ตอนที่ 3 : สะบั้น
เสียงคำรามต่ำ ๆ ดังก้องไปทั่วป่ารอบเมือง ลมเย็นพัดผ่านต้นไม้สูง ใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ แต่บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดดวงตาสีแดงหลายคู่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นจากเงามืดของพุ่มไม้
มอนสเตอร์รูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่ก้าวออกมาทีละตัว เขี้ยวแหลมสะท้อนแสงจาง ๆ ที่ลอดผ่านยอดไม้ ร่างกายเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและรอยแผลจากการต่อสู้
ลูคัสกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะนับคร่าว ๆ
“หนึ่ง…สอง…สาม…สี่… โอ้โห
มีตั้งหลายตัวเลยนี่นา”
เขายิ้มเล็กน้อยก่อนจะจับด้ามดาบของตัวเอง
“วันนี้คงได้วอร์มร่างกายหน่อยแล้ว”
มอนสเตอร์ตัวหนึ่งคำรามเสียงดัง ก่อนจะก้าวเข้ามาใกล้
ไคเรนยังคงยืนเงียบ ๆ ไม่ขยับตัว
ลูคัสเหลือบตามองเขา
“เฮ้ ไคเรน นายจะยืนเฉย ๆ แบบนั้นจริงเหรอ”
ไคเรนตอบสั้น ๆ
“อืม”
ลูคัสถอนหายใจ
“งั้นก็ตามแผน ฉันเอาทางซ้าย นายเอาทางขวา—”
แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ
ไคเรนก็ยกมือขึ้นจับด้ามดาบที่เอว
ลูคัสชะงัก
“เดี๋ยวก่อน นายจะ—”
ไคเรนค่อย ๆ ชักดาบออกจากฝักเพียงเล็กน้อย
เสียงโลหะเสียดสีกับฝักดังเบา ๆ
แกร๊ก…
เพียงแค่ปลายดาบโผล่ออกมานิดเดียว
แต่บรรยากาศทั้งป่าก็เหมือนหยุดนิ่ง
ลมเงียบลง
ใบไม้หยุดไหว
แม้แต่มอนสเตอร์ก็หยุดเคลื่อนไหวชั่วขณะ
ไคเรนพูดเบา ๆ
“สะบั้น”
ในเสี้ยววินาทีถัดมา
บางสิ่งพุ่งผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว
ไม่มีเสียงะเิ ไม่มีแสงแฟลช
มีเพียงแรงตัดที่มองไม่เห็น
ลูคัสกะพริบตาหนึ่งครั้ง
แล้วอีกครั้ง
จากนั้น—
ฉัวะ
รอยแผลขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นบนตัวมอนสเตอร์ตัวแรก
แล้วตัวที่สอง
ตัวที่สาม
ตัวที่สี่
ในพริบตาเดียว
มอนสเตอร์ทั้งหมดที่ล้อมพวกเขาอยู่ก็ ล้มลงพร้อมกัน
ตุบ
ตุบ
ตุบ
ร่างของพวกมันกระแทกพื้นป่า เืกระจายไปทั่วพื้นดิน
ต้นไม้รอบ ๆ หลายต้นถูกตัดขาดเป็รอยเฉียง ใบไม้จำนวนมากร่วงลงมาเหมือนฝน
ป่าที่เมื่อครู่เต็มไปด้วยเสียงคำราม ตอนนี้กลับเงียบสนิท
ไคเรนค่อย ๆ ดันดาบกลับเข้าฝัก
แกร๊ก
ลูคัสยืนนิ่งไปสองวินาที
เขามองซ้าย…มองขวา…มองซากมอนสเตอร์ที่กองเกลื่อนพื้น
ก่อนจะค่อย ๆ หันไปมองไคเรน
“…เดี๋ยวนะ”
ลูคัสชี้ไปรอบ ๆ
“นี่นาย…ฆ่าหมดเลยเหรอ”
ไคเรนตอบเรียบ ๆ
“อืม”
ลูคัสทำหน้าใ
“อ้าว! เดี๋ยวสิ!”
เขารีบเดินไปดูซากมอนสเตอร์ใกล้ ๆ
ร่างของมันเต็มไปด้วยรอยฟันเฉือนยาวหลายรอย บางส่วนแทบแยกออกจากกัน
ลูคัสหันกลับมาทันที
“ไคเรน!!”
ไคเรนมองเขา
“อะไร”
ลูคัสชี้ไปที่มอนสเตอร์
“นายทำตัวมันเละหมดเลย!”
ไคเรนตอบสั้น ๆ
“ก็ฆ่ามัน”
ลูคัสทำหน้าแทบจะกุมหัว
“ฉันรู้ว่านายฆ่ามัน! แต่ดูสภาพมันสิ!”
เขาเตะซากมอนสเตอร์เบา ๆ
“หนังมันขาดหมดแล้ว!”
ไคเรนมองตาม
“แล้ว?”
ลูคัสร้องออกมา
“แล้วเราจะเอาหนังมันไปขายยังไงล่ะเนี่ย!”
ไคเรนเงียบไปครู่หนึ่ง
“อ๋อ…”
ลูคัสมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“อย่าบอกนะว่านายไม่ได้คิดเื่นั้นเลย”
ไคเรนตอบตรง ๆ
“ไม่ได้คิด”
ลูคัสเอามือกุมหน้าผาก
“ให้ตายเถอะ…”
เขามองซากมอนสเตอร์ที่เต็มพื้นอีกครั้ง
“นี่มันเงินทั้งนั้นเลยนะ!”
ไคเรนพูดเรียบ ๆ
“อย่างน้อยภารกิจก็เสร็จ”
ลูคัสถอนหายใจยาว
“ใช่… เสร็จแบบแทบไม่ได้อะไรกลับไปเลยเนี่ยนะ”
เขาหันไปมองไคเรน
“คราวหน้าถ้าจะใช้ท่าอะไรของนาย ช่วยคิดเื่เงินก่อนหน่อยได้ไหม”
ไคเรนตอบสั้น ๆ
“จะพยายาม”
ลูคัสพึมพำ
“คำว่า ‘พยายาม’ ของนายไม่น่าเชื่อถือเลยจริงๆ...
ลมเย็นพัดผ่านป่าอีกครั้ง
ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางซากมอนสเตอร์ที่กระจายเต็มพื้น
และไกลออกไปในความมืดของป่า
เหมือนมีบางสิ่งกำลังเฝ้ามองพวกเขาอยู่เงียบ ๆ…
หลังจากจัดการฝูงหมาป่ามอนสเตอร์ไปแล้ว ป่ารอบเมืองก็กลับมาเงียบลงอีกครั้ง
ไคเรนกับลูคัสกำลังนั่งยอง ๆ เก็บของที่มีค่าจากซากมอนสเตอร์ ทั้งเล็บ เขี้ยว และชิ้นส่วนบางอย่างที่ยังพอขายให้พ่อค้าในเมืองได้ ถึงหนังของพวกมันจะเสียหายไปมากเพราะท่าฟันของไคเรน แต่ของบางอย่างก็ยังพอใช้ได้
ลูคัสถอนหายใจขณะหยิบเขี้ยวหมาป่าขึ้นมาใส่ถุง
“คราวหน้าอย่าใช้ท่าฟันแบบนั้นอีกนะ อย่างน้อยก็เผื่อเงินฉันหน่อย”
ไคเรนตอบเรียบ ๆ
“ฉันก็บอกแล้วว่าจะพยายาม”
ลูคัสส่ายหัว
“คำว่า พยายาม ของนายมันน่ากลัวกว่ามอนสเตอร์อีก”
หลังจากเก็บของเสร็จ ทั้งสองก็ลุกขึ้นเตรียมจะเดินกลับเมือง
แต่ทันทีที่หันหลัง—
ทั้งสองคนก็ ชะงักพร้อมกัน
บรรยากาศในป่าที่สงบอยู่เมื่อครู่เปลี่ยนไปทันที
ลูคัสค่อย ๆ หันหน้ามามองไคเรน สีหน้าของเขาดูงงเล็กน้อย
“เอ่อ…”
จากนั้นดวงตาของลูคัสก็ เปลี่ยนเป็สีแดงเข้ม อย่างช้า ๆ
เขามองลึกเข้าไปในป่าด้านหน้า
“ไคเรน… นายรู้สึกเหมือนกันไหม…”
แรงกดดันบางอย่างกำลังแผ่ออกมาจากป่าลึก
ไคเรนพยักหน้าเบา ๆ
มือของเขาแตะด้ามดาบที่เอวอย่างสงบ
“อืม… ตัวใหญ่พอสมควร”
ลูคัสยิ้มมุมปากทันที
“งั้นตัวนี้ชั้นขอเอง”
เขาชี้ไปทางด้านหลัง
“นายไปยืนเก๊กท่าไกล ๆ เลย ไปชิ้ว ๆ”
ไคเรนถอนหายใจเล็กน้อย
“ตามสบาย”
ลูคัสหันไปมองทางป่าลึก ดวงตาสีแดงของเขาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น
ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวน ๆ
“เ้า ัจ๋า พี่มาแล้ว~~”
ทันใดนั้น เขาก็จับด้ามดาบแน่น
ร่างของเขาก้มต่ำลงเล็กน้อย
แล้ว—
ฟุ่บ!
ร่างของลูคัสพุ่งออกไปด้วยความเร็วที่แทบมองไม่ทัน ราวกับว่าตัวตนของเขาหายไปจากจุดเดิม
ไคเรนยืนมองเงียบ ๆ
เพียงพริบตาเดียว ลูคัสก็ไปปรากฏตัว ด้านหลังมอนสเตอร์ขนาดมหึมา
มันคือ ัสีแดงขนาดเท่าเกวียนใหญ่ เกล็ดหนาปกคลุมทั่วร่าง และดวงตาเรืองแสงดุร้าย
แต่ก่อนที่ัจะทันรู้ตัว—
ลูคัสก็ฟันดาบออกไปแล้ว
ฉัวะ!
เสียงคมดาบเฉือนผ่านอากาศดังสะท้อน
แรงฟันมหาศาลส่งร่างของักระเด็นออกไปไกลหลายร้อยเมตร ต้นไม้จำนวนมากหักโค่นเป็ทางยาว
เสียงการกระแทกดังสนั่นไปทั่วป่า
ไคเรนมองภาพนั้นแล้วพึมพำเบา ๆ
“ไอ้หมอนี่… เอาอีกแล้ว”
เขายิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก
ฝุ่นควันยังไม่ทันจาง
ลูคัสก็ยกดาบขึ้นอีกครั้ง พลังเวทสีแดงเริ่มไหลรวมเข้าที่คมดาบ
เขาพุ่งเข้าไปอีกครั้ง
“ตายซะ—เ้าัน้อย!”
ตูม!
เสียงฟันครั้งที่สองดังะเืป่า
แรงะเิจากพลังดาบทำให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ไม่กี่วินาทีต่อมา
ลูคัสก็เดินออกมาจากกลุ่มควันอย่างสบาย ๆ
เขาสะบัดดาบเล็กน้อยก่อนเก็บเข้าฝัก
จากนั้นหันมายิ้มให้ไคเรน
“เป็ไงไคเรน… ชั้นเท่ใช่ไหมล่ะ”
ไคเรนมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะตอบพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“นายควรเลิกอ่านการ์ตูนพวกนั้นบ้างนะ”
ลูคัสหัวเราะ
“อย่าพูดงั้นสิ มันทำให้ชีวิตมีสีสันนะ”
ทั้งสองหัวเราะเบา ๆ
ไคเรนพยักหน้าไปทางซากั
“ไป เก็บของก่อน”
ลูคัสเดินไปจับร่างั แล้วใช้เวทเก็บมันเข้าไปใน มิติย่อย ของเขา
จากนั้นทั้งสองก็เดินออกจากป่าด้วยกัน
พระอาทิตย์เริ่มคล้อยต่ำแล้ว
ลูคัสมองท้องฟ้า
“ชั้นว่าเราคงกลับเมืองไม่ทันก่อนพระอาทิตย์ตก”
ไคเรนพยักหน้า
“งั้นหาที่พักก่อน”
ไม่นาน ทั้งสองก็พบพื้นที่โล่งเล็ก ๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่
พวกเขาก่อกองไฟ ทำอาหารง่าย ๆ จากเสบียงที่พกมา แล้วนั่งกินกันเงียบ ๆ
แสงไฟสะท้อนบนใบหน้าของทั้งสอง
ลูคัสเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะถามขึ้นเบา ๆ
“ไคเรน…”
“หืม”
“นายคิดว่าพวกที่อยู่เื้ัาครั้งก่อน… จะกลับมาเล่นอะไรอีกไหม”
ไคเรนมองเปลวไฟนิ่ง ๆ
ก่อนตอบช้า ๆ
“ฉันไม่แน่ใจหรอก”
เขาหยุดครู่หนึ่ง
“แต่อะไรก็เป็ไปได้”
ลมกลางคืนพัดผ่านป่าเบา ๆ
ไคเรนพูดต่อ
“ไม่แน่ว่า… าครั้งใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม อาจเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ก็ได้”
ลูคัสเงียบลงเล็กน้อย
เขามองเพื่อนของตัวเองด้วยสีหน้าจริงจัง
ไคเรนล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ แล้วหยิบ สร้อยคอเส้นหนึ่ง ออกมา
เขาจ้องมันอย่างครุ่นคิด
“ไม่แน่… เื่นี้อาจเกี่ยวกับพวก…”
ไคเรนพูดช้า ๆ
“ทวีปแห่งเทพ”
ลูคัสชะงักไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำนั้น
บรรยากาศรอบกองไฟเงียบลง
หลังจากนั้น ทั้งสองก็เงียบและกินอาหารกันต่อ
ไม่นานพวกเขาก็แยกย้ายกันพักผ่อน