ผ่านมาแล้วสองวันการทดสอบยังคงถูกระงับ ฮุ่ยิที่ว่างเอื้อมแตะแผลที่เท้าอย่างเบาๆเหมือนแผลจะดีขึ้นแล้วแต่ก็ยังมีอาการปวดเล็กน้อย ฮุ่ยิยันตัวลุกขึ้นจากที่นอนค่อยๆพยุงตัวเองออกมาจากห้อง จัดการใส่รองเท้าหยิบไม้ค้ำที่อ้ายฉิงทำไว้ให้เอามาค้ำยันตัวเอง เดินทอดน่องไปเรื่อยจนมาหยุดที่สวนหย่อมค่อยๆหย่อนตัวลงกับหิน ทอดสายตามองวิวรอบๆพลางเอื้อมมือหมายจับแมลงมาเล่นแก้เหงา อ้ายฉิงมิได้อยู่ดูแลเขาไปซื้อของที่ตลาดทำให้เหลือเพียงแค่ฮุ่ยิเพียงคนเดียว
ลมโชยเอื่อยพัดให้กิ่งไม้ไหวฮุ่ยิเงยหน้าแลดู พอไม่มีการทดสอบแบบนี้มันกลับทำให้เขาเหงาแบบแปลกๆมิใช่ว่าเขาชอบแต่มันกลายเป็ว่าเขาจะต้องมานอนเป็ผักโดยที่ไม่สามารถทำอะไรได้ ว่าแล้วก็ถอนหายใจไปหนึ่งทีด้วยความเบื่อแต่เหมือนจะเบื่อไม่ได้นานนักก็มีบุคคลไม่น่าคบหาปรากฏ
“หึ ช่างน่าสงสารเสียจริงเชียว เกิดเป็โอเมก้าไม่พอ ยังต้องมาโดนลอบฆ่าเสียอีก”
ฮุ่ยิเงยหน้ามองซูหนิงอีกฝ่ายยังคงถือพัดเหมือนเช่นเคย
“ดูเหมือนข่าวจะไวเสียเหลือเกิน”
“แน่นอน ข่าวใหญ่เช่นนี้ทุกคนในวังหลวงต่างก็ต้องรู้เห็นกันทั้งนั้น”
ฮุ่ยิมิได้ตอบไปเขาเลือกที่จะนั่งมองอีกคนอย่าเงียบๆ ไม่นานบุคคลใหม่ก็เข้ามาทั้งฮุ่ยิและซูหนิงต่างพากันหันไปมอง ฮุ่ยิจำได้ว่าเธอคือลี่อิง พระราชชายาของฮ่องเต้
“แหมๆ ดูพวกเ้าจะคุยกันสนุกเชียว ข้าขอร่วมวงด้วยได้หรือไม่”
“มิอาจขัดความ้าเพคะฝ่าา”
เป็ซูหนิงที่ตอบรับคำขอนั้น ลี่อิงเดินตรงมาที่ฮุ่ยินั่งอยู่ก่อนจะก้มมองแผลที่เท้าของเขาเล็กน้อย
“แผลของเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“ดีขึ้นแล้วเพคะ” ฮุ่ยิตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งเรียบ
“อย่างงั้นหรือ แต่ก็คงเจ็บอยู่สินะ”
ฮุ่ยิรู้สึกไม่ค่อยดีเหมือนตนจะถูกแกล้งขยับเท้าเข้ามาชิดหินให้อยู่ใต้ผ้าเพื่อป้องกันแต่ไมทันที่จะขยับเท้าลี่อิงขยับขาเหยียบเข้าที่เท้าของฮุ่ยิเต็มๆ
“อุ๊ยตายแล้ว”
“มีอะไรหรือเพคะฝ่าา”
“เหมือนข้าจะเหยียบอะไรไม่รู้ มันนูนๆแปลกๆ”
ลี่อิงแสดงละครและซูหนิงก็เล่นตามน้ำ ฮุ่ยิกำไม้ในมือแน่นด้วยความเจ็บจนเข้าไม่สามารถที่จะเอ่ยร้องออกมา เท้าของลี่อิงบิดขยี้เท้าของเขาอยู่ไม่นานเธอก็เอามันออกไป
“ตายแล้ว เป็เท้าของฮุ่ยิเองรึ ข้าขอโทษข้ามิได้ตั้งใจ”
ฮุ่ยิกำไม้แน่นเขารู้ว่าตัวเองไม่สามารถเอาคืนอีกฝ่ายได้เพราะด้วยสถานะที่แตกต่างกัน หางตาเหลือบเห็นซูหนิงที่ยืนยิ้มเยาะด้วยความสะใจอยู่ไม่ไกล เสียงหัวเราะของคนพวกนั้นดังขึ้นผสานกันพวกนางไม่ต่างอะไรกับตัวร้ายที่พยายามทำลายคนอื่นเพียงเพราะความสนุก
เหมือน์จะสงสารผลพลัมบนต้นตกใส่หัวของลี่อิง ต่างคนต่างแตกตื่นเหล่านางกำนัลรีบพากันวิ่งกรูมาหานางด้วยความใยังไม่ทันที่ลี่อิงจะเอ่ยโทษฮุ่ยิเสียงของอีกบุคคลเอ่ยขึ้นอยู่ไม่ไกล
“อ่าว ฝ่าาท่านยืนอยู่ที่ตรงนั้นด้วยรึ โทษทีพอดีข้าไม่เห็น”
ซิงเยียนที่ยืนอยู่ฝั่งขวามือในมือของเขามีธนูอยู่ก่อนจะเดินมาสมทบตรงที่พวกเขาอยู่ ความเงียบเข้าปกคลุมทุกสายตาจับจ้องไปที่ซิงเยียน คนตัวสูงหันมามองฮุ่ยิก่อนจะวางมือลงบนหัวแล้วโยกเบาๆ
“เ้านี่ดื้อไม่เปลี่ยนเลย”
ฮุ่ยิมิได้เอ่ยแต่เพียงปัดมืออีกคนออก
“ท่านซิงเยียน ทำไมท่านมาอยู่ที่ตรงนี้ได้” ลี่อิงเอ่ยถาม
“แล้วทำไมข้าจะมาอยู่ที่ตรงนี้ไม่ได้ล่ะ ที่ตรงนี้มันถูกจำกัดรึว่าข้าห้ามเข้า”
ไม่มีใครตอบทุกคนต่างเงียบ ซิงเยียนหันมาหาฮุ่ยิก่อนจะดึงแขนให้อีกคนลุกขึ้น ฮุ่ยิเงยหน้ามองอีกคนแต่ด้วยแรงที่น้อยกว่าเขาจึงลุกตาม อีกย่างเขาเองก็ไม่อยากอยู่ ณ จุดนี้ด้วย
“ท่านจะพาเขาไปที่ใด” เป็ลี่อิงที่เอ่ยถามอีกครั้งซิงเยียนหันมองพลางเลิกคิ้วเป็การถาม
“แล้วมันเกี่ยอะไรกับเ้า”
“คือ…”
ซิงเยียนไม่รอให้ลี่อิงตอบพยุงฮุ่ยิเดินออกจากตรงนั้นโดยมีสายหลายสายตาจ้องมอง เมื่อทั้งคู่เดินออกพ้นสวนหย่อมจนมาถึงประตูฝั่งตะวันตกฮุ่ยิเอ่ยถามอีกคนด้วยความสงสัย
“เ้าจะพาข้าไปที่ใดรึ”
“โดนซ้ำแผลนาดนี้คงพาเ้าหนีเที่ยวกระมั้ง”
ฮุ่ยิได้คำตอบถึงกับเบ้ปากเพราะอีกคนดันตอบกวนประสาท
“ข้าก็แค่จะพาเ้าไปหายาดี”
“ยาดี ที่หมอหลวงก็มีมิใช่รึ”
“ไม่ มันอยู่นอกวังหลวงต่างหาก เ้าจะไปกับหรือไม่”
ฮุ่ยิมองอีกคนพลางคิด หากเขาอยู่ที่วังหลวงวันนี้กลับไปก็คงต้องโดนแกล้งอีกแน่แต่หากไปกับซิงเยียนเขาอาจจะไม่โกหกก็ได้
“ข้าตกลง”
“หึ”
ฮุ่ยิลงจากม้าโดยมีซิงเยียนคอยรับอยู่ด้านล่าง ทันทีที่เท้าแตะพื้นเขาหยุดมองสิ่งที่อยู่ตรงหน้า บ้านไม้หลังเก่าที่รอบด้านมีแต่เพียงเพียงนาและป่า ซิงเยียนเดินก่อนจะเอื้อมเปิดประตูไม้บานนั้น
“ข้าบอกแล้วไงว่าให้เคาะประตูก่อน”
เสียงจากด้านในเอ่ยดังมาจนถึงด้านนอก ฮุ่ยิชะเง้อมองเดินตามซิงเยียนเข้าไปด้านใน สายตากวาดมองโดยรอบเหมือนจะไม่ค่อยมีของอะไรมากมีเพียงแค่ภาพวาดสองสามภาพที่ติดตามผนัง เดินผ่านไปห้องหนึ่งเหลือบเห็นด้านใน ภายในห้องนั้นมีแต่โอ่งยาเต็มไปหมด
“สอดส่องบ้านคนอื่นแบบนั้นมันเสียมารยามนะ”
เสียงทุ้มของหญิงชราทำเอาฮุ่ยิสะดุ้ง ตรงทางเดินมีหญิงชราผู้หนึ่งยืนข้างซิงเยียนนางอยู่ในชุดกระโปรงยาวสีน้ำตาล ผมของนางยาวเหยียดจนเกือบจะถึงพื้น ฮุ่ยิก้มขอโทษเล็กน้อยก่อนจะพยุงตัวเองให้เดินเข้าไปด้านในสุด เดินตามไปเรื่อยๆรู้เหมือนว่าที่นี่จะใหญ่พอสมควร เดินกันจนมาถึงห้องหนึ่งอยู่ด้านในสุดของตัวบ้าน หญิงชราเดินนำเข้าไปฮุ่ยิเดินตาม ภายในห้องมีเพียงเสื่อหนึ่งผืน เตาผิงไฟและโอ่งยาจำนวนหนึ่ง
“เ้าไปนั่งที่เสื่อนั่นแล้วยืดขาออก”
ฮุ่ยิพยักหน้าก่อนจะทำตามคำสั่งของหญิงชรา ฮุ่ยิค่อยๆยืดขาจนสุดแต่ด้วยความเจ็บจึงหลุดร้องออกมาเล็กน้อย หญิงชราหย่อนตัวนั่งตรงที่เท้าของเขาก่อนจะเอื้อมจับเท้าของเขาพลิกไปมา หญิงชราจัดการดึงผ้าที่พันออกจนหมดเผยให้เห็นรอยแผลและรอยช้ำ นางหยิบโอ่งข้างตัวมาวางก่อนจะล้วงหยิบบางอย่างจากในนั้น ใบไม้สีเขียวเข้มที่ถูกหมักดองแปะลงบนขาตามด้วยน้ำบางอย่างที่เหนียวหนืดสีเขียว
“ซี๊ด”
ทันทีที่ทุกอย่างััลงที่แผลความแสบก็พุ่งแล่นปรี๊ด ฮุ่ยิแต่ได้กำกระโปรงแน่นด้วยความเจ็บ
“เ้ากินนี่ซะ”
ฮุ่ยิมองสิ่งที่หญิงชรายื่นให้เขา ก้อนกลมๆสีดำเหมือนจะเป็หินแห้งแต่ก็ไม่ใช่ เขารับมาก่อนจะเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“มันคืออะไร”
“ยาเก้ออี้ กินซะ มันจะช่วยให้แผลเ้าหายเร็วขึ้น”
เมื่อหญิงชราเอ่ยเช่นนั้นมันก็คงจะมีแต่ต้องกิน ฮุ่ยิดมมันไปนิดแค่นี้ก็ได้กลิ่นฉุนแล้ว กลั้นหายใจแล้วเอาเข้าปากเคี้ยว ทันทีที่ก้อนนั่นแตกออกความขมก็ออกมาทันที ฮุ่ยิเบ้หน้าสุดซิงเยียนที่ยืนมองอยู่ไม่ไกลถึงกับหลุดขำออกมา
“เ้านี่ตลกใช่ย่อยนะเนี่ย”
“ขม แอ่ก”
ซิงเยียนยื่นน้ำเปล่าให้อีกคนเมื่อเห็นว่าน่าทรมานกับยาขมนั่นเอามาก ฮุ่ยิรับน้ำมาก่อนจะยกซดกลืนลงคอไป เสร็จสรรพวางถ้วยลงข้างตัวหญิงชรายื่นถุงบางอย่างมาให้เขาสามสี่ถุง ฮุ่ยิรับมันมาก่อนจะเปิดออกเป็สมุนไพรจำนวนหนึ่งและยาก้อนที่เขากินไปเมื่อครู่
“ก่อนเ้าเข้านอน เ้าจะต้องนำสมุนไพรพวกนี้แปะที่แผลของเ้า และก็กินยาที่ข้าให้วันละก้อน กินจนกว่ามันจะหมด แม้แผลจะหายเ้าก้ต้องกิน”
“ข้าเข้าใจแล้ว”ฮุ่ยิพยักหน้าตอบ
“และอีกสิ่งสำคัญ นี่เป็ผงวิเศษทที่จะช่วยให้เ้าปลอดภัยจากคนที่ไม่หวังดี”
ฮุ่ยิรับถุงมาก่อนจะเปิดดูมันเป็ผงสีดำกลิ่นของมันรุนแรงมากเรียกว่าแทบจะแสบจมุกเสียด้วยซ้ำ
“สิ่งนี้ให้ข้าทำไมหรือ”
“ต่อไปนี้เ้าจะต้องพบเจอกับความวุ่นวายอีกมาก เก็บมันไว้กับตัวซะ ดีกว่าไม่มีสิ่งป้องกันเลย”
“ขอบคุณท่านมาก”
เสร็จสรรพกล่าวขอบคุณก่อนจะเดินออกมาจากที่นั่น ฮุ่ยิขึ้นขี่ม้าโดยมีซิงเยียนเป็คนอุ้มเขาขึ้น อีกคนลากม้าเดินไปตามทาง
“ซิงเยียน วันนี้ข้าขอบคุณเ้ามากนะ ข้าได้เ้าช่วยเอาไว้หลายครั้งเลย”
“ข้าต้องดีใจใช่หรือไม่ที่เ้าอุตส่าห์ขอบคุณข้า”
“คงงั้น”
“มันเป็หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว”
ฮู่ยิขมวดคิ้ว ทำไมหน้าที่นี้ต้องเป็ซิงเยียน
“เ้าหมายความว่ายังไง”
“เ้าอยากรู้รึ”
“ใช่”
“ข้าไม่บอกหรอก”
อ่าว ฮุ่ยิคิ้วขมวดก่อนจะเอื้อมมือตีไหล่คนที่อยู่ด้านล่างด้วยความหมั่นไส้
“เ้านี่”
“ฮ่าๆๆๆๆๆ เ้ารู้แค่ว่า ณ เวลานี้มันเป็หน้าที่ของข้าที่ต้องคอยดูแลเ้าก็พอ”
ซิงเยียนเอ่ยพลางทอดมองไปตามทางด้านหน้า มือของเขายังคงกุมเชือกคุมม้าเอาไว้เพื่อไม่ให้หลุดออกจากมือ
“เพราะหากเ้านั่นกลับมา หน้าที่ข้าคงหมดลง”
ฮุ่ยิเบ้ปากมองซิงเยียนด้วยความไม่เข้าใจ แต่ช่างเถอะ ในเมื่อไม่รู้ความหมายที่เขาพูดก็เลือกที่จะปล่อย ตามทางลาดลมเอื่อยพัดโชยให้เห็นคนบนหลังม้าทอดสายตายาวไปด้านหน้าพลางคิดถึงอีกคนปลายๆ
หากคนที่ช่วยเป็อีกคน เขาคงจะรู้สึกดีกว่านี้