บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXช่างตีเหล็กฝีมือดี แซนด์คอฟ
หนึ่งรองเท้าหนังสีน้ำตาล และหนึ่งรองเท้าเกราะหนาทมิฬก้าวเดินเคียงข้างกันไปตามถนนยามเย็นที่มีประชากรเดินสัญจรกันไปมา ทันใดนั้นสายตาของทุกคนบนท้องถนนพลันจ้องมองมายังผม และเซเลสทีนเป็นตาเดียวกัน แม้จะมีคนมองมาที่เอลฟ์สาวอยู่บ้าง แต่สายตาส่วนใหญ่มักจะจับจ้องมาที่ผมเสียมากกว่า
อย่างที่คาดไว้ ต่อให้เป็นต่างโลกก็ตาม แต่คนสวมชุดเกราะเต็มตัวคงจะดูเป็นของแปลกตาสินะ
กระนั้นก็ยังมีคนสวมชุดเกราะกระจายอยู่ตามถนนบ้างเหมือนกัน แต่สาเหตุที่ผมดูโดดเด่นคงเป็นเพราะว่าชุดเกราะมันดูแปลกประหลาด แถมยังแบกดาบยักษ์สีดำไว้บนบ่าอีกต่างหาก ต่างจากชุดเกราะสีเงินทั่วไปที่เป็นแผ่นเหล็กป้องกันเพียงจุดสำคัญเท่านั้น
"ดูเหมือนว่าพวกเราจะเป็นที่สนใจพอสมควรนะ"
ผมว่าพลางมองผู้คนโดยรอบที่ต่างพากันแหวกทางให้ผมได้เดินสะดวก คำพูดนั้นส่งให้เอลฟ์สาวข้างกายต้องคลี่ยิ้มบางหัวเราะออกมาเล็กน้อย
"ท่านอาทัสต่างหากที่โดดเด่นเกินไป ไม่มีคนปกติธรรมดาสวมชุดเกราะหนักเต็มยศเดินไปมาบนถนนหรอกนะคะ และที่สำคัญ ดาบของท่านมันใหญ่เสียขนาดนั้น จะเป็นที่สนใจก็ไม่แปลก"
"งั้นเหรอ"
ผมกล่าวรับคำอธิบายของเธอพลางเกาแก้มตัวเอง พวกเราเดินไปตามริมถนนกว้างประมาณ 5 เมตรสักพัก ก่อนที่เซเลสทีนจะเดินนำมาหยุดอยู่หน้าทางเข้าอาคารหลังหนึ่ง
"ถึงแล้วค่ะ ท่านอาทัส ที่พักราคาประหยัด และน่าเชื่อถือตามที่ท่านต้องการ"
นางกล่าวพร้อมกับผายมือไปยังทางเข้าประตูโรงแรมที่เปิดอ้าซ่าตลอดเวลา ผมหยุดมองพิจารณาอาคารที่พักตรงหน้าอย่างละเอียด อาคารค่อนข้างสูงทำจากไม้ เหนือประตูทางเข้ามีป้ายรูปเตียงนอนคู่กับแก้วเบียร์ติดโชว์หราไว้อยู่ เมื่อมองขึ้นไปก็จะเห็นหน้าต่างหลายบานเปิดอ้าทิ้งไว้ แต่บางบานก็ปิดสนิทไม่สามารถมองเห็นข้างใน
ก่อนจะทำอะไรในเมืองก็ต้องหาที่พักเอาไว้สำหรับซุกหัวนอนก่อนน่ะนะ ถึงแม้ว่าผมไม่จำเป็นต้องนอนก็ตาม แต่การเดินเตร็ดเตร่ไปมาภายในเมืองตลอดทั้งคืน มันก็ดูเหมือนคนน่าสงสัยเกินไปหน่อย
ผมตัดสินใจก้าวเท้าเดินเข้าไป พร้อมกับเซเลสทีนที่เดินตามหลังมาด้วย เผยให้เห็นโต๊ะ และเก้าอี้ไม้วางอยู่ตามพื้นอย่างเป็นระเบียบ มีผู้คนจับกลุ่มอยู่ตามโต๊ะแต่ละตัวประมาณ 5-6 กลุ่ม บ้างก็เป็นกลุ่มคนสวมชุดเกราะหนัง บ้างก็เป็นกลุ่มคนสวมเสื้อผ้าธรรมดา กระนั้นพวกเขาก็ไม่ได้มีจุดเด่นเหมือนกับผมที่สวมชุดเกราะสีดำสนิทปิดบังทั้งตัว ซึ่งเหลือเพียงแค่ศีรษะอันเปิดโล่งเท่านั้น
ทุกสายตาภายในชั้นหนึ่งของโรงแรมพลันหันขวับมามองผมเป็นตาเดียวกัน ด้วยความรู้สึกสนอกสนใจ เล่นทำเอาผมเกือบผงะไปเลยทีเดียว ก่อนจะมีร่างของชายวัยกลางคนเดินออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ วิ่งตรงเข้ามาหาผมด้วยดวงตาอันเบิกกว้าง
"ท่านอัศวิน! ท่านมีธุระอันใดถึงได้มาเยือนโรงแรมอันแสนซอมซ่อของข้างั้นหรือขอรับ?"
"ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแค่ต้องการจะเช่าห้องพักสักห้องหนึ่งเท่านั้น"
"เอ๋!? ท่านจะมาพักหรือขอรับ? โรงแรมของข้าเนี่ยนะ!?"
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของโรงแรมถึงกับแสดงความรู้สึกประหลาดใจอย่างปกปิดไม่มิด เขาพูดออกมาด้วยน้ำเสียงสูงตรงท้ายประโยคเล็กน้อย สภาพของผมดูยังไงก็เหมือนอัศวินจริง ๆ นั่นแหละ
ผมพยักหน้าแสดงท่าทียืนยันตามที่เขาว่าด้วยสีหน้าเคร่งขรึมหนักแน่น ส่งให้เจ้าของโรงแรมต้องส่งกุญแจห้องพักให้ด้วยมืออันสั่นเทาเล็กน้อย
"นี่ขอรับ ค่าที่พัก 1 คืน เท่ากับ 1 เหรียญเงินขอรับ"
ผมพยักหน้ารับรู้พลางเอื้อมมือไปหยิบถุงเงินมาเปิดดู ก่อนจะหยิบเหรียญสีเงิน 5 เหรียญออกมายื่นให้แก่เจ้าของโรงแรมพลางรับกุญแจมา
"ว่าแต่มีบริการอาหารเย็นให้ด้วยหรือไม่?"
"ม-- มีขอรับ! ราคาอาหารเย็น 5 เหรียญทองแดงต่อมื้อขอรับ"
"งั้นรึ ถ้าเช่นนั้น เดี๋ยวข้ากลับมา"
ผมพยักหน้ารับคำกล่าวของเจ้าของโรงแรม ก่อนจะเก๊กหล่อหันหลังสะบัดผ้าคลุมสีโลหิตให้โบกสะบัด แล้วเดินออกไปนอกโรงแรมด้วยทวงท่าสุดเท่ สาเหตุที่ผมทำแบบนี้เพราะว่าคาแรกเตอร์ของอาทัสมันจะต้องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว...
...ผมล้อเล่นครับ มันคือความจูนิเบียวส่วนตัวของผมล้วน ๆ ต่างหาก
"ไม่ทราบว่าท่านอาทัสจะไปที่ไหนต่อหรือคะ?"
เซเลสทีนไม่แม้แต่จะสนใจท่าทางของผมเมื่อครู่ นางหันมากล่าวถามด้วยรอยยิ้มประจำตัว ความโล่งอกพลันบังเกิดที่อย่างน้อยแม่สาวเอลฟ์คนงามก็ไม่ได้สังเกตเห็น
"อืม... เจ้าช่วยพาข้าไปหาร้านที่ขายของจำพวกของใช้จำเป็นสำหรับการเดินทางได้หรือไม่?"
ผมยกมือสวมเกราะขึ้นลูบคางที่มีเคราขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะบอกเป้าหมายถัดไป สำหรับผมถ้าหากต้องเดินทางตัวเปล่าโดยมีเพียงแค่ดาบคู่ใจคงจะไม่พอ ไหนจะสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปตามแต่ละพื้นที่อีก การพกสิ่งของที่เป็นประโยชน์เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระก็เป็นความคิดที่ไม่เลว
"รับทราบค่ะ"
เอลฟ์สาวรับคำด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินนำผมไปตามทางถนนที่มีผู้คนสัญจรไปมา บางครั้งก็แวะดูสินค้าตามซุ้มริมถนน หรือไม่ก็ซื้อเนื้อย่างเสียบไม้มาทานเล่นบ้าง เซเลสทีนที่เห็นผมซื้อเนื้อย่างมากิน นางเองก็ซื้อมากินด้วยเช่นกัน
"เผอิญข้าไม่ได้ทานอะไรมาตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วน่ะค่ะ ขอเสียมารยาทนะคะ"
"เชิญตามสบายเลย"
เหมือนกับมาเดทเลยแฮะ... สำหรับชายวัยกลางคนอย่างผมที่ไม่เคยมีแฟนมาก่อน การได้มาเดินเที่ยวกับสาวงามเช่นนี้ มันทำให้ผมรู้สึกกระชุ่มกระชวยอย่างบอกไม่ถูก
เดินไปกินไปอยู่สักพัก พวกเราก็มาหยุดยืนอยู่หน้าร้านที่สร้างขึ้นมาจากไม้ เมื่อมองลอดเข้าไปในประตูก็พบกับสิ่งของต่าง ๆ มากมายวางอยู่ตามชั้นวางไม้
"ที่นี่มีชื่อว่า 'ร้านขายของจิปาถะสไตล์ดอนนี่' ร้านนี้จะขายจำพวกของใช้ทั่วไปสำหรับนักผจญภัยโดยเฉพาะค่ะ"
เซเลสทีนแนะนำร้านตรงหน้าให้ผมรู้จักพลางเดินนำเข้าไป เมื่อเดินเข้าไปในร้านแล้ว คำแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมเลยคือคำว่า 'รก' สิ่งของมากมายวางระเกะระกะไปหมด อย่างน้อยทางเดินเพื่อตรงไปยังเคาน์เตอร์ก็ยังเปิดโล่งอยู่
"ท่านดอนนี่อยู่มั้ยคะ?"
เอลฟ์สาวเอ่ยเรียกชื่อเจ้าของร้านเสียงสูงหวานใส ก่อนจะมีเสียงเนือย ๆ ขานรับดังกลับมาจากหลังเคาน์เตอร์
"หืม? นึกว่าใครที่ไหน ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง"
ใบหน้าของชายหนุ่มผู้มีสีหน้าอันมืดมนโผล่พ้นออกมาจากหลังเคาน์เตอร์ พลางอ้าปากหาวหวอดกว้างเสียจนเห็นลิ้นไก่ ก่อนจะยันตัวลุกขึ้นมายืนเต็มความสูงพร้อมกับเกาศรีษะตัวเอง
"แล้ว? เจ้ามีธุระอันใดงั้นรึ"
เขายักไหล่กล่าวด้วยสีหน้าอันง่วงงุนพลางชำเลืองมามองมาที่ผมเป็นระยะ ๆ
"ข้าไม่ได้มีธุระอันใดกับท่านหรอก หากแต่เป็นท่านอาทัสต่างหาก"
เซเลสทีนโบกมือปฏิเสธด้วยรอยยิ้มบาง ก่อนจะหลบฉากผายมือมาทางผมที่ยืนแบกดาบยักษ์สีดำอยู่ข้างหลัง เห็นแบบนั้นผมจึงก้าวเดินผ่านร่างของเอลฟ์สาวไปหยุดอยู่หน้าเคาน์เตอร์
"ข้าต้องการกระเป๋าสะพายข้าง และอุปกรณ์สำหรับการเดินทางไกล เจ้าพอจะจัดหาให้ข้าได้หรือไม่?"
"อ๋อ... ได้สิท่านอัศวิน รอสักครู่นะ"
เจ้าของร้านนิ่งอึ้งไปสักพักก่อนจะเริ่มตอบสนองต่อคำพูดของผม เขาเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์ไปค้นของตามชั้นวางไม้ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับหอบข้าวของพะรุงพะรังมาวางไว้บนเคาน์เตอร์
"กระเป๋าใบนี่น่าจะเหมาะกับท่านนะ ลองสวมดูสิ"
เจ้าของร้านหยิบกระเป๋าสะพายขึ้นมายื่นส่งให้ ผมจึงรับมันมาพิจารณาดูก็พบว่านอกจากจะสามารถสะพายไหล่ได้แล้ว ตัวกระเป๋ายังมีสายรัดที่สามารถมัดติดรอบเอวเพื่อไม่ให้กระเป๋าไปขัดขวางการเคลื่อนไหวอีกด้วย
"ส่วนนี่ก็อุปกรณ์ดำรงชีพสำหรับนักผจญภัย มีทั้งเต็นท์ผ้าอย่างง่าย หินติดไฟ มีดพก ผ้าพันแผล แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อ เชือก ผ้าปูพื้น ถุงหนังสำหรับใส่น้ำ เข็มทิศ คบเพลิง ผ้าห่มขนสัตว์ และอุปกรณ์ประกอบอาหารพื้นฐาน หากขาดเกินอะไรก็บอกข้าได้"
ดอนนี่ผายมือไปยังอุปกรณ์ต่าง ๆ บนเคาน์เตาร์พลางกล่าวไล่ชื่ออุปกรณ์ทุกชิ้นบนโต๊ะ แล้วปล่อยให้ผมพิจารณาของแต่ละชิ้น ก่อนที่ผมจะตัดสินใจตัดหินติดไฟ ผ้าพันแผล และแอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อออกไป
สำหรับหินติดไฟแล้วผมก็แค่ใช้ประกายสายฟ้าบนฝ่ามือก็สามารถจุดไฟได้แล้ว และอุปกรณ์รักษามันไม่จำเป็นสำหรับผม เพียงแค่ใช้เวทมนตร์ฮีลก็สามารถรักษาได้ทุกอาการ ผมเชื่อว่าต่อให้จะบาดเจ็บเจียนตายมากเพียงใด ก็สามารถรักษาได้หมดขอแค่มี MP มากพอ
จากนั้นก็ทำการจ่ายเงินไปเป็นจำนวน 1 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 4 เหรียญทองแดง ก่อนที่ผมจะจัดการสะพายกระเป๋าแล้วยัดถุงเงิน เชือก มีดพก ถุงหนังสำหรับใส่น้ำ เข็มทิศ และคบเพลิงลงไป
ส่วนของที่เหลืออย่างเต็นท์ผ้าอย่างง่าย ผ้าปูพื้น ผ้าห่มขนสัตว์ และอุปกรณ์ประกอบอาหารพื้นฐาน ด้วยความที่มันมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะใส่ลงในกระเป๋าสะพายได้ เจ้าของร้านจึงใส่พวกมันลงไปในถุงหนัง แล้วมัดให้แน่นยื่นส่งมาให้ผม
"ถุงหนังอันนี้ข้ายกให้ท่านฟรี ๆ ละกัน ถือว่าเป็นการซื้อใจลูกค้าเผื่อกลับมาใช้บริการใหม่"
"ขอบใจนะ"
ผมรับถุงหนังมาด้วยมือซ้าย พลางกล่าวขอบคุณต่อหัวการค้าของเจ้าของร้านคนนี้ ก่อนที่เราจะขอตัวลาเดินออกมาจากร้านด้วยสภาพข้าวของพะรุงพะรังเล็กน้อย
"เซเลสทีน เจ้าพอจะทราบว่ามีร้านของช่างตีเหล็กฝีมือดีในเมืองนี้หรือไม่?"
ผมเหลือบมองแบล็ค เกรทซอร์ดบนบ่าครู่หนึ่ง ฉับพลันนั้นก็นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ ก่อนจะหันไปกล่าวถามเอลฟ์สาวที่ยืนอยู่ด้านข้าง
"ในเมืองปราการซาดีนแห่งนี้ก็มีร้านของช่างตีเหล็กฝีมือดีอยู่หลายคนนะคะ แต่ถ้าให้ข้าแนะนำจริง ๆ ก็ต้องเป็นร้านของลุงแซนด์ค่ะ ในความคิดของข้าเขาน่าจะเป็นคนแคระที่มีฝีมือในการตีเหล็กที่ดีที่สุดแล้ว"
"งั้นรึ ถ้ายังไงเจ้าก็ช่วยนำทางข้าไปหาเขาหน่อยจะได้หรือไม่?"
"รับทราบค่ะ"
เอลฟ์สาวตอบรับคำขอของผมด้วยรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเดินนำไปตามถนนที่ดูจะแคบลงเรื่อย ๆ พร้อมกับมีเสียงโลหะกระทบกันดังไปมาจากรอบทิศ และกลิ่นเหม็นไหม้เข้ามาในจมูกจนผมต้องพ่นลมหายใจออกมาครั้งสองครั้ง
"แถวนี้ดูต่างจากบ้านเรือนที่แล้ว ๆ มามากนะ"
ผมพูดขึ้นลอย ๆ พลางกวาดสายตาสังเกตอาคารหินที่มีสภาพทรุดโทรมต่างจากที่ผ่านมาลิบลับ
"ตอนนี้เราเข้าสู่เขตอุตสาหกรรมแล้วยังไงล่ะคะ สภาพรอบด้านก็เลยดูสกปรกอย่างที่เห็น มันเป็นผลมาจากการทำงานของเตาไฟ และเขม่าควันน่ะค่ะ"
เซเลสทีนหันมากล่าวอธิบายกับผมพลางหยิบผ้าปิดปากสีเขียวมาปิดจมูกของตัวเอง เพื่อป้องกันฝุ่นละอองที่ลอยมาตามอากาศ
"ต้องขออภัยด้วยนะคะ พอดีว่าข้ามีผ้าปิดปากสำหรับตัวเองเท่านั้น"
"ไม่ต้องกังวล ร่างกายข้าไม่ได้รับผลกระทบจากฝุ่นควันพวกนี้หรอก"
ผมยักไหล่กล่าวตอบคำพูดของเซเลสทีนเพื่อให้เธอไม่ต้องกังวลมากนัก ก่อนที่เราจะมาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารหินหลังหนึ่งที่มีปล่องไฟคอยพ่นควันดำออกมาตลอดเวลา
"น่าแปลกใจนัก? ทั้งที่ฝุ่นควันมีมากมายขนาดนี้ แต่มันกลับไม่เล็ดลอดไปยังเขตที่อยู่อาศัยเลยสักนิด"
"เป็นเพราะว่าเมื่อสมัยก่อนมีนักเวททำการร่ายอาคมครอบคลุมเขตอุตสาหกรรมเอาไว้ยังไงล่ะคะ หากฝุ่นควันไปกระทบเข้ากับเขตอาคมล่ะก็ มันก็จะถูกแปรสภาพเป็นอากาศบริสุทธิ์ค่ะ"
เซเลสทีนกล่าวอธิบายช่วยคลายข้อสงสัยให้กับผม สุดยอดไปเลยแฮะ ถ้าหากมีเวทมนตร์บทนี้ในโลกเก่าล่ะก็ ปัญหาโลกร้อนคงไม่เกิดขึ้นเป็นแน่
ผม และเอลฟ์สาวเดินเข้าไปในอาคารหินก็สัมผัสได้ถึงความร้อนระอุจากข้างใน รวมถึงได้ยินเสียงโลหะกระทบกันดังกึกก้อง สิ่งแรกที่ผมได้เห็นก็คืออาวุธ และชุดเกราะจำนวนมากวางอยู่ตามชั้นวางของ และห้อยอยู่บนกำแพง
"ว้าว..."
ผมอดร้องออกมาไม่ได้เมื่อได้เห็นอาวุธ และชุดเกราะมากมายหลายชนิดโชว์เด่นหราอยู่ในสายตา ผมมองสำรวจอยู่สักพักก่อนจะรีบก้าวเท้าตามหลังเซเลสทีนที่เดินนำไปหยุดยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ก่อนแล้ว
"ลุงแซนด์! ลุงแซนด์อยู่มั้ยคะ!"
เอลฟ์สาวตะโกนเข้าไปหลังร้านที่อยู่หลังเคาน์เตอร์ เสียงทุบโลหะที่ดังอย่างต่อเนื่องพลันชะงักกึก ก่อนจะมีร่างของใครบางคนเดินออกมาจากประตูหลังร้าน
"นึกว่าใครมารบกวนการทำงานของข้า ที่แท้ก็เป็นเจ้าเองงั้นรึ เซเลสทีน วันนี้มีธุระอะไรกับข้ากันแน่ ถึงได้ถ่อสังขารมายังที่แห่งนี้?"
เสียงใหญ่ดุดันพลันดังก้องออกมาจากปากของชายตัวเตี้ย ใบหน้าดุดันขึงขังเต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อย ศีรษะโล้นถูกคลุมด้วยผ้าชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อ แม้ร่างกายของเขาจะสูงเท่ากับหน้าอกของเซเลสทีนก็ตาม แต่มันก็เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ที่อัดแน่นเปรี๊ยะเสียจนมองเห็นเส้นเลือดเต้นตุบๆ ได้อย่างชัดเจน
"วันนี้ข้าไม่ได้มีธุระอันใดกับลุงหรอก แต่ท่านอาทัสต้องการมาหาช่างตีเหล็กที่ดีที่สุดในเมืองนี้ต่างหาก ข้าก็เลยพามาหาท่านนี่ไง"
"โฮ่ว... นับว่าเจ้าฉลาดหลักแหลมนัก ภายในเมืองนี้ฝีมือการตีเหล็กของข้าเป็นหนึ่งไม่มีสองอยู่แล้ว"
ชายแก่ตัวเตี้ยลูบเครากล่าวด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง พร้อมกับแสดงสีหน้าพออกพอใจต่อคำพูดของเอลฟ์สาว ก่อนที่เขาจะชำเลืองมองมาทางผมที่ยืนนิ่งอยู่ด้านข้าง
"เจ้าเองสินะ แล้วมีธุระ-"
เขากล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน สายตามองสำรวจด้วยความใครรู้ตั้งแต่หัวจรดเท้า แต่น้ำเสียงที่กำลังเปล่งออกมาก็พลันชะงักกึก เมื่อสายตาของเขามาหยุดอยู่ที่ดาบยักษ์สีดำของผม
"ช้าก่อนนะ!? ด-- ดาบเล่มนั้น! เจ้าช่วยส่งดาบเล่มนั้นมาให้ข้าดูหน่อยจะได้หรือไม่?"
ดวงตาของชายแก่ตัวเตี้ยพลันเบิกกว้างพร้อมกับกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่น สีหน้าเผยแววตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด ส่งให้ผมต้องขมวดคิ้วต่อท่าทางของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่กล่าวอะไร นอกจากยื่นดาบให้เขาดู
แต่ด้วยความที่กลัวว่าเคาน์เตอร์จะพังจากน้ำหนักของดาบ และลุงตัวเตี้ยคนนี้อาจจะไม่สามารถยกดาบได้ ผมจึงต้องยกดาบให้ลอยค้างอยู่เหนือเคาน์เตอร์ ปล่อยให้ลุงคนนี้พิจารณาดาบอย่างถี่ถ้วน
"ข้าไม่เคยเห็นดาบแบบนี้มาก่อนเลย โลหะที่ใช้สร้างมันคืออะไรกันแน่นะ แถมความประณีตในการสร้างดาบที่ใหญ่มหึมาขนาดนี้ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ผู้สร้างจะต้องเป็นช่างตีเหล็กชั้นหนึ่ง ไม่ใช่สิ... เขาอาจจะเป็นช่างตีดาบในตำนานก็เป็นได้ ต่อให้เป็นข้าใช้เวลาทั้งชีวิตก็คงไม่อาจสร้างผลงานเช่นนี้ออกมาได้"
ชายแก่ตัวเตี้ยพึมพำอยู่คนเดียวพลางจับลูบคลำแบล็ค เกรทซอร์ดด้วยความรู้สึกหลงไหล ชนิดที่ว่าหากกอดจูบมันได้เขาคงทำไปแล้ว
"เจ้าหนุ่ม! เจ้าไปเอาดาบเล่มนี้มาจากไหนกัน?"
เขาพิจารณาแบล็ค เกรทซอร์ดอยู่สักพัก ก่อนจะถลึงตามามองผมด้วยดวงตาแทบถลน พร้อมกับกล่าวถามเสียงดังลั่นไปทั่วทั้งร้าน
"มันเป็นดาบจากบ้านเกิดของข้าน่ะ ข้าไม่รู้วิธีสร้างหรอก"
"ที่ไหน? บ้านเกิดของเจ้าอยู่ที่ไหน!?"
"บ้านเกิดของข้าอยู่ในทวีปอันห่างไกล ไม่ได้อยู่บนทวีปนี้หรอก"
ชายตัวเตี้ยได้ฟังคำตอบก็ถึงกับทำสีหน้าห่อเหี่ยวพักหนึ่ง ก่อนจะกลับมาทำสีหน้าขึงขังเช่นเดิม รอยยิ้มกว้างพลันปรากฏบนใบหน้าอันเต็มไปด้วยหนวดเคราของเขา
"ช่างมันเถอะ ขออภัยด้วยที่เสียมารยาท ข้ามีนามว่าแซนด์คอฟ หรือจะเรียกข้าว่าลุงแซนด์ก็ได้นะ"
ชายตัวเตี้ยหนวดเคราเฟิ้มนามแซนด์คอฟกล่าวแนะนำตัวด้วยรอยยิ้ม พร้อมกับยื่นมือมาข้างหน้า ส่วนผมเองก็ยกดาบยักษ์สีดำกลับมาวางพาดไว้บนบ่า ก่อนจะวางสัมภาระในมือซ้ายลงบนเคาน์เตอร์แล้วยื่นไปจับมือของเขา
"ไม่เป็นไร ข้ามีนามว่า อาทัส ยินดีที่ได้รู้จัก"
ผมเองก็กล่าวแนะนำตัวตามมารยาท แม้พวกเราจะจับมือทักทายกันอยู่ แต่สายตาของแซนด์คอฟก็ยังคงจับจ้องมายังดาบยักษ์สีดำของผมไม่วางตา
"เช่นกัน เจ้าจะว่าอะไรไหม ถ้าช่วยส่งดาบเล่มนั้นมาให้ข้าถือสักหน่อยน่ะ"
แซนด์คอฟกล่าวพลางชี้นิ้วมาที่แบล็ค เกรทซอร์ด ส่งให้ผมต้องยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
"ก็ได้อยู่หรอก แต่ดาบเล่มนี้มันหนักมากนะ ข้าเกรงว่าเจ้าอาจจะไม่สามารถถือมันได้"
"อย่าดูถูกข้าสิ ข้าคือชนเผ่าคนแคระเชียวนะ พละกำลังไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่ข้าถือไม่ได้!"
โอเค... ในเมื่อขอมาขนาดนี้ก็จัดให้ลุงเขาสักหน่อย
ผลสรุปของคำกล่าวอวดอ้างนั้น ชายแก่ตัวเตี้ยไม่แม้แต่จะขยับแบล็ค เกรทซอร์ดที่ผมวางไว้บนพื้นได้เลยแม้แต่นิดเดียว ต่อให้เขาทุ่มเรี่ยวแรงที่มีทั้งหมดจนเสื้อกล้ามที่สวมอยู่ฉีกขาดแล้วก็ตาม
"แฮ่ก... แฮ่ก... แฮ่ก... ข้าไม่ยอมถอนคำพูดหรอกนะ ไม่มีอาวุธชิ้นใดที่ข้าถือไม่ได้! แต่ไม่ใช่กับไอแท่งเหล็กบ้านี่!!!"
ยังไม่วายกล่าวแก้ตัวด้วยสภาพชุ่มเหงื่อ คุกเข่าหอบหายใจอยู่กับพื้นอีกนะ...
"แฮ่ก... แฮ่ก... แล้ว... เจ้ามีอะไรให้ข้าช่วยล่ะ? หรือว่าจะเกี่ยวกับแท่งเหล็กนี่?"
แซนด์คอฟกล่าวคู่กับเสียงหอบนั่งพักหายใจอยู่บนพื้น ท่ามกลางสายตาของเซเลสทีนที่นางกำลังพยายามกลั้นขำสุดชีวิต ส่วนผมก็ยังคงทำหน้าเคร่งขรึมพยักหน้ายืนยันต่อคำถามของเขา
"เจ้าเดาถูกแล้ว ข้าขอให้เจ้าช่วยสร้างฝักดาบให้แก่ดาบเล่มนี้จะได้หรือไม่?"
คำตอบของผม ส่งให้ชายแก่ตัวเตี้ยถึงกับเหงื่อแตกพลั่กมากกว่าเดิม...
____________________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 10/8/2563