ปลดผนึกคำสาปให้รักหวนคืน

    อารัมภบท : เมื่อใครคนหนึ่งได้เดินออกไปจากชีวิต

    สำหรับฉัน…บนโลกใบนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นย่อมมีเหตุและมีผล มีวิธีการแก้ปัญหา ในทางวิทยาศาสตร์การให้เหตุผลนั้นมีองค์ประกอบที่จำเป็น 3 ประการ ได้แก่ ข้อสรุป หลักฐาน และคำชี้แจง หรือแม้แต่หนทางดับทุกข์ทางพระพุทธศาสนา อริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคเธอแหงนหน้ามองแสงอาทิตย์ผ่านช่องหน้าต่าง แสงอาทิตย์ที่ใกล้จะลาลับบ่งบอกถึงยามเย็นที่ใกล้จะมาถึง เธอถอนหายใจขึ้นมาเบาๆก่อนที่จะดึงลิ้นชักด้านล่างของโต๊ะ แล้วหยิบรูปวาดที่ถูกใส่กรอบอย่างดีขึ้นมาวางไว้บนโต๊ะ เธอคลี่ยิ้มบางๆก่อนที่จะชูรูปวาดนั้นขึ้นมาเธอมองรูปวาดสลับกับดวงอาทิตย์ผ่านช่องหน้าต่าง แต่ไม่นานนัก…หยดน้ำใสๆก็ค่อยๆไหลรินลงมาจากดวงตา เธอฝืนยิ้มอย่างกล้ำกลืนก่อนที่จะวางรูปวาดไว้บนโต๊ะ แล้วเหลือบไปมองลายเซ็นต์ที่อยู่ด้านล่างขวามือ แต่ตอนนี้ลายเซ็นต์นั้นกลับเปื้อนไปด้วยหยดน้ำตา‘จะหายไปจากชีวิตฉันแบบนี้จริงๆใช่มั้ยคะ รุ่นพี่จาง’เธอปาดน้ำตาพลางกลืนน้ำลายก้อนเหนียวๆลงคออย่างฝืนใจกึก!เสียงประตูห้องของเธอถูกเปิดออกมาโดยใครคนหนึ่ง เขาเดินเข้ามาพลางมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ โดยไม่สนใจอะไรก่อนที่จะปิดประตูลง“อ้ายเม่ย[1] ปิดเทอมนี้ไปอยู่ที่บ้านฉันมั้ย”คนที่เดินเข้ามาในห้องเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง และเขาก็ยังคงมองหน้าจอโทรศัพท์มือถืออย่างไม่วางตาผิดกับเธอที่ในตอนนี้ความเศร้าได้อันตรธานหายไปทันที เมื่ออีกฝ่ายเข้ามาในห้อง เธอปาดน้ำตาบนใบหน้าพลางตั้งสติ แล้วหันไปมองอีกมุมหนึ่งเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายเห็นใบหน้าของตัวเองในตอนนี้ ก่อนที่จะเก็บรูปวาดที่วางอยู่บนโต๊ะไว้ในลิ้นชักเช่นเดิมอย่างรวดเร็ว“ว่าไงล่ะ เธอจะไปอยู่ที่บ้านฉันมั้ย อีกไม่กี่วันพ่อกับแม่ของเธอจะบินไปอเมริกาแล้วนะ ถ้าเธอไปอยู่ที่บ้านฉัน ฉันจะได้กลับไปอยู่ด้วย”เจ้าของเสียงละมุนเอ่ยขึ้น พลางเงยหน้าขึ้นมามองคนที่นั่งอยู่บนโต๊ะหนังสือใบหน้ารูปไข่ที่มีปอยผมปกปิดกรอบหน้า ทำให้เจ้าของใบหน้าดูหวานละมุน เช่นเดียวกับดวงตาที่สุกใสไร้เดียงสาราวกับเด็กประถม รับกับจมูกที่สันโด่งเล็กน้อยทำให้ดูน่ารัก ริมฝีปากสีชมพูอ่อนๆยิ่งทำให้ผู้หญิงคนนี้น่าทะนุถนอม และใบหน้าของผู้หญิงคนนี้ คือใบหน้าที่ใครๆต่างก็บอกว่า เป็นใบหน้าของเขาในคราบผู้หญิงแต่ในตอนนี้ ใบหน้าของเขาในคราบผู้หญิงนั้นดูเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด ยิ่งเห็นดวงตาสุกใสกลับแดงระเรื่อ ใบหน้าที่ดูเปียกชื้นเล็กน้อย มันทำให้เขารู้ได้ทันทีว่าก่อนที่เขาจะเข้ามาในห้องนี้ มันเกิดอะไรขึ้นกับอีกฝ่ายที่นั่งอยู่ตรงหน้าของเขา“ร้องไห้ทำไม”เขาถามโดยไม่ลังเลอะไร ผิดกับอีกฝ่ายที่แสดงสีหน้าตื่นตกใจเล็กน้อย หากเป็นคนภายนอกที่ไม่ได้รู้จักมักจี่ ไม่รู้ถึงตื้นลึกหนาบาง ก็คงไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้กำลังตกใจในคำถามของเขา“ร้องไห้?”เธอกลืนน้ำลายก้อนเหนียวๆลงคอ พลางยิ้มแฉ่งจนตาหยีให้กับอีกฝ่ายทันที “ร้องไห้อะไรคะ ไม่ได้ร้องไห้ซะหน่อยค่ะ ต้าเกอ[2]”“แล้วทำไมตาเธอถึงแดง”“ก็…”เธอขมวดคิ้วขึ้นก่อนที่จะตอบกลับไปว่า… “ก็เมื่อกี้ฉันเพิ่งจะตื่น ตาก็เลยบวมๆแดงๆ ไม่เห็นจะแปลกเลย”เธอตอบด้วยท่าทีที่นิ่งสงบและผิดปกติน้อยที่สุด ก่อนที่จะเบี่ยงเบนความสนใจของอีกฝ่าย“เนี่ย!”เธอเอ่ยขึ้นพลางใช้มือกำหมัด แล้วทุบลงบนไหล่ซ้ายของตัวเองเบาๆ “ไม่น่านอนฟุบโต๊ะเลย เมื่อยไปทั้งตัวแล้ว จะมีใครใจดีนวดไหล่ให้มั้ยนะ”เธอใช้น้ำเสียงโอดโอยเพื่อเรียกร้องความสนใจแต่ดูเหมือนว่า…มันจะไม่ได้ผลกับอีกฝ่ายเลย เขาคลี่ยิ้มให้เธออย่างอบอุ่น แต่เคลือบไปด้วยบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มอันอ่อนโยน และเธอเองก็เริ่มจะรู้ตัวแล้วว่า…มันไม่ได้ผล การเรียกร้องความสนใจต่ออีกฝ่ายจึงยุติลงทันที เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา“เซี่ยเว่ยหลาน เซี่ยเว่ยหลาน เซี่ยเว่ยหลาน”น้ำเสียงละมุนเอ่ยชื่อของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้า แม้ว่าน้ำเสียงนี้จะหวานหูสักแค่ไหน แต่กลับหนาวเหน็บอยู่ภายในใจของเธอซะเหลือเกิน“มีอะไรหรือเปล่าคะ ต้าเกอ”เธอผู้เป็นเจ้าของชื่อ ‘เซี่ยเว่ยหลาน’ ปูทางคำถามของอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเจื่อนๆ เพราะรู้ดีว่าจะต้องเจออะไรเป็นลำดับต่อไป“ใครเป็นคนสอนให้เธอใช้กลยุทธ์มีในไม่มี[3] ใครเป็นคนสอนให้เธอโกหกเป็นไฟ ไหลเป็นน้ำ”ท่าทีของคนพูดยังคงนิ่งสงบ ผิดกับอีกฝ่ายที่ตอนนี้ใจสั่นระรัวราวกับว่ามีใครเข้ามาตีกลองข้างใน“ต้าเกอเป็นคนสอนค่ะ”เซี่ยเว่ยหลานตอบด้วยน้ำเสียงที่ปกติ ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะรู้ตัวแล้วก็ตามทีเขายังคงยิ้มให้กับผู้หญิงคนนี้อย่างอบอุ่นเช่นเดิม ก่อนที่จะเหลือบไปมองมือของอีกฝ่าย ที่ใช้ปลายนิ้วกลางและนิ้วนางลูบตวัดผิวโต๊ะเบาๆ เขามองอย่างเอ็นดูกับการกระทำของอีกฝ่าย แล้วหันกลับมามองใบหน้าหวานละมุน ที่ยังคงประคองสติของตัวเองไม่ให้หลุดออกมาได้เป็นอย่างดี“ขนแพะงอกจากตัวแพะเอง[4] เสี่ยวหลาน…นี่เธอกล้าใช้ลิ้นของฉันที่เคยสอนเธอมาโกหกฉันหรอ”“กล้าค่ะ”เซี่ยเว่ยหลานตอบกลับไปพลางส่งยิ้มเจื่อนๆ “แต่รู้แล้วว่าใช้กับต้าเกอไม่ได้”“ที่เธอโกหกฉัน ฉันไม่โกรธหรอกนะและไม่ละลาบละล้วงด้วย เพราะเธอก็โตแล้ว จะมีความเป็นส่วนตัวก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร”เขาเดินเข้ามาใกล้ๆตัวเซี่ยเว่ยหลาน ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า…“แต่ถ้า…เป็นเรื่องเจิ้งหู่หลี่”หมับ!ฝ่ามืออันแข็งแกร่งและอบอุ่นได้ลงประทับบนไหล่ของเซี่ยเว่ยหลาน เธอไล่มองฝ่ามือไปยังใบหน้าของอีกฝ่ายที่อยู่ไม่ห่างมากนัก ใบหน้าของผู้ชายที่เธอรู้จักมาตั้งแต่เกิด เขาเป็นคนคอยสั่งสอน ให้ความอบอุ่น ความห่วงใยแก่เธอเสมอ และเธอก็รู้ดีว่า…เขาเป็นคนเช่นไร“ฉันขอให้เธอสารภาพมาเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่งของต้าเกอ”ใบหน้าของชายหนุ่มที่ดูหล่อเหลาอย่างหวานละมุน กลับดุดันอย่างน่าเกรงขาม นั่นคือสิ่งที่เซี่ยเว่ยหลานประทับใจในตัว ‘เซี่ยหยาง’ ลูกพี่ลูกน้องร่วมสายเลือด และความรู้สึกนั้นยังคงไม่จางหาย ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดุ เย็นชา เย่อหยิ่ง แต่เขาก็เป็นพี่ชายที่ดีของเธอมาตลอด“ไม่ใช่เรื่องเจิ้งหู่หลี่ค่ะ ต้าเกอ”เซี่ยเว่ยหลานตอบกลับไปพร้อมกับกุมมือของอีกฝ่าย ที่วางอยู่บนไหล่เพื่อให้เขามั่นใจในตัวเธอ แล้วส่งยิ้มหวานให้อีกฝ่ายเพื่อความสบายใจ“แล้วไป”สีหน้าของเซี่ยหยางที่ดูเกรงขาม กลับผ่อนคลายลงทันทีที่ได้ยินคำตอบ “เจิ้งหู่หลี่ ถึงแม้ว่าจะไม่เคยเจอตัวเป็นๆเลยสักครั้ง แต่ฟังมาจากเสี่ยวเยว่คนเดียวมันก็มากพอแล้วที่จะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นคนยังไง”เซี่ยหยางมองเซี่ยเว่ยหลานด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย ก่อนที่จะหันไปมองท้องฟ้าผ่านช่องหน้าต่าง“เสี่ยวเยว่เป็นคนปากรู้มากกว่าใจ[5] ต้าเกอก็อย่าไปสนใจเรื่องเจิ้งหู่หลี่จากปากเสี่ยวเยว่เถอะค่ะ”“หรอ”เซี่ยหยางหันมามองเซี่ยเว่ยหลานที่นั่งตาใส เขารู้ดีว่าในตอนนี้น้องสาวของเขากำลังคิดอะไรอยู่ “แต่ฉันว่าสิ่งที่อันชิงเยว่พูดออกมามันน่าไว้ใจมากกว่าสิ่งที่เธอพูดนะ”“ต้าเกอล่ะก็…แค่นิดๆหน่อยๆเองคะ”เซี่ยเว่ยหลานยิ้มเจื่อนๆก่อนที่จะชำเลืองมองไปทางอื่น ต่อให้เธอจะพูดอะไรออกไป เซี่ยหยางก็ตีความแตกละเอียดยิบแบบไม่มีชิ้นดีอยู่ดี“ฉันรู้นะ ว่าเธอรำคาญเจิ้งหู่หลี่ แต่ทำไมเธอไม่ตัดรากถอนโคน[6] กับเรื่องนี้สักที จะปล่อยเสือเข้าถ้ำ[7] ไปทำไม หรือว่า…”เซี่ยหยางยืนกอดอกพลางพิงโต๊ะหนังสือ “เธอคิดไว้แล้วว่าอนาคตเธอจะชอบผู้ชายคนนั้น”“ไปกันใหญ่แล้วค่ะต้าเกอ ฉันไม่มีทางชอบผู้ชายอย่างเจิ้งหู่หลี่อย่างแน่นอน ถ้าเป็นคนอื่นก็ว่าไปอย่าง”“ที่พูดถึงคนอื่นเนี่ยหมายถึงใคร”“ก็…”เซี่ยเว่ยหลานชะงักขึ้นมาเสียก่อน ก่อนที่เธอจะชำเลืองไปมองเซี่ยหยางที่กำลังจดจ้องมองเธออยู่ “ต้าเกอยังไงล่ะคะ”“ยิ่งโต ยิ่งมองการณ์ไกล[8] รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นล่วงหน้าสินะ”“ชมเกินไปแล้วค่ะ ต้าเกอ”“ตอนนี้ฉันกำลังรอคำตอบเธออยู่นะ เธอปล่อยให้ผู้ชายคนนั้นตอแยเธอไปทำไม”เซี่ยหยางได้วกกลับเข้ามาคำถามเดิมที่ยังไม่ได้รับคำตอบ‘นึกว่าจะลืมคำถามนี้ไปแล้วซะอีก’เซี่ยเว่ยหลานยิ้มเจื่อนๆ ก่อนที่จะตอบกลับไปว่า…“เรื่องรำคาญ…ในบรรดาผู้ชายที่เข้ามาจีบฉัน เจิ้งหู่หลี่เป็นคนที่ฉันรำคาญมากที่สุดค่ะ แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมฉันต้องรู้สึกสงสารเขาด้วย”เซี่ยเว่ยหลานขมวดคิ้วขึ้น เพราะเธอเองก็คิดไม่ตกกับเรื่องนี้มาโดยตลอด“คนที่น่าสงสาร น่าจะเป็นพี่สาวของผู้ชายคนนั้นกับ…”เซี่ยหยางเว้นวรรคทันทีที่รู้สึกตัว เมื่อเห็นสีหน้าของเซี่ยเว่ยหลาน “สำหรับฉัน ผู้ชายคนนั้นอันตรายเกินไปสำหรับเธอ ผู้ชายนอกสายเลือดที่วนเวียนในชีวิตเธอมีแค่คนเดียวเท่านั้นที่ฉันไว้ใจ”เซี่ยหยางพลาดพูดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเม้มปากขึ้นมาเล็กน้อยเพราะรู้สึกผิดกับสิ่งที่ตัวเองพูดออกไป ยิ่งเห็นสีหน้าของน้องสาวก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกสงสาร เพราะเขาเองก็รู้ว่าเซี่ยเว่ยหลานรู้สึกอย่างไร ถึงแม้ว่าเซี่ยเว่ยหลานจะไม่เคยรู้สึกตัวกับเรื่องนั้นเลยก็ตาม“เขา…ติดต่อต้าเกอมาบ้างมั้ยคะ”เซี่ยเว่ยหลานหลุบตาต่ำ เพื่อไม่ให้เซี่ยหยางเห็นแววตาของเธอที่ค่อยๆเริ่มแดงขึ้นมาอีกครั้ง“ไม่”เซี่ยหยางตอบกลับไปสั้นๆเพื่อยุติคำถามนี้ เพราะถ้าหากเขาพูดมากกว่านี้หรือตั้งคำถาม มันจะกลายเป็นการทำร้ายความรู้สึกของเซี่ยเว่ยหลานโดยทางอ้อม“เรื่องไปอยู่ที่บ้านต้าเกอตอนปิดเทอม ฉันขอคิดก่อนนะคะ”เซี่ยเว่ยหลานเปลี่ยนคำถาม เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกสับสนและเสียใจไปมากกว่านี้“คิดก่อนกับไม่ไป ฉันล่ะเกลียดสองคำนี้จริงๆ”เซี่ยหยางกอดอกพลางมองตาเซี่ยเว่ยหลาน ที่ยังคงหลงเหลือความเศร้าอยู่ ก่อนที่เขาจะพูดต่อไปว่า…“พี่ชายกลับมาจากอเมริกา มาตั้งรกรากอยู่ปักกิ่งถาวร ก็หวังว่าจะเจอน้องรักทั้งสองคนอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา แต่ทำไมทุกวันนี้ถึงเห็นแค่คนเดียวก็ไม่รู้”เซี่ยหยางบ่นพึมพำอย่างไม่สบอารมณ์ แต่กลับกลายเป็นการเรียกรอยยิ้มให้กับเซี่ยเว่ยหลาน‘ยิ้มออกสักที ค่อยโล่งอกหน่อย’เซี่ยหยางรู้สึกเบาใจที่กลยุทธ์ของเขายังคงใช้ได้ผลเช่นเดิม เขาล้วงโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ก่อนที่จะตั้งคำถามเพื่อให้เซี่ยเว่ยหลานลืมความเศร้ากับสิ่งที่เขาได้พูดออกไป“ทั้งชวน ทั้งหลอก ทั้งล่อ แต่เจียงเฉินกลับไม่สนใจข้อเสนอของฉันเลยสักอย่าง นี่มันครั้งที่สองแล้วนะที่เจียงเฉินปฏิเสธฉัน ตอนเด็กๆฉันแค่ล่ออาหารมันก็คลานมาหาแล้ว ครั้งนี้ฉันล่อเกมแต่มันกลับไม่มา ทั้งๆที่มันชอบเกมมากแถมเกมที่ฉันล่อเป็นเกมใหม่ซะด้วย”เซี่ยหยางมองข้อความในโทรศัพท์มือถือ ก่อนที่จะเดินเข้ามาหาเซี่ยเว่ยหลาน“เธอรู้หรือเปล่าว่ามันเกิดอะไรขึ้น เจียงเฉินมันติดงอมแงมหรือว่ามีธุระอะไรหรือเปล่า ฉันถามมันไปแล้วแต่มันไม่ตอบ”เซี่ยหยางเอ่ยขึ้นพลางกุมไหล่เซี่ยเว่ยหลานเบาๆ‘ติดอะไรน่ะหรอคะ ก็ติดสาวข้างบ้านน่ะสิคะ ตามจีบเขาตั้งแต่มัธยมต้นปีหนึ่งจนถึงมัธยมปลายปีสองแล้ว จะจีบแบบเนียนๆ ทำแบบนี้มาตั้งหลายปีเขายังไม่รู้ตัวเลยว่าโดนจีบ’“รู้ใช่มั้ย”“รู้ค่ะ แต่บอกไม่ได้”“ทำไมบอกไม่ได้”“เดี๋ยวเอ้อร์เกอ[9] เขาจะเขิน”“นี่เจียงเฉินติดสาวหรอ”เซี่ยหยางคลี่ยิ้มขึ้นมาทันที เพราะเขาเองก็พอจะเดาได้ด้วยลักษณะนิสัยของเจียงเฉิน“ก็น่าจะประมาณนั้นค่ะ รายนั้นเจ้าชู้เรี่ยราดจะตายไป เวลาปิดเทอมแบบนี้ก็คงจีบสาวเป็นธรรมดา”“เข้าใจแล้ว”เซี่ยหยางหันไปมองท้องฟ้าผ่านช่องหน้าต่างอีกครั้งก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า… “เจียงเฉิน แตกต่างกับเราสองคนเหมือนกันนะเสี่ยวหลาน ถึงจะมีอะไรคล้ายๆกัน แต่ความชัดเจนของเจียงเฉินกลับเด่นชัดกว่าเราสองคน ไม่ไปก็คือไม่ไป”“เอ้อร์เกอเขาก็เป็นของเขาแบบนี้มาตั้งนานแล้ว บางทีก็ดูออกชัดเจนทะลุปรุโปร่ง บางทีก็ปิดมิดชิดขนาดต้าเกอยังไม่รู้เลย”“ใช่ เราสามคนมีความเด่นชัดแตกต่างกัน ฉันเด่นชัดในเรื่องความเด็ดขาด แต่เธอกลับเด่นชัดในเรื่องโลเล สับสน เพราะเธอไม่ชัดเจนแบบนี้ไงเขาถึง…”เซี่ยหยางหลับตาแน่นเมื่อรู้ว่าเขาพลาดพูดเรื่องนั้นขึ้นมาอีกครั้ง“สี่โมงเย็นแล้ว ฉันไปก่อนนะคะ ต้าเกอ มีนัดกับเสี่ยวถิง เสี่ยวเยว่”เซี่ยเว่ยหลานเอ่ยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพราะเธอไม่อาจทนกับเรื่องนี้ต่อไปได้ จึงหาข้ออ้างเพื่อหลีกหนี เธอหยิบกระเป๋าผ้าที่แขวนอยู่ใกล้ๆโต๊ะหนังสือ ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องนอน“เธอชอบเขาใช่มั้ย”คำถามของเซี่ยหยางดังขึ้นมา จนทำให้เซี่ยเว่ยหลานที่กำลังจะเปิดประตูห้อง ต้องปล่อยลูกบิดประตูลง“ไม่รู้ค่ะ”เซี่ยเว่ยหลานตอบสั้นๆ สีหน้าของเธอในตอนนี้กลับหดหู่ลงเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ “ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักเขา จนถึงตอนนี้…ฉันก็ไม่รู้ค่ะต้าเกอ ว่าฉันรู้สึกยังไงกับเขา บางที…ฉันคงต้องรับรู้ทุกซอกทุกมุม ลิ้มรสความรู้สึกของเขาทุกอย่าง ถึงวันนั้น…ฉันอาจจะรู้สึกก็ได้”เซี่ยเว่ยหลานเม้มปากขึ้นมา พลางถอนหายใจแล้วพูดตัดบททันที“ฉันไปก่อนนะคะ เดี๋ยวสองคนนั้นจะรอ”เซี่ยเว่ยหลานเปิดประตูแล้วเดินออกไป เพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากคำถามของเซี่ยหยางปัง!เสียงประตูปิดลงไปพร้อมกับการออกไปจากห้องของเซี่ยเว่ยหลาน เซี่ยหยางทำได้แค่เพียงส่ายหน้าเบาๆ เมื่อได้ยินคำตอบของเซี่ยเว่ยหลาน คำตอบที่ทำให้เขารู้สึกเห็นใจน้องสาวที่ไม่รู้ประสีประสาอะไรเลย“เซี่ยเว่ยหลานเอ๋ย เซี่ยเว่ยหลาน เป็นเพราะฉันหรือเปล่า ถึงทำให้เธออ่อนหัดกับเรื่องพวกนี้ จนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร ทั้งๆที่คนๆนั้นก็หายไปจากชีวิตเธอตั้งครึ่งปี”เซี่ยหยางบ่นพึมพำก่อนที่จะก้มมองโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในมือ แล้วกดเบอร์โทรศัพท์มือถือของใครคนหนึ่ง“ฮัลโหล ตอนนี้เสี่ยวหลานกำลังจะออกไปนอกบ้าน ถ้าไม่อยากให้น้องสาวของฉันเห็นก็ไปหาที่หลบดีๆซะ”“ขอบคุณนะเซี่ยหยาง”สิ้นสุดเสียงของปลายสายเขาจึงกดวางทันที ก่อนที่เขาจะเดินไปหาที่ซ่อนตัว แล้วชะโงกหน้าออกมาจากที่ซ่อน และมองผู้หญิงคนหนึ่งที่เดินออกมาจากบ้านหลังหนึ่งแล้วเดินออกไป โดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นจะไปที่ใด____________________________________________________________________[1] อ้ายเม่ย (爱妹) แปลว่า น้องสาวอันเป็นที่รัก , หญิงสาวอันเป็นที่รัก[2] ต้าเกอ (大哥) แปลว่า พี่ใหญ่ (ผู้ชาย)[3] กลยุทธ์มีในไม่มี หรือ อู๋จงเซิงโหย่ว (无中生有) เป็นหนึ่งในกลศึกสามก๊ก กลยุทธ์ที่มีความหมายถึงการใช้ภาพลวงในการหลอกล่อศัตรูเพียงครั้งคราวให้หลงเชื่อ[4] ขนแพะงอกจากตัวแพะเอง (羊毛出在羊身上) หมายถึง ได้ทรัพย์สินจากผู้ใดผู้หนึ่งแล้วตอบแทนหรือคืนประโยชน์แก่ผู้นั้นด้วยอีกวิธีหนึ่ง โดยที่ตนเองไม่เสียอะไร[5] ปากรู้มากกว่าใจ (言過其實) เป็นภาษิตที่ปรากฏในหนังสือ สามก๊ก มีความว่า พระมหากษัตริย์ผู้สิ้นพระชนม์ ก่อนสวรรคตได้ตรัสกับขงเบ้งว่า “ม้าเจ๊กนี้ปากรู้มากกว่าใจ จะใช้ทำการใหญ่ในภายภาคหน้ามิได้ ท่านจงพิจารณาด้วย ภาษิตนี้หมายความว่า พูดจาขยายความเกินจริง เชื่อไม่ได้[6] ตัดรากถอนโคน (斩草除根) หมายถึง กำจัดหรือทำลายให้สิ้นซากจะได้ไม่เกิดปัญหาในภายหลัง[7] ปล่อยเสือเข้าถ้ำ (放虎归山) หมายถึง ปล่อยศัตรูให้รอด ซึ่งอาจทำให้ศัตรูย้อนกลับมาทำร้ายในภายหลัง[8] มองการณ์ไกล (未卜先知) หมายถึง ผู้ที่มีไหวพริบรู้เท่าทันเหตุการณ์ หรือภัยที่จะมาถึงตัว[9] เอ้อร์เกอ (二哥) แปลว่า พี่รอง (ผู้ชาย)