ตอนที่24 ตระกูลคีตุส
“พวกเราเป็หนี้บุญคุณท่านแล้วท่านหลิวเย่” ชายชราไพรแอมบอกกับหลิวเย่ด้วยความสำนึกในบุญคุณ
“ข้าสัญญาว่าจะอยู่ร่วมกับเผ่ามาร์คัสด้วยความสงบสุข”ชายชราเอห้าสิบหกยืนยันกับหลิวเย่
นั่นเป็เพราะว่าหลิวเย่พูดย้ำอยู่เสมอเื่สันติสุขระหว่างสองเผ่า
“ขอบคุณข้าไปแล้ว” หลิวเย่พยักหน้าขอบคุณและตัดใจหันหลังบินตรงไปยังป่าพิศวงทันที
ใช้เวลาแค่ครึ่งชั่วโมงในการบินมาถึงป่าพิศวง
หลิวเย่หยุดยืนอยู่บริเวณชายป่าที่มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นเต็มไปหมดเหมือนป่าดงดิบที่ไม่มีผู้คนเข้ามารบกวนเป็เวลานาน
เขาใช้ัั์สำรวจโดยรอบและพบสิ่งที่น่าสนใจซึ่งอยู่ใกล้กับใจกลางป่าพิศวงแห่งนี้
นั่นคือซากปรักหักพังของอาคารที่มีลักษณะเหมือนบ้านโดมในโลกรกร้างที่หลิวเย่เคยพบมาก่อน
“แปลกจริงๆที่มีบ้านลักษณะนี้อยู่ในกลางป่า”
ด้วยความอยากรู้และสงสัยของหลิวเย่
ทำให้เขาบินตรงเข้าไปยังบ้านโดมแห่งนั้นทันทีเมื่อเห็นว่าไม่มีความผิดปกติใดๆ
ความจริงแล้วมีสัตว์ประหลาดทรงพลังที่แข็งแกร่งมากกว่าหลิวเย่จนทำให้เขาไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติได้
แต่โชคดีที่มันหลับอยู่ซึ่งบริเวณที่มันนอนหลับนั้นอยู่ใต้บ้านโดมพอดี
ทันใดนั้นัั์ของหลิวเย่ตรวจพบพลังผันผวนอันแข็งแกร่งจากใต้บ้านโดม
“โอ๊ะ! มีอะไรอยู่ที่นี่? ทำไมก่อนหน้านั้นฉันไม่พบพลังที่แข็งแกร่งแบบนี้?”
หลิวเย่อุทานด้วยความตื่นใพลางหวาดกลัวพลังที่แข็งแกร่งนั้น
แต่เมื่อเขาสำรวจอย่างละเอียดพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกแต่ไม่กล้าประมาท
นั่นเป็เพราะว่าลักษณะพลังที่ผันผวนนั้นมาจากสัตว์ประหลาดบางอย่างที่แข็งแกร่งแต่อยู่ในภาวะจำศีลอยู่
ซึ่งเขาไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไรและจะตื่นเวลาใด?
เนื่องจากเขาไม่กล้าใช้ัั์สำรวจลึกลงไปใต้ดินเพราะกลัวว่าจะไปปลุกมันเข้าโดยบังเอิญ
ทำให้หลิวเย่เหินตัวลงจอดอย่างนุ่มนวลพลางเดินสำรวจอย่างเงียบเชียบในบริเวณบ้านโดมนั้นด้วยความสนใจ
เมื่อเข้าไปในตัวบ้านสายตาของเขาเหลือบมองเห็นลวดลายบนพื้นบ้าน
ซึ่งพื้นเป็เหมือนแผ่นหินเรียบขนาดใหญ่จัดเรียงตัวเป็ลวดลายแปลกตา
แต่ทว่าเขาเห็นลวดลายหนึ่งอยู่ในตำแหน่งตรงกับกลางห้องซึ่งเป็จุดกึ่งกลางของโดมพอดี
ลวดลายนั้นมีลักษณะแปดเหลี่ยมคล้ายกับลักษณะของอัสนีแปดพิเคราะห์โดยบังเอิญ
“แปลกจริงๆขนาดของมันพอเหมาะพอดีกับอัสนีแปดพิเคราะห์ที่ฉันมีอยู่พอดี”
หลิวเย่สงสัยใคร่รู้จึงหยิบอัสนีแปดพิเคราะห์ออกมาจากมิติพื้นที่โดยตรง
ซึ่งเขาพบว่าเต่านิรันดร์ยังคงหลับอุตุอย่างมีความสุขโดยมีของเล่นของมันหลับบนกระดองไปด้วยกัน
ทำให้เขาส่ายหัวให้อย่างยอมจำนนกับอาการง่วงนอนของมัน“หลับเข้าไป แล้วจะตื่นตอนไหนล่ะทีนี้?”
เขาปล่อยวางเื่ของเต่านิรันดร์ไว้ชั่วคราวแล้วนำอัสนีแปดพิเคราะห์ออกมา
จากนั้นนำอัสนีแปดพิเคราะห์ขนาดเล็กนั้นไปวางบนลวดลายบนพื้น
ปรากฏว่าทันที่อัสนีแปดพิเคราะห์วางบนลวดลายแปดเหลี่ยมบนพื้นแล้ว
มันพลันส่องแสงวูบวาบและกระพริบเป็จังหวะเหมือนกับจังหวะกระพริบวาบของพิกัดบนท้องแขนหลิวเย่
“หือมันพร้อมเดินทางแล้วหรือ?” หลิวเย่อุทานด้วยความประหลาดใจ
เขาเปิดดูแขนซ้ายซึ่งเป็ตำแหน่งพิกัดเทเลพอร์ตของตนเอง
เมื่อเหลือบมองแสงกระพริบวาบบนอัสนีแปดพิเคราะห์ทำให้เขาได้ข้อสรุปคร่าวๆในใจถึงความเป็ไปได้
นั่นคืออัสนีแปดพิเคราะห์ได้เชื่อมโยงกับเทเลพอร์ตของเขาและพร้อมที่จะพาเขาหายไปยังพิกัดถัดไปในทันที
ทันใดนั้นสัตว์ประหลาดที่หลับใหลอยู่พลันตื่นขึ้นมา
เนื่องจากมันถูกสัญญาณเริ่มทำงานของอัสนีแปดพิเคราะห์รบกวนเข้า
“โฮก!” เสียงคำรามดังสนั่นก้องป่าพิศวง
หลิวเย่ตื่นตะลึงตัวแข็งทื่อที่พบว่าตนเองปลุกสัตว์ประหลาดที่แข็งแกร่งเข้าโดยไม่รู้ตัว
เขาไม่มีเวลาเก็บอัสนีแปดพิเคราะห์แต่รีบเปิดใช้เทเลพอร์ตด้วยความตื่นตระหนกอย่างรวดเร็วและหวาดกลัว
“ขวับ!” “แว็บ!”
ทันทีที่พิกัดเทเลพอร์ตเปิดใช้งานพร้อมๆกับที่อัสนีแปดพิเคราะห์ถูกผสานรวมเข้ากับเทเลพอร์ตของเขาโดยตรง
มือสัตว์ประหลาดโผล่ขึ้นมาเหนือพื้นและคว้าเอาตัวหลิวเย่ในทันที
แต่ทว่ามันคว้าได้แค่อากาศเพราะตัวหลิวเย่หายไปพร้อมๆกับที่มือมันโผล่ขึ้นมา
“โฮก! ใครบังอาจมาปลุกข้าในเวลานี้?”
กิเลนไฟส่งเสียงคำรามด้วยความหงุดหงิดใจพลางพ่นไฟออกมาเผาต้นไม้รอบบ้านด้วยความโมโห
..........
“แว็บ”
หลิวเย่ลืมตาขึ้นมาและพบว่าตนเองอยู่บนหลังคาของตึกเก่าร้างสูงสิบชั้นแห่งหนึ่ง
เขาเหลียวมองรอบตัวด้วยความตื่นใกับโลกที่แปลกประหลาดนี้
ภาพที่หลิวเย่มองเห็น้าท้องฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยยานอวกาศบินไปมาบนเส้นทางอากาศ
โดยมีตึกสูงและอาคารน้อยใหญ่จำนวนมากบนเกาะลอยขนาดใหญ่ที่แบ่งแยกชัดเจนกับพื้นดินเบื้องล่าง
มียานรบขนาดเล็กบินตรวจตราบนท้องฟ้าซึ่งเป็เสมือนเขตแดนแบ่งกั้นเกาะลอยกับพื้นดินอยู่เป็จำนวนมาก
ซึ่งมีการยิงยานโดยสารขนาดเล็กที่พยายามลักลอบขึ้นไปบนเกาะลอยนั้นเป็ระยะ
“เอ๊ะ! ที่มันดาวเคราะห์อะไรกันแน่? ทำไมเป็แบบนี้?”
เขาพึมพำด้วยความสงสัยระคนแปลกใจ
โชคดีที่ตำแหน่งของหลิวเย่โผล่มานั้นเป็จุดอับสายตาของผู้คนจึงไม่มีใครสนใจเขา
เขาตรวจสอบพิกัดบนแขนซ้ายทันทีและพบว่ามีระยะเวลาบัฟเฟอร์5 วัน
แต่หลิวเย่ประหลาดใจที่พบว่ามีรูปแปดเหลี่ยมปรากฏขึ้นบนแขนซ้ายติดกับรูปสัญลักษณ์ของเทเลพอร์ต
“เอ๊ะ! หรือว่าอัสนีแปดพิเคราะห์จะผสานเข้ากับเทเลพอร์ตแล้ว?”
เขาคิดด้วยความสงสัยและหาคำตอบโดยการสำรวจในมิติพื้นที่ของตนเอง
กลายเป็ว่าในมิติพื้นที่ไม่มีอัสนีแปดพิเคราะห์อีกต่อไป
ทำให้หลิวเย่สรุปตามข้อสันนิษฐานเบื้องต้นของตนเอง“ก็ดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาหยิบออกมาใช้”
เขาคิดเข้าข้างตนเองอย่างเป็ธรรมชาติ
จากนั้นหยิบเอาฮัทมาตรวจสอบดาวเคราะห์นี้ทันที
ปรากฏว่าข้อมูลของฮัทระบุชัดเจนจนทำให้หลิวเย่เกิดความหวาดกลัวเล็กน้อยนั่นคือ
“ดาวเคราะห์ซัมเวิร์สถูกทำลายและควบคุมโดยสมาพันธ์แห่งดวงดาวั้แ่ปีจักรวาลที่ 10 ประชาชนที่สวามิภักดิ์ต่อสมา
พันธ์แห่งดวงดาวจะได้รับคัดเลือกตามความสามารถเพื่อทำงานและมีชีวิตสุขสบายบนอาณาจักรนภา”
“ส่วนผู้ที่ขัดขืนจะถูกทำลายทิ้งผู้ที่ยอมจำนนแต่ไม่มีความสามารถหรือทรัพยากรเพื่อแลกเปลี่ยนสถานะ จะต้องอยู่ใน
พื้นที่โคลนตลอดไปจนกว่าจะมีทรัพยากรแลกเปลี่ยนหรือมีพลังพิเศษซึ่งต้องได้รับการตรวจรับรองปีละครั้งจึงจะมีสิทธิไป
อยู่อาณาจักรนภาได้”
“ระดับความแข็งแกร่งของผู้คนในอาณาจักรนภาแข็งแกร่งที่สุดขอบเขตแกนเทพระดับสูงสุด 1 คนเป็ผู้นำอาณาจักรนภา
ขอบเขตแกนเทพระดับต้น-กลาง-ปลาย50 คน ขอบเขตแกน์ 500 คน ขอบเขตแกนทองคำ 20,000 คน ขอบเขต
แกนเสมือน 300,000คน”
“พื้นที่โคลนมีประชากรราว3,000,000 คน แข็งแกร่งขอบเขตสร้างฐานราก 200,000 คน ที่เหลือไม่มีพลังพิเศษ”
เขาคิดอย่างกังวลใจเพราะผู้นำอาณาจักรนภามีความแข็งแกร่งมากกว่าตนเองในเวลานี้
ความจริงแล้วเขาไม่้าเรียกความสนใจจากผู้คนบนอาณาจักรนภา
เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงคือการไปช่วยเหลืออาจารย์ของตนเอง
ดังนั้นหลิวเย่จึงให้ฮัทสำรวจและสรุปข้อมูลตามที่เขาเคยเห็นภาพนิมิตจากไข่มุกเหยียนเจียง
ปรากฏว่ามีดาวเคราะห์ที่มีสัญลักษณ์นางฟ้าปีกหักและพวกโน๊ชอยู่ทั้งหมด3 ดวง นั่นคือ
หนึ่ง ดาวหิมะ จักรวาลที่58
สอง ดาวเมฆาจักรวาลที่ 112
สาม ดาวทะเลทรายจักรวาลที่ 76
“พิกัดที่โผล่ขึ้นมาใหม่ก็ไม่รู้จะพาไปที่ดาวดวงไหนนี่สิ?”
หลิวเย่กังวลใจเมื่อพบว่าไม่สามารถกำหนดพิกัดล่วงหน้าได้เองนอกจากพิกัดที่ผ่านมา
ซึ่งเป็สถานที่ที่เขาสามารถหายตัวกลับไปมาได้เท่านั้นโดยในตอนนี้มีแค่ดาวคนแคระกับที่นี่
ส่วนดาวเคราะห์ซอมบี้นั้น
เขาไม่คิดจะหวนกลับไปอีกเป็อันขาด
เพราะที่ดาวดวงนั้นเขาไม่สามารถใช้พลังปราณได้เต็มที่ซึ่งเสี่ยงอันตรายมากเกินไป
“คงต้องหาพิกัดของดาวเคราะห์พวกนี้ที่แน่นอนแล้วลองใช้อัสนีแปดพิเคราะห์เดินทางไป”
เขาวางแผนคร่าวๆในการเดินทางไปยังดาวเคราะห์ทั้งสามดวงเพื่อไปช่วยอาจารย์
เนื่องจากฮัทมีข้อจำกัดซึ่งเขารับรู้ข้อมูลมาจากแกรี่7 นั่นคือ มันถูกล็อคเื่พิกัดของดาวแต่ละดวงไว้
การปลดล็อคต้องทำโดยคนของสมาพันธ์แห่งดวงดาวที่มีความรู้ด้านนี้เท่านั้น
ดังนั้นเขาจึงใช้งานของฮัทได้แค่บางอย่าง
หลิวเย่ใช้ัั์สำรวจพื้นด้านล่างพบว่ามีแต่ผู้คนเหมือนขอทานและใช้รถยนต์รุ่นเก่าสมัยโบราณ
มีแต่ซากปรักหักพังและผู้คนอดอยากที่เหมือนขอทานเพราะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าขาดวิ่นสกปรก
หลิวเย่ครุ่นคิดในใจและประมวลข้อมูลที่เคยรับรู้มาจากหลายทาง
ไม่ว่าจะเป็แกรี่7 จากดาวขยะ
เคิร์กและบิชอฟผู้เป็ตัวแทนของตระกูลคีตุส
ตระกูลแวมไพร์ของดยุคฮานซ์ที่5
หรือแม้แต่คนรับใช้ของตระกูลคีตุสที่หลิวเย่เคยพบและพูดคุยด้วยนั่นคือ ประธานสมาคมนักศิลปะต่อสู้นานาชาติ
“ฉันคิดว่าหากมีทายาทของตระกูลคีตุสหลงเหลืออยู่พวกเขาจะต้องแอบซ่อนอยู่กับพวกโคลนอย่างแน่นอน”
หลิวเย่คิดด้วยความมั่นใจ
เนื่องจากตระกูลคีตุสไม่ได้สวามิภักดิ์ต่อสมาพันธ์แห่งดวงดาว
ดังนั้นความน่าจะเป็ของตระกูลนี้ควรจะแฝงตัวอยู่กับพวกโคลนที่อาศัยอยู่เบื้องล่างอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นมีเศษยานโดยสารถูกยิงร่วงหล่นลงมาใกล้กับอาคารร้างที่หลิวเย่กำลังยืนครุ่นคิดอยู่
“ตู้ม!” เสียงะเิดังสนั่นเมื่อยานโดยสารลำเล็กตกกระทบพื้นดิน
“บนนั้นดูทันสมัยและน่าสะดวกสบายจนมีบางคนอยากเปลี่ยนสถานะและไปใช้ชีวิตบนนั้นล่ะสิ”
หลิวเย่คิดตามความเป็จริงจากที่เขามองเห็น
เพราะสภาพแวดล้อมความทันสมัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ัั์ของเขาสามารถตรวจสอบได้
พบว่าในอาณาจักรนภาที่มองเห็นเป็เกาะลอยฟ้าอยู่นั้น
เป็เหมือนโลกแห่งอนาคตที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและแสนสะดวกสบาย
แตกต่างจากพื้นดินที่บ้านก็เก่าและทรุดโทรมยิ่งกว่าสลัมอาหารก็สกปรกและหายาก ผู้คนอดอยากมีให้เห็นทั่วไป
ซ้ำร้ายขอทานยังมีเป็จำนวนมากและเดินขวักไขว่เต็มท้องถนน
“ผู้คนเผ่าดั้งเดิมเป็แบบนี้แล้วน่าเห็นใจจริงๆ”หลิวเย่พึมพำด้วยความรู้สึกหลากหลาย
เขาตัดสินใจใช้ทักษะล่องหนและบินสำรวจหากลุ่มคนที่น่าจะเป็ทายาทตระกูลคีตุส
เพื่อหาพิกัดของดาวเคราะห์ทั้งสามดวงหรือวิธีปลดล็อคการใช้งานของฮัทพิเศษที่การทำงานบางอย่างถูกปิดกั้นไว้
โชคดีที่บนดาวซัมเวิร์สนี้มีพลังฉีบางเบาเหมือนโลกเดิมของเขาซึ่งช่วยให้ใช้พลังปราณได้ระดับหนึ่ง
ระหว่างที่เขาบินสำรวจพร้อมกับพรางตัวด้วยการล่องหนอยู่นั้น
หลิวเย่เหลือบมองเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งวิ่งหนีเ้าหน้าที่แต่งเครื่องแบบคล้ายทหารหรือตำรวจจำนวนสิบกว่าคน
ซึ่งทุกคนถืออาวุธเป็ปืนเลเซอร์และไล่ยิงอย่างจริงจัง
เป็ลักษณะการยิงเพื่อกำจัดทิ้งโดยตรง
ทำให้เขาสนใจกลุ่มคนที่มีอยู่หกคนซึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างรวดเร็ว
หลิวเย่เห็นว่าเ้าหน้าที่ทั้งสิบสองคนนั้นมีความแข็งแกร่งแค่ขอบเขตแกนทองคำระดับต้น
เขาจึงช่วยเหลือโดยการโบกมือส่งมีดบินพลังปราณตรงเข้าสังหารเ้าหน้าที่ทั้งหมดนั้นทันที“ฟิ้วๆๆๆๆ”
เ้าหน้าที่ทั้งสิบสองคนล้มลงตายในทันทีโดยไม่มีโอกาสส่งเสียงร้องแม้แต่คำเดียว
“นายน้อยพวกมันตายหมดแล้ว” เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นขณะวิ่งตามหลังชายหนุ่มท่าทางเหมือนหัวหน้ากลุ่ม
“หือ จริงหรือ?”
อลาสตอร์หยุดวิ่งและหันกลับไปมองพลางตื่นใที่พบว่าผู้คุมกฎทั้งหลายนอนตายบนพื้นทั้งหมด
“ใครกันที่ช่วยฉันไว้?” อลาสตอร์พูดพึมพำเบาๆกับตัวเองด้วยความสงสัย
“พวกเราเอาไงต่อดีนายน้อย?” ชายหนุ่มที่เหลือวิ่งมารวมกลุ่มกับอลาสตอร์โดยตรงพลางถามด้วยความแปลกใจ
พวกเขาทั้งหลายไม่คิดว่าจะมีคนใจดีมาช่วยเหลือท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้
“กลับฐานก่อนแล้วค่อยปรึกษากับท่านปู่อีกที”อลาสตอร์ตัดสินใจบอกกับลูกน้องทั้งหมดของตนเองโดยตรง
“ตกลง” ชายฉกรรจ์ทั้งห้าคนพยักหน้าตอบรับ
จากนั้นอลาสตอร์และลูกน้องวิ่งหลบเข้าไปในอาคารเก่าร้างซึ่งเป็ซากปรักหักพังหลังหนึ่ง
หลิวเย่บินติดตามไปห่างๆด้วยความสนใจ
ทันใดนั้นเขาเหลือบมองเห็นห้องโถงกว้างและมีห้องย่อยเล็กๆอีกมากมายซุกซ่อนอยู่ใต้อาคารเก่าร้างนั้น
เป็เหมือนแหล่งกบดานขนาดใหญ่ที่มีการใช้เทคโนโลยีบางอย่างอำพรางทางเข้าและเหนืออาคาร
จนทำให้พวกอาณาจักรนภาไม่สามารถตรวจพบความผิดปกติของพื้นที่ชุมชนขนาดใหญ่ใต้อาคารเก่านี้ได้
หลิวเย่เหินตัวลงจอดและฝ่าด่านที่ปิดกั้นเข้าไปได้อย่างง่ายดายด้วยการร่ายเวทมนตร์หนึ่ง
แต่ปรากฏว่าเขาคิดง่ายดายเกินไป
เพราะทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในพื้นที่ใต้ดินนั้น
พลันมีผู้คนกลุ่มหนึ่งราว20 คนถือปืนเลเซอร์พุ่งเข้ามาล้อมรอบตัวเขาไว้อย่างกึ่งเกรงกลัวกึ่งแค้นเคือง
นั่นเป็เพราะว่าหลิวเย่แข็งแกร่งกว่าพวกเขาทั้งหลายนั่นเอง
“ท่านเป็ใคร? มาจากที่ไหน?”เสียงแหบต่ำของชายชราดังขึ้นอีกทางหนึ่ง
แอทลาส เป็ผู้นำกลุ่มผู้รอดชีวิตซึ่งเป็ปู่ของอลาสตอร์เด็กหนุ่มหัวหน้ากลุ่มที่หลิวเย่ช่วยเหลือไว้
“ผมอุตส่าห์ช่วยน้องชายคนนี้ไว้แต่พวกคุณต้อนรับผมอย่างนี้น่ะหรือ?”
หลิวเย่ตอบกลับอย่างผ่อนคลายพร้อมกับชี้นิ้วตรงเข้าใส่อลาสตอร์โดยตรง
“จริงหรือ?” แอทลาสหันหน้าไปถามหลานชายที่ยืนอยู่ข้างตนเองด้วยความสงสัย
“ผมไม่แน่ใจครับถ้าเมื่อกี้เป็คุณที่ช่วยไว้จริงๆ ผมขอบคุณ แต่คุณลอบติดตามผมมามีจุดประสงค์อะไร?”
อลาสตอร์ตอบปู่ตนเองและถามหลิวเย่ด้วยความแปลกใจ
“ผมแค่ผ่านมาและจะผ่านไปเท่านั้นเอง”หลิวเย่ตอบกลับพลางกวาดสายตามองรอบๆด้วยความสนใจ