้าขายให้ถูกแล้ว หากข้าไม่เดือดร้อนคงไม่นำมันออกมาขาย”
“ ฮึ่ม 15000 ขายตกลงข้าจะซื้อมัน! ”
“ ไม่ได้จริงๆขอรับข้าลดให้ได้เพียง 19000 เท่านั้น ”
พ่อค้านั้นเริ่มลำบากใจตัวมันนั้น้าใช้เงินอย่างเร่งด่วนหากแต่ถ้าเกิดหยางอี้ไม่ซื้อตอนนี้ก็ไม่รู้จะมีผู้ใดมาซื้อหรือไม่เพราะมันเองก็ไม่รู้ว่าเ้าหินสิดำนี้ทำอะไรได้
“ท่านลุงข้าจ่ายไหวเพียง17000 เท่านั้นหากท่านไม่ขายก็ไม่เป็ไร”หยางอี้ยื่นคำขาดออกมาสองสาวเมื่อเห็นเช่นนั้นก็ได้แต่หัวเราะคิกคักกันใหญ่
ลังเลอยู่ครู่หนึ่งสุดท้ายพ่อค้าค้าก็ตกลงหยางอี้จึงจ่ายออกไป 17800เหรียญทองซึ่งนับว่ามากทีเดียวสำหรับเด็กหนุ่มที่ออกเดินทางเพียงลำพัง
“ เอาล่ะ...เรากลับกันเถอะวันนี้คงไม่มีเื่อะไรเกิดขึ้นแล้ว ”
ทั้งสามมุ่งหน้ากลับจวนแม่ทัพทันทีหยางอี้ยังคงไม่ลดการระวังตัวลงแต่เมื่อถึงถนนทางกลับจวนพวกคนที่แอบติดตามก็จากไปทันที
เมื่อกลับมาถึงจวนแม่ทัพเสี่ยวปิงก็แยกกลับไปส่วนหยางอี้ก็แยกกับเพ่ยเพ่ยเพราะมีเื่ต้องคุยกับเฟยหลงหลังจากนั้นไม่นานเขาก็มาถึงโถงจวนแม่ทัพ ซึ่งเฟยหลงกำลังนั่งตรวจตราเอกสารอยู่
“ ท่านลุง วันนี้มีคนแอบสะกดรอยตามพวกเรา ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟยหลงขมวดคิ้ว
“ หืม..ข้าไม่คิดว่ามันจะเริ่มเคลื่อนไหวเร็วเช่นนี้มีอะไรเกิดขึ้นหรือไม่?”
“ ข้าคิดว่ามันเพียงมาสังเกตการณ์มากกว่าหน้าจะยังมิลงมืออันใด ดูแล้วมันคงมีแผนที่กำลังรอดำเนินการอยู่เป็แน่”
“ ข้าและท่านเ้าเมืองก็คิดเช่นนั้น ตอนนี้เรายังทำอะไรมิได้มากทำได้เพียงเตรียมการรับมือให้ดีที่สุดหากเกิดอะไรขึ้นจะได้รับมือได้ทัน!”
“ อืม...หากเป็เช่นนั้นก็ดี ท่านลุงข้าจะปิดด่านฝึกตนสักพักหากมีเหตุอันใดท่านสามารถเรียกข้าได้ทุกเมื่อ”
“หืม...เ้าจะปิดด่าน ?ฮ่าๆคงมิใช่ว่า้าหนีจากแม่หนูสองคนนั่นหรอกนะ ”เฟยหลงหัวเราะออกมาส่วนหยางอี้ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆตอบกลับไป
“เื่นั้นก็มีส่วน แต่ข้า้าเตรียมพร้อมให้ดีที่สุดเพราะหลังออกจากเมืองพยัคฆ์เมฆาข้าจะเข้าสู่ป่าดับดารา”เมื่อได้ยินเฟยหลงพลันคิ้วกระตุกก่อนจะกล่าวเตือนออกมา
“หลานชายเ้าอย่าได้เร่งรีบเกินไปนักป่าดับดารานั้นไม่ใช่เื่ง่าย ที่นั่นเต็มไปด้วยสัตว์อสูรระดับสูงมากมายแม้ผู้มีปราณก่อตั้งจิตก็ยังมิใช่เื่ง่ายที่จะรอดกลับมาหากเข้าไปภายในนั้น!”
“ข้าเข้าใจท่านลุง หากไม่ไหวข้าจะเร่งถอยกลับมา”เหตุที่หยางอี้มั่นใจนั้นเพราะตอนนี้มันใกล้จะถึงขอบเขตขั้นที่สองของย่างก้าวมายา์แล้วหากไปถึงขั้นสองแม้จะสู้ไม่ได้แต่เขามั่นใจว่าจะหลบหนีได้ทัน
“ เฮ้อ เช่นนั้นเ้าก็ไปเถิดข้าจะสั่งห้ามไม่ให้แม่หนูทั้งสองไปรบกวนเ้า”
“ ขอบคุณท่านลุง เช่นนั้นข้าขอตัว ”
กล่าวจบหยางอี้ก็มุ่งหน้ากลับห้องทันทีเขานำหินดำออกมาตรวจสอบดูอีกครั้งแต่ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ
“เอาเถอะตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหมกมุ่นอยู่กับเ้านี่ข้าต้องเร่งเพิ่มพลังปราณเป็อันดับแรก...ดูแล้วอีกไม่นานคงมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเป็แน่!”
กล่าวจบหยางอี้นำดวงจิตอสูรของาาหมาป่าทมิฬออกมา และเริ่มดูดซับทันทีหลังจากดูดซับพลังไว้หมดแล้วหยางอี้ก็เริ่มโคจรลมปราณเพื่อเข้าสู่มิติพิเศษและย่อยพลังจากดวงจิตอสูรทันทีภายในมิติพิเศษนั้นเขานั่งโคจรลมปราณอย่างช้าๆแต่มั่นคงหมุนวนไปตามกระแสของร่างกายลมปราณเริ่มหมุนวนตามจุดชีพจรก่อนจะกลับเข้ามาสู่ตันเถียนของเขา
ด้านนอกมิติพิเศษนั้นร่างของชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่บนเตียงเข้าสู่สภาวะไร้สำนึกลมปราณธรรมชาติโดยรอบต่างถูกดูดเข้ามาอย่างรวดเร็วซึ่งหากมีใครมาเห็นจะต้องใเป็แน่การที่คนหนึ่งคนจะทำการบ่มเพราะพลังปราณจะต้องโคจรพลังไปทั่วร่างก่อนจะวนกลับมาสู่ตันเถียนและเมื่อพลังลมปราณในตันเถียนมีมากพอจนล้นทะลักมันจะถูกย่อยและบีบอัดจนเกิดเป็พลังปราณใหม่ที่เข้มข้นกว่าเดิมนั่นคือการก้าวข้ามระดับชั้น! ดังนั้นการโคจรลมปราณต้องเป็ไปอย่างช้าๆแต่ด้วยความเร็วของการโคจรลมปราณของหยางอี้ตอนนี้เร็วกว่าคนธรรมดาถึงสิบเท่า!
แต่ร่างกายของเขากลับมิได้รับการเสียหายแต่อย่างไร เพราะด้วยมุกมิติราชันที่อยู่ภายในร่างนั้นช่วยเร่งปฏิกิริยารับรู้ให้มากขึ้นซึ่งทำให้หยางอี้ที่อยู่ภายในมิติพิเศษนั้นยังคงรับรู้อย่างปกติแต่ภายนอกมุกมิติราชันนั้นจะบีบอัดข้อมูลทุกอย่างแล้วเป็ตัวเชื่อมส่งเข้ามาสู่ร่างกายของหยางอี้ที่ภายนอกนั่นเป็เหตุว่าถึงแม้เขาจะมิได้เข้าไปยังมิติพิเศษด้วยกายหยาบแต่กายหยาบก็ยังมีการพัฒนาขึ้นเช่นกัน!