ผู้คนในนรกต่างรู้จักผมในนาม 'ยมทูตไมเคิล'แม้ว่านั่นจะไม่ใช่ชื่อจริงจากบัตรประชาชนตอนเป็นมนุษย์แต่ก็ไม่มีใครข้องใจว่าเหตุใดผมจึงเปลี่ยนชื่อ พวกเขารู้แค่ว่าใครที่มันบังอาจเรียกชื่อเก่าของผม เสี้ยววินาทีนั้นคือเวลาตายของมัน
"ข้าให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งที่ร้อยแล้วล่ะมั้ง...มานะ จงจำไว้ให้ดีว่า เมื่อไหร่ที่ข้าเห็นเจ้าทำเกินกว่าเหตุเจ้าจะไม่ได้รับการให้อภัยอีก"
ผมลืมบอกไปว่าที่พูดนั่นไม่ได้หมายรวมท่านยม หรือถ้าใครคิดว่าไม่เห็นเป็นไร บอสไม่ใช่พ่อ ก็ลองไปทำกันดู
"กระหม่อมให้สัตย์สาบานว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วขอรับ" ผมทูลสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะได้พูดไม่ใช่เพราะเกิดสำนึกผิด แต่เพราะนี่คือวันสุดท้ายที่ผมจะได้ใช้ชีวิตยมทูต
"ยูพูดอย่างกับว่าจบภารกิจนี้แล้ว ยูจะไม่กลับมาเป็นยมทูตอีกอย่างงั้นแหละ" หัวหน้านับเงินหนึ่งในคนที่ได้ยินคำพูดประโยคนั้นของผมถามขึ้นหลังจากที่ผมถอยออกมาจากหน้าบัลลังก์
...เธอเป็นหัวหน้ายมทูตโซนกะลาแลนด์เอ่อ... ผมหมายถึงประเทศไทยและเป็นยมทูตเพียงคนเดียวในยมโลกที่สวมเชิ้ตดำสูทดำรัดรูป กับปล่อยผมยาวถึงก้นเป็นสัญลักษณ์ที่แค่มองไกลๆ จากระยะร้อยเมตร ก็รู้ว่าต้องทำตัวยังไงเวลามีชนักติดหลัง
"ไอพูดเผื่อไว้เฉยๆ"ผมทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่ความจริงแล้วคำพูดที่ว่านั่น มีความหมายอื่นแฝงอยู่
"คนอย่างยูเนี่ยนะจะพูดเผื่อไว้เดี๋ยวๆ แล้วนี่อะไร ภารกิจใหญ่พรุ่งนี้แล้วจะปล่อยพวกมารสูทขาวให้คนอื่นจัดการบ้างไม่ได้เลยรึไง ยูพึ่งให้สัตย์สาบานกับท่านยมเมื่อกี๊เองนะว่าจะไม่ก่อเรื่องอีก" มือซ้ายของหัวหน้านับเงินเอื้อมมาตะปบไหล่ผมและถ้าสั่งให้เล็บมือเล็บเท้างอกยาวได้ดั่งใจเธอคงผลิตเล็บออกมากระซวกร่างผมตรึงไว้กับพื้นนรกไปแล้ว
"ไอก็แค่อยากไปดูว่าหมอนั่นจะจัดการพวกมารยังไง"ผมตอบด้วยน้ำเสียงปกติ เพราะถึงแม้จะสวมแว่นดำอยู่แต่ถ้าอีกฝ่ายจับได้ว่ามีบางอย่างซ่อนอยู่ในดวงตาของผมล่ะก็...
"งั้นไอจะไปด้วยไอก็อยากรู้เหมือนกัน" หัวหน้านับเงินยื่นหน้าเข้ามาจ้องหน้าผมแม้เธอจะสวมแว่นดำที่เป็น 1 ในแอสเซสเซอรี่ของยมทูตเจนใหม่อยู่เหมือนกันแต่นั่นไม่ได้เป็นเครื่องการันตีความปลอดภัยว่าความลับของผมจะไม่รั่วไหลผ่านลูกนัยน์ตา
"เอาที่ยูสบายใจเลย"ผมยักไหล่ แล้วเบี่ยงตัวเดินนำออกไปด้วยท่าทางปกติโดยมีหัวหน้านับเงินจ้ำตามมาติดๆ เหมือนกลัวลูกน้องจะหลบหนี
"วันนี้เคสใครนะนายหิวแสงตาตี่หูกางอะไรนั่นใช่มะ?" หัวหน้านับเงินพูดเหมือนกำลังบอกใบ้เหยื่อรายใหญ่ของพวกเราทั้งที่ความจริงแล้ว เธอแค่จำชื่อหมอนั่นไม่ได้
"นายสีสดตลอดวันธรรมดา"ผมบอกชื่อที่เธอจำไม่ได้ชื่อนั้น
"คนบ้าอะไรชื่อสีสดตลอดวันธรรมดา!?"
เสียงทะลุทะลวงแก้วหูของหัวหน้าที่ดังสวนกลับมาทำให้ผมต้องนึกทบทวนใหม่ว่า เหยื่อรายนี้ชื่ออะไรกันแน่
"ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง"ผมไม่สารภาพตรงๆ ว่าคิดไม่ออกแต่ตีเนียนไปตลอดทางที่เราวาร์ปจากนรกขึ้นมายังโลกมนุษย์
...เวลานี้ผมและหัวหน้ากำลังยืนอยู่ตรงทางเข้าตึกแลนด์มาร์คหลังคารั่วแห่งหนึ่งที่มักเป็นข่าวว่าเจ้าหน้าที่ต้องเอาถังมารองน้ำฝนทั้งที่สร้างด้วยเงินหลักหมื่นล้าน... ช่างน่าสมเพช
"พวกมารยังไม่มากันเลยหมอนั่นก็ยังไม่มา" กิริยาเหลียวซ้ายแลขวามองหาเป้าหมายของหัวหน้าทำเอาผมอดยิ้มมุมปากไม่ได้
"ยังไม่มาหรอก อีกตั้งชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาส่งวิญญาณ" คำตอบของผมทำเอาคนฟังหันขวับมาจ้องหน้าแถมยังถลึงตาใส่ชนิดที่มีรังสีอำมหิตส่งผ่านแว่นดำออกมาด้วย
"แล้วยูพาไอมารอตั้งแต่ตอนนี้ทำไมมิทราบยะ!!" เสียงนั้นดังทะลุทะลวงกว่าเดิมหลายเท่าเมื่อไหร่เธอจะรู้ตัวสักทีว่าถูกผมปั่นหัว
"ยูตามมาเองนะไอแค่อยากมาซึมซับความทรงจำเก่าๆ ในประเทศนี้... ก็แค่นั้น"ผมนั่งลงบนสนามหญ้าให้เหมือนกับว่ากำลังพาตัวเองมาพักผ่อนในวันสุดท้ายของการเป็นยมทูต
"คนอย่างยูเนี่ยนะมาซึมซับความทรงจำเก่าๆ" เธอก้มตัวลงมาดึงแว่นตาดำของผมออกพร้อมกับยื่นหน้าเข้ามาจ้องตา
"เสียใจด้วยนะไอไม่หวั่นไหวกับผู้หญิงหรอก" ผมจ้องตอบด้วยแววตาว่างเปล่า เป็น 1ในวิธีเก็บซ่อนความลับดำมืดที่ไม่อยากให้ใครรู้และแน่นอนว่ายังไม่เคยมีใครล้วงเอามันออกไปได้
"โอ๊ย!! รู้แล้วล่ะย่ะอย่าให้ไอจับได้แล้วกันว่ายูตั้งใจจะมาทำอย่างอื่นนอกจากมาดูนายก้อนหินจับพวกมารสูทขาว ไม่งั้นล่ะก็..." หัวหน้าหยุดคำพูดไว้แค่นั้นแต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ผมก็รู้ดีว่าประโยคต่อท้ายของมันคืออะไร
"เอาที่ยูสบายใจนั่นแหละ"ผมตัดบทด้วยการเอนตัวลงนอนบนพื้นหญ้าแม้ไม่อาจรับรู้ได้ถึงความชื้นเย็นของดินและหยดน้ำบนยอดหญ้า กลิ่นเขียวๆ ของใบหญ้าหรือความอ่อนนุ่มของต้นหญ้า แต่ผมก็รู้ดีว่ากว่าจะมาเป็นสนามหญ้าสวยๆ แบบนี้คงมีเรื่องราวมากมายระหว่างทาง
...ว่ากันว่าบางครั้งก็ไม่สำคัญว่าปลายทางจะเป็นยังไงเพราะถ้าระหว่างทางมีเงินหกเจ็ดหลักให้สูบเอาไปก็ถือว่าคุ้มแล้วที่เราตัดสินใจออกเดินทาง
"ยูต้องกลับมานะกัมพูชาไม่มีอะไรให้ไปลั้นลาหรอก" จู่ๆ หัวหน้าก็พูดเหมือนจะอ่านอะไรบางอย่างจากข้างในดวงตาของผมออก
"ไอก็ไม่ได้ไปลั้นลานี่ไปทำงานต่างหาก" ผมพยายามปรับน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุดพร้อมกับสะกดจิตตัวเองไปด้วยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมจะทำหลังจากวันพรุ่งนี้มัน... คือการทำงาน
ใช่! ก็แค่...เปลี่ยนสถานที่ทำงานในการจัดการพวกอมนุษย์ในคราบมนุษย์
"สังหรณ์ไอบอกว่ายูจะไปทำมากกว่านั้น"
สิ่งที่หัวหน้านับเงินพูดสวนขึ้นทำเอาผมนิ่งอึ้งไปนิดหนึ่ง และเพื่อไม่ให้เธอนึกสงสัยการเนียนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยกลุ่มเมฆสีเทาแก่ คือวิธีที่ผมใช้กลบเกลื่อน
"ยูจะไม่พูดอะไรหน่อยเหรอ ไมเคิล?"
นี่ถ้าเป็นพวกรุ่นน้องคงโดนผมเอ็ดโทษฐานเซ้าซี้เรื่องที่ผมไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดไปแล้วแต่เพราะเป็นหัวหน้า...
"เดี๋ยวฝนก็ตกแล้วแล้วหลังคานั่น... ก็จะรั่ว"ผมเบนสายตาไปตรงแลนด์มาร์คอลังการงานสร้างชิ้นนั้น โชคดีที่นายสีสดตลอดวันอะไรนั่นกำลังเดินนำบรรดานักข่าวเข้าไปภายในอาคาร เป็นโอกาสให้ผมเปลี่ยนเรื่องพูด
"เหยื่อมาแล้วอีกเดี๋ยวพวกมันก็คงมา" ผมผุดลุกขึ้นคว้าแว่นดำจากมือหัวหน้ากลับมาสวมในขณะที่สีหน้าท่าทางของเธอดูจะยังติดค้างอยู่กับคำพูดเรื่องหลังคารั่วของผม
"เป็นอะไร นอนน้อยเหรอ"ผมตัดสินใจหาคำพูดมาเรียกสติเธอแทนการปล่อยให้เธอยืนครุ่นคิดเรื่องหลังคารั่วอยู่ตรงนี้
"ยมทูตที่ไหนเค้านอนกันล่ะยูนั่นแหละ มีเวลาอ่านข่าวหรือไง ถึงได้รู้ว่าหลังคามันรั่ว?" ในที่สุดเธอก็หลุดปากถามออกมาจนได้ดีแล้ว... ผมเองก็คงไม่สบายใจสักเท่าไหร่ถ้าหัวหน้าจะไม่เป็นอันทำอะไรด้วยเรื่องนี้
"เปล่า... ประสบการณ์ตรงไอมารับเหยื่อที่นี่บ่อยจะตาย เข้าไปรอพวกมารข้างในก็ได้ถ้ายูอยากเห็นเหมือนที่ไอเห็น" ผมไม่พูดเปล่าแต่วาร์ปนำหน้าหัวหน้านับเงินเข้าไปภายในแลนด์มาร์คแห่งนั้น
แน่นอน... ต้องเป็นตรงที่หลังคารั่วอยู่แล้วผมจำมันได้ดีทุกจุด
ซ่าาาาาา... ซ่าาาาาา...
ดูฝนฟ้าจะเป็นใจในการอวดโฉมผลงานแลนด์มาร์คหมื่นล้านเพราะทันทีที่เราเข้ามาภายในอาคาร สายฝนก็ตกกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตาราวกับอยากให้หลังคารีบสำแดงอภินิหารให้หัวหน้ายมทูตได้เห็นเป็นอัปมงคลลูกตา
ซ่าาาาาาา...
คราวนี้ไม่ใช่เสียงฝนด้านนอกแต่เป็นเสียงน้ำตกจากฝ้าเพดาน... ผมหมายถึงน้ำฝนที่รั่วลงมาเป็นน้ำตกนั่นแหละ
"นะ... นี่มันเรื่องบ้าอะไรเนี่ย!?"หัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยยืนอ้าปากค้างให้กับภาพตรงหน้าราวกับพึ่งได้เปิดหูเปิดตาเห็นอะไรใหม่ๆ ทั้งที่ตัวเธอเองก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า...อะไรก็เกิดขึ้นได้ในไทยแลนด์แดนสนธยา
"เรื่องธรรมดาต่างหากยูเองก็อยู่ยมโลกมานานกว่าไอ น่าจะชินได้แล้วมั้ง"ผมยืนมองน้ำตกในร่มที่กำลังเพิ่มปริมาณน้ำบนพื้นจนมันไหลนองใกล้เข้ามาถึงจุดที่ผมยืน เป็นเวลาเดียวกับที่ใครคนหนึ่งเดินใกล้เข้ามา
"ผมไม่ห่วงหรอกครับเรื่องรถทัวร์จะมาลงผม ทำไมผมจะต้องแคร์ ในเมื่อสิ่งที่ผมทำมันถูกต้องแล้ว"คนคนนั้นเดินยิ้มกริ่มนำหน้านักข่าว ผ่านผมกับหัวหน้าไปอย่างรวดเร็วและถึงแม้จะพยายามเบี่ยงตัวหลบน้ำฝนที่รั่วลงมา แต่ทั้งเส้นผม แขนเสื้อและรองเท้าของเขาก็ยังถูกน้ำฝนกระเซ็นใส่
...หึ!ไม่ต้องแคร์ใครเพราะสิ่งที่ทำมันถูกต้องงั้นเหรอ ทั้งๆที่เรื่องน่าสมเพชเกิดขึ้นตำตาตรงหน้า ยังไม่เป็นเดือดเป็นร้อนแกมันก็แค่พวกตาชั่งเอียง แค่คนบาปในคราบนักบุญที่พยายามชุบตัวด้วยคุณธรรมจอมปลอม
"คุณไมเคิล มารอตรวจงานผมเหรอครับเนี่ย?"
เสียงของใครอีกคนเบนความสนใจของผมกับหัวหน้าให้หันไปมองผู้ชายตัวสูงผิวเข้มในชุดสูทดำแบบยมทูตเจนใหม่ เจ้าของใบหน้าทรงสามเหลี่ยม คางหนาจมูกโด่ง ปากรูปกระจับบาง กับดวงตากลมโตทรงพลังภายใต้กรอบแว่น หมอนั่นคือก้อนหินยมทูตที่ผมวางตัวให้มาจัดการพวกมารสูทขาวแทน
"ก็... ทำนองนั้น"ผมตอบสั้นๆ แล้วเหลือบตามองอีกคนที่พึ่งวาร์ปตามมาติดๆ
"รุ่นพี่ไมเคิล เอ่อ...สวัสดีครับ" ยมทูตฝึกหัดดาวเหนือเจ้าของร่างเล็กกับผิวขาวซีดตัดกับสูทดำที่สวม ยิ้มเจื่อนๆ ให้ผม ก่อนที่ปากเล็กๆจะกระตุกเป็นเส้นตรง คิ้วหนาปานกลางบนใบหน้ารูปไข่ขมวดเข้าหากันนิดหนึ่งจมูกเล็กย่นขึ้นอัตโนมัติ ประกายในดวงตาเรียวยาวภายใต้แว่นดำหายไปแทบจะในทันทีบ่งบอกความรู้สึกอึดอัดที่ต้องเจอผม
"อืม..." ผมพยักหน้าแล้วเบนสายตากลับไปมองทางนายสีสดตลอดวัน ไม่ใช่เพราะอยากให้คนตรงหน้าหายอึดอัดแต่เพราะไม่อยากพลาดตอนจบของเหยื่อรายสุดท้ายในชีวิตการเป็นยมทูต
"อ๊ากกกกก!!"
เสียงร้องลั่นของคนคนนั้นเรียกให้ทั้งหัวหน้านับเงินก้อนหิน และดาวเหนือ หันขวับมามองต้นเสียงตามผมกันเป็นตาเดียวหมายรวมถึงบรรดานักข่าวที่ต่างยืนชะงักตาค้างไปกับภาพคนโดนไฟดูดที่กำลังชักดิ้นชักงออยู่ตรงหน้าด้วย
"ทะ... ทำไงดี ทะ...ท่านสีสดโดนไฟดูด!!"
"ตะ... ตัดไฟต้องรีบตัดไฟก่อน!!"
"คัทเอาท์อยู่ไหนระบบตัดไฟไม่ทำงานเหรอ!?"
เสียงโหวกเหวกโวยวายดังประสานกับเสียงฝีเท้ารอบข้างเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง วุ่นวาย สะเปะสะปะ ไร้ทิศทางและกว่าที่ทุกอย่างจะเรียบร้อย คนที่เคยนอนชักดิ้นชักงออยู่บนพื้นอันเจิ่งนองไปด้วยน้ำ...ก็หัวใจวาย สิ้นชีพในสภาพใบหน้าบิดเบี้ยว บ่งบอกความทรมาน
แต่...ไม่ทันที่ก้อนหินจะพาเหยื่อในความรับผิดชอบของผมลงไปรับการพิจารณาโทษในนรก
"ถึงจะมากันเยอะข้าก็ไม่กลัวหรอกจะบอกให้ พวกหมาหมู่!" ผู้ชายผิวเข้มหัวเกรียนวัยยี่สิบต้นๆในชุดสูทขาววาร์ปมาขวางหน้าพวกเราไม่ให้เข้าไปควบคุมตัวดวงวิญญาณที่กำลังหลุดจากร่างของนายสีสดในมือของมันถือเลื่อยยนต์ที่ยังไม่ได้สตาร์ทแทนที่จะถือดาบหรือหอกเหมือนอย่างทุกที
ไม่แน่...เจอกันคราวหน้าพวกมันอาจจะเปลี่ยนมาถือเครื่องตัดหญ้า หรือไม่ก็แส้สายยางสีเขียวก็เป็นได้
"อะไรๆ อย่างนาย...แค่ฉันคนเดียวก็พอแล้ว" ก้อนหินเรียกเคียวออกมาควงพร้อมกับพุ่งเข้าใส่อีกฝ่ายแบบไม่พูดพร่ำทำเพลงนานตรงข้ามกับหัวเกรียนสูทขาวที่ยังยืนสตาร์ทเลื่อยยนต์
"บัดซบล้าว...ลืมเติมน้ำมัน" มันเงยหน้าขึ้นมาหัวเราะขำเหมือนไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเท่าไหร่ซ้ำยังตั้งท่าจะวิ่งหนี ทั้งที่ยังไม่ทันได้เริ่มสู้ อ้อ... พวกมือใหม่สินะถึงลืมว่าตัวเองวาร์ปได้
"จะไปไหนไม่ทราบครับ!!"ดาวเหนือวาร์ปไปยืนดักหน้า ทำเอามันชะงักที่มีคนรู้ทัน เปล่าหรอก... แค่ยมทูตฝึกหัดนั่นเคยลืมว่าตัวเองวาร์ปได้เหมือนกันก็เท่านั้น
"ถอยไปนะเฟ้ย!!ยังไงข้าก็ต้องพาวิญญาณนี่กลับฐานตามคำสั่ง"หัวเกรียนยกเลื่อยขึ้นบังหน้าเหมือนจะใช้ป้องกันตัวเฉยๆดูเหมือนหลังการกวาดล้างแก๊งมารสูทขาว พวกมันจะหาสมาชิกรุ่นใหม่ไม่ได้ถึงขั้นที่ต้องเที่ยวว่าจ้างให้ดวงวิญญาณเร่ร่อนมาเป็นสมัครพรรคพวกผลที่ได้เลยออกมาเป็นแบบนี้
...แก๊งมารสูทขาวคือใคร? พวกมันก็คือเหล่าคนชั่วที่หลบหนีการส่งวิญญาณของยมทูตไปตั้งกลุ่มโดยอ้างว่าพวกตนทำความดีมาตลอดชีวิตยังไงล่ะ
"นายไม่กลัวเหรอว่าทำแบบนี้แล้วบัญชีหนังหมาของตัวเอง มันจะบันทึกกรรมชั่วยาวเป็นหางว่าวหนักขึ้นอาจจะต้องใช้กรรมในนรกไม่ได้ผุดได้เกิดเลยก็ได้โทษฐานขัดขวางยมทูตในการปฏิบัติหน้าที่"
คราวนี้คำพูดของก้อนหินทำเอามันชะงัก
"จะ... จะ... จริงดิ!?"ชายหัวเกรียนย้อนถามตะกุกตะกัก พลางหันรีหันขวางมองผมที มองก้อนหินทีมองดาวเหนือที มองหัวหน้านับเงินที แต่ไม่ทันที่ใครจะได้ตอบอะไร
"เจ้าโง่!ปล่อยให้พวกมันหลอกอยู่ได้ แกกำลังทำความดี ช่วยวิญญาณคนดีให้หลุดพ้นจากนรกจะไปตกนรกได้ยังไง"
แสงสีรุ้งสว่างวาบขึ้นพร้อมการปรากฏตัวของป้าหน้ากลมผมหยักศกในชุดสูทขาวแบบของผู้หญิง นางคือ 1 ในสมาชิกแถวหน้าของพวกมารสูทขาวที่ยังหลงเหลือซึ่งถ้าไม่ใช่เพราะเกิดวิกฤตขาดแคลนกำลังคนจริงๆก็จะยังคงทำหน้าที่ปลุกระดมเหล่าคนเขลาผู้หลงผิดอยู่เบื้องหลังเท่านั้น
"คนดีจะไปตกนรกได้ยังไงล่ะครับคุณป้าเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?" ดาวเหนือโพล่งสวนขึ้นเหมือนทนไม่ได้ที่จะต้องฟังคำพูดที่กลั่นออกมาจากตรรกะวิปริต
"ใครเป็นป้าแกไอ้เด็กปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม!!" ยัยป้าสูทขาวสวนกลับทันควันนี่ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงลงสนามไปด้วยอีกคนแล้ว
"ยูจะไปไหน?" หัวหน้านับเงินหันขวับมาถามทันทีที่สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของผม
"หาที่นั่งดู" ผมตอบสั้นๆแล้วเดินไปหลบมุมรอชมผลงานของรุ่นน้องยมทูตที่จะมาเป็นตัวตายตัวแทนในวันที่ผมไม่อยู่
"ยูเปลี่ยนไปแล้วจริงๆเหรอเนี่ย" เธอยังอุตส่าห์เดินตามมายืนทำตาโตใส่ผมเหมือนไม่อยากเชื่อในสิ่งที่พึ่งได้ยินกับหู
"ก็แล้วแต่จะคิด" ผมตอบยิ้มๆและยังคงมั่นใจว่าตัวเองไม่ได้เปลี่ยนไปเลย... แม้แต่นิดเดียว
"ตรงนี้ฉันจัดการเองนายเตรียมส่งวิญญาณตาลุงนั่นได้เลย" ก้อนหินร้องบอกดาวเหนือเหมือนจงใจยั่วโมโหยัยป้าสูทขาว ซึ่งก็ดูจะได้ผล
"ข้ามศพฉันไปให้ได้ก่อนเถอะไอ้พวกเด็กเวร!" ใบหน้าของนางเปลี่ยนเป็นสีแดงอย่างคนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟดูตัดกับชุดที่ใส่ดี
"งั้นป้าก็เตรียมตัวตายทั้งเป็นในนรกได้เลยครับ"ก้อนหินฉีกยิ้มปิดท้ายประโยคขณะที่ดาวเหนือวาร์ปเข้าประชิดวิญญาณของนายสีสดที่ยังนั่งมึนงงกับการโดนไฟดูดตายไม่หาย
"ไอ้ดำ! มัวทำอะไรอยู่จัดการมันสิ!" ยัยป้าหันไปตวาดใส่ลูกน้องหัวเกรียนที่ยังยืนงงอยู่กลางดงยมทูตนี่คือตัวอย่างบอสที่ควรหมดไปจากโลก
"ผมลืมเติมน้ำมันเลื่อยยนต์ครับ"ชายหัวเกรียนยิ้มเจื่อนๆพร้อมกับสตาร์ทเครื่องให้ดูเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าที่ตนพูดนั้นเป็นความจริง
"แกนี่มันโง่ซ้ำโง่ซากโง่ไม่มีแผ่วเลย!" เสียงตวาดของนางทะลวงแก้วหูยิ่งกว่าเสียงของหัวหน้ายมทูตโซนประเทศไทยหลายเท่า
"ขอโทษครับป้า"คนใต้บัญชาเกาหัวหน้ามึน มิหนำซ้ำยังเผลอใช้สรรพนามตามพวกยมทูตยิ่งทำให้นางโกรธจัดแผดเสียงอาละวาด
"ใครเป็นป้าแก!! ไปเลย!จะไปไหนก็ไป ฉันจะจัดการเอง ไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก กลับไปเป็นวิญญาณเร่ร่อนอย่างดะ..."
"โป๊กกกกก!!"
ด้ามเคียวยมทูตในมือก้อนหินหมุนคว้างลอยมากระแทกหน้าเจ้าของเสียงหนวกหูทำเอายัยป้าภาพตัด ล้มลงไปนอนสลบอยู่กับพื้นที่มีวงเวทย์สำหรับเคลื่อนย้ายร่างลงสู่ปรโลกรออยู่แล้ว
"คอนเฟิร์มเคส"
เสียงของยมทูตฝึกหัดดาวเหนือที่ดังแว่วมาเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าการส่งวิญญาณนายสีสดลงไปรับโทษในนรกเรียบร้อยดี
"อยากชำระความอะไรกันก่อนไหมครับเผื่อเคยมีความแค้นส่วนตัว?" ก้อนหินหันมาถามผมกับหัวหน้าก่อนจะเบนสายตาไปทางชายสูทขาวหัวเกรียนคล้ายจะเป็นเชิงบอกกล่าวเชื้อเชิญอีกฝ่ายด้วย
"ไม่" ผมกับหัวหน้าตอบสั้นๆพร้อมกัน ยกเว้นก็แต่คนคนนึงที่ให้คำตอบต่างออกไป
"เอ่อ... ได้เหรอบัญชีหนังหมาข้าจะยาวเพิ่มหรือเปล่า?" นายหัวเกรียนถามขึ้นอย่างหวาดระแวงเหมือนกลัวจะถูกยมทูตต้มตุ๋นให้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในนรกนานขึ้น
"ก็น่าจะเป็นอย่างนั้นแหละ เพราะต่อให้ป้าแกจะไม่มีบุญคุณอะไรกับนายแต่มันก็เป็นการทำร้ายสัตว์โลกน่ะนะ"ก้อนหินอธิบายระหว่างที่เขียนวงเวทย์พันธนาการทับลงไปบนร่างสัตว์โลกที่ว่าอีกครั้ง
"เซ็งเลย งั้นก็รีบๆ จับข้าไปเหอะกลับฐานไปมีหวังถูกส่งไปเกิดเป็นเหลือบไรแหงๆ" อดีตสูทขาวกลับใจทรุดนั่งลงด้วยท่าทางหมดอาลัยตายอยาก
"เป็นไง... ผ่านไหมล่ะเด็กปั้นของยูน่ะ?" หัวหน้านับเงินเขยิบเข้ามากระซิบถามท่าทางเหมือนอยากลากผมกลับนรกเต็มแก่แล้ว
"ยูให้ผ่านไหมล่ะ?" ผมย้อนถามแทนคำตอบแล้วเดินนำออกมาจากจุดที่เคยยืน
"จัดการคนเดียวได้ใช่ไหม?"
คำถามของผมเรียกให้ทั้งก้อนหินและนายหัวเกรียนหันขวับมาหา
"สบายครับ"หมอนั่นฉีกยิ้มให้ผมที่จงใจเดินผ่านไปตรงนั้น...ตรงที่มั่นใจว่าจะมีแค่ทั้งคู่ที่ได้ยินมัน
"ถ้าให้ข้อมูลเป็นประโยชน์จนกวาดล้างพวกสูทขาวสิ้นซาก โทษหนักอาจจะเบาลง"คำพูดที่ผ่านการวางแผนและไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีของผม ทำเอาเป้าหมายตาลุกวาวตามคาด
ใช่... ไม่ว่าเมื่อไหร่จุดหมายของผมก็คือการถอนรากถอนโคนพวกมันให้หมดไปจากกะลาแลนด์!!