แต่เื่ราวยังไม่จบแค่นั้น ดวงตาของกวานจื่อเซิงกะพริบช้า ๆ ก่อนเอ่ยประโยคที่หนักยิ่งกว่าเดิม
“และตอนที่มารดาข้าเข้าวัง…นางไม่ได้มาตัวเปล่า”
ซูเซิ่นอี้รีบยกมือขึ้นปิดหู ราวกับไม่อยากได้ยินประโยคต่อไป
กวานซูเหยียนอาศัยความรู้จากการที่อ่านนิยายมาหลายเื่ นางเดาได้ในทันทีว่ากวานจื่อเซิงจะกล่าวสิ่งใดต่อ แม้จะรู้ว่าในนิยายโลกใบนี้ป่าเถื่อน แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีเื่ดิบเถื่อนระดับนี้!
“ถูกแล้ว…ข้าน่ะไม่ใช่พระโอรสของฮ่องเต้หรอก ข้าเป็ลูกติดท้องของมารดาข้าเอง”
ทุกคนอึ้งจนพูดไม่ออก
กวานจื่อเซิงโน้มตัวพิงเสาไม้ของศาลาอย่างสบาย ๆ เหมือนเล่าเื่ชีวิตของคนอื่น
“เสด็จพ่อรู้ทุกอย่าง แต่มารดาข้างดงามจนพระองค์หลง และพระองค์ก็ไม่อยากกำจัดนาง เพื่อปิดบังเื่นี้ไว้เขาจึงปล่อยให้ข้าเกิดมา”
เขาชี้เป้ากางเกงของตนแล้วพูดต่อด้วยเสียงเย็นเยียบ แต่กลับไม่มีแววเศร้า
“ส่วนลับของข้าที่ถูกตัด…ก็ไม่ได้มาจากอุบัติเหตุอะไรหรอก แต่เป็เพราะเสด็จพ่อไม่อยากให้ราชวงศ์แปดเปื้อนด้วยสายเือื่นต่างหาก”
น้ำเสียงนั้นราบเรียบราวกับพูดถึงสภาพอากาศ ไม่ใช่โชคชะตาที่ถูกพรากศักดิ์ศรีความเป็บุรุษไปั้แ่เด็ก
ศาลาร้างมีแค่เสียงลมกรรโชกพัดผ่าน ไม่มีใครกล้าขยับ แต่กวานจื่อเซิงกลับหัวเราะ
“แต่ก็นับว่าโชคดีแล้วล่ะ! ถึงจะเสียดายที่ไม่มีส่วนนั้น แต่ข้าได้ใช้ชีวิตในฐานะองค์ชาย มีบ่าวไพร่คอยรับใช้ อาหารก็กินดีทุกวัน ดีกว่าต้องเกิดในหอนางโลมเป็หมื่นเท่า!”
กวานซูเหยียนได้แต่กลืนน้ำลายลงคอไปช้าๆ ไม่รู้ว่าตนกำลังคุยกับคนประเภทไหนกันแน่! ที่สามารถเล่าเื่ที่โหดร้ายที่สุดในชีวิตตนเองให้กลายเป็เื่ขำขันไปเฉยเลย!
นางเริ่มกวาดสายตามองคนทั้งสามทีละคนแล้วมาหยุดที่เมิ่งหรู
นางย่นคิ้ว “ถ้าอย่างนั้น… ตอนนี้ข้าอยู่กับหมอเก๊ องค์ชายเก๊ แล้วเ้าเล่า เมิ่งหรู… เ้าเป็ตัวจริงหรือไม่?”
คำถามตกลงมาเหมือนคนโยนก้อนหินใส่สระน้ำ แต่แทนที่เมิ่งหรูจะใหน้าเสีย หรือรีบแก้ต่างให้ตัวเอง นางกลับยืนกอดอกแล้วหรี่ตามองฮูหยินของนางอย่างคาดคั้นเต็มที่
“บ่าวเป็ตัวจริงแน่นอนเ้าค่ะ! ท่านต่างหาก…เป็ตัวจริงหรือตัวปลอมกันแน่?”
กวานซูเหยียนสะดุ้งวาบเหมือนมีคนกระชากผ้าปูเตียงออกตอนเช้าตรู่
เมิ่งหรูไม่รอให้นางตั้งสติด้วยซ้ำ
“บ่าวรับใช้ฮูหยินมาั้แ่แปดขวบนะเ้าคะ ตื่นด้วยกัน หลับด้วยกัน ถูกท่านดุ ถูกท่านใช้งานจนปางตาย บ่าวจะไม่รู้เลยหรือเ้าคะว่าฮูหยินไม่เหมือนคนเดิม?”
คำว่าไม่เหมือนคนเดิมยิงเข้าใส่กวานซูเหยียนเต็มหน้า ทำเอานางใจหายวาบ แต่ต้องรีบเก็บอาการให้ไวที่สุด
นางยกนิ้วขึ้นจิ้มหน้าผากเมิ่งหรู “เพ้อเจ้อ! ข้าจะเป็ใครได้อีกเล่า ข้าก็คือข้านี่แหละ! เราสองคนตัวติดกันตลอดเวลา มีตอนไหนที่ข้าคลาดไปจากสายตาเ้าบ้างล่ะ!”
เมิ่งหรูยังไม่เชื่อเต็มร้อย แต่กวานซูเหยียนไม่ปล่อยให้นางจับผิดนาน
“ข้าแค่…ปลงกับชีวิตก็เท่านั้น อยากทิ้งองค์หญิงกวานซูเหยียนคนเดิมที่ไร้สาระและโง่เขลาไปเสียที ข้าไม่ใช่องค์หญิงแล้วเข้าใจหรือไม่?”
เมิ่งหรูก้มหน้าลง รู้สึกสงสารนายหญิงจับใจ เป็ใครก็คงทำใจไม่ได้ ที่อยู่ดีๆ ก็ต้องมาลำบากอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ทั้งยังต้องตกเป็ภรรยาของศัตรูอีก ที่นายหญิงเปลี่ยนไปก็คงด้วยสาเหตุนี้เป็แน่!
นางยืดตัวตรงพลัน “บ่าวไม่มีความลับใดที่ต้องเปิดเผยเ้าค่ะ"
กวานซูเหยียนถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ว่ากันตามจริงตัวนางก็เป็ของเก๊เช่นกัน อย่างน้อยก็มีเมิ่งหรูคนหนึ่งที่เป็ของจริงในกลุ่ม ไม่ใช่มีแต่พวกของเก๊ยกแผง!!
"ว่าแต่..ฮูหยิน…จะบอกเื่นั้นกับพวกเขาหรือไม่เ้าคะ?”
กวานซูเหยียนยังไม่ทันตอบ เสียงหัวเราะเบา ๆ ของกวานจื่อเซิงก็ดังขึ้นก่อน
“ข้ารู้อยู่แล้ว น้องสาวข้าต้องปิดบังอะไรบางอย่างไว้แน่” เขาเลิกคิ้ว รอยยิ้มเ้าเล่ห์ประดับใบหน้า “ดีเลย…ข้าจะได้มีเื่เอาไว้ล้อคืนเ้าบ้าง หลังจากเ้ากลั่นแกล้งข้ามาั้แ่เด็ก”
ซูเซิ่นอี้กะพริบตาปริบ ๆ เหมือนกำลังกลัวว่าความลับนี้จะทำให้เขาถูกลากไปตายด้วย
กวานจื่อเซิงเท้าคางรอฟังท่าทางนึกสนุกราวกับกำลังรอเื่เล่าเผ็ด ๆ
แต่สิ่งที่กวานซูเหยียนทำกลับไม่ใช่คำพูดใด ๆ นางหยิบเหรียญทองคำอันหนึ่งออกมา
กวานจื่อเซิงหรี่ตาน้อย ๆ สีหน้าผิดหวังอย่างหนัก “อ้อ…เ้ามีทองนี่เอง แต่แค่นี้จะพอซื้อที่ดินกับสร้างเรือนหรือ?”
“เมิ่งหรู ไปหยิบซาลาเปามาให้ข้า” กวานซูเหยียนพูดแทรก
เมิ่งหรูรับคำ แล้ววิ่งไปที่เกวียนก่อนกลับมาพร้อมถุงผ้าใส่ซาลาเปาร้อน ๆ ส่งให้หญิงสาว
กวานซูเหยียนรับถุงซาลาเปามาถือไว้ในมือ…แล้ววางมันลงบนเหรียญทองคำเล็ก ๆ ทั้งถุง!
แล้วทันใดนั้นก็มีแสงสว่างจางๆ วาบขึ้น เหรียญทองเล็ก ๆ ขยายตัวใหญ่ขึ้นจากนั้นก็มีถุงซาลาเปาเพิ่มขึ้นอีกถุงหนึ่ง!
ซูเซิ่นอี้สูดหายใจดังเฮือก แล้วถอยหลังไปสามก้าว
กวานจื่อเซิงยื่นมือไปเปิดถุงซาลาเปาทั้งสองออก ในนั้นมีซาลาเปาจำนวนเท่ากันถุงละสิบลูก
“นี่มัน…เหรียญนี้เพิ่มจำนวนสิ่งของได้?” เขากระซิบราวกับเกรงว่าผีจะได้ยิน
"ที่แท้เ้าก็โง่ไม่ต่างจากข้า! เหตุใดไม่เอาเงินที่เ้ามีอยู่วางลงบนเหรียญเล่า!”
“ไม่ได้” กวานซูเหยียนตอบเรียบ ๆ “เงิน ทับทิม หรือทองคำก็เพิ่มไม่ได้เช่นกัน”
กวานจื่อเซิงเบ้ปากอย่างไม่ได้ดังใจ
“ข้าเคยใช้มันและทำเื่ผิดพลาดมาแล้ว ดังนั้นเราจะใช้เหรียญทองนี่เพิ่มเฉพาะอาหารและของใช้ที่จำเป็เท่านั้น และเมื่อถึงเมืองเป่ย ถ้าเราหาเงินได้เองเมื่อใดก็ไม่ควรใช้มันพร่ำเพรื่อให้เป็ภัยกับตัว” นางเตือน
กวานจื่อเซิงแม้จะยังทำหน้าบึ้งเพราะเสียดายที่เพิ่มเงินไม่ได้ แต่ก็ยกมือขึ้นอย่างจำยอม
“เอาเถอะ..ของนั่นอย่างไรก็เป็ของเ้า เ้าว่าอย่างไรข้าก็จะทำตามนั้น”
เมื่อเห็นทั้งสามยอมรับฟังโดยดี กวานซูเหยียนจึงผ่อนลมหายใจเบา ๆ
“ในเมื่อเราไม่มีความลับต่อกันอีกแล้ว จากนี้ไปก็จงอยู่เคียงข้างกัน ปกป้องและดูแลกัน แล้วก้าวเดินต่อไปด้วยกันนะ”
…
หลังจากออกจากศาลาร้าง ทั้งสี่ก็กลับขึ้นเกวียน ใช้เวลา่บ่ายแล่นผ่านทุ่งหญ้ากว้างไกลที่มีสายลมพัดเย็นสบาย ระหว่างทางพวกเขาก็จะหยุดให้วัวได้พักเหนื่อยเป็ระยะ และใช้เหรียญทองคำเพิ่มเสบียงอาหารออกมาให้พอกินได้ทั้งวัน
และเมื่อมีอาหารพอเพียง กวานซูเหยียนจึงยอมผ่อนปรนให้ใช้เงินจ่ายค่าห้องพักบ้างทุกสี่ห้าวัน เพื่อจะได้อาบน้ำอุ่น เปลี่ยนเสื้อผ้า และพักผ่อนบนฟูกนุ่มแทนการนอนบนพื้นดินแข็ง ๆ
ในเช้าวันหนึ่งหลังจากที่ทุกคนเดินทางออกจากเมืองหลวงมาได้สองเดือน พวกเขาก็ได้หยุดพักที่โรงเตี๊ยมเล็กๆ ระหว่างทางและกำลังจะออกเดินทางต่อ
เมิ่งหรูประคองกวานซูเหยียนก้าวลงจากบันไดอย่างระมัดระวัง เพราะ่หลังมานี้นายหญิงของนางเดินเชื่องช้าลงและมักจะมีอาการเวียนหัวอยู่บ่อยครั้ง
แต่คนที่สังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาวมากที่สุดกลับเป็กวานจื่อเซิง
เขายืนกอดอกพิงเกวียน มองน้องสาวั้แ่นางเดินออกมา จนนางขึ้นนั่งบนเกวียนไปแล้วเขาก็ยังคงมองไม่เลิก สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัยปนหงุดหงิด เหมือนคนที่รู้ว่าอีกฝ่ายปิดบังอะไรบางอย่างไว้แต่ยังจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน
จนในที่สุด เขาก็เป็ฝ่ายทนไม่ไหว
“เซิ่นอี้ หยุดเกวียน!”
ซูเซิ่นอี้สะดุ้งโหยง รีบดึงเชือกบังคับวัวให้หยุดกลางทางฝุ่นแดง กวานซูเหยียนที่นั่งอยู่ด้านในสะดุ้งตาม หันมองพี่ชายด้วยความประหลาดใจ
“พี่ห้า แถวนี้ไม่มีป่าให้ท่านไปถ่ายทุกข์ได้หรอกนะ อดทนให้ถึงชายป่าข้างหน้าหน่อยเถิด อย่าให้มันอุจาดตานัก!” นางส่งเสียงตำหนิ
ชายหนุ่มะโลงจากเกวียนแล้วผลักศีรษะน้องสาวเบาๆ “ข้าไม่ได้ไส้ตรงเหมือนเซิ่นอี้สักหน่อย ที่ต้องยอมอดข้าวอดน้ำเพราะกลัวจะหาที่ปลดทุกข์ไม่ได้”
ใบหน้าชราของซูเซิ่นอี้เปลี่ยนสีเป็แดงเข้มในทันที แม้ว่าตนจะถูกพาดพิงอย่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่ก็ต้องยอมรับว่านั่นเป็ความจริง ทุกครั้งที่เขากินหรือดื่มอะไรเข้าปากไป เพียงครู่เดียวก็จะนั่งไม่ติดต้องรีบหาที่หาทางเพื่อจะขับถ่าย
ไม่คิดว่ากวานจื่อเซิงจะสังเกตกระทั่งเื่ปากเื่ก้นของผู้อื่น!