หวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ)

    เล่มที่ 3 บทที่ 72 ตอน พิธีใหญ่ 2

            ค่ำคืนได้เริ่มต้นขึ้นแล้วรถม้าเริ่มออกเดินทาง โคมไฟบนถนนสว่างไสว คนเดินบนถนนเริ่มหลั่งไหลเหมือนสายน้ำ ความคึกคักค่อยๆคืบคลานเข้าหาหอจุ้ยฮวน

            หญิงสาวผู้อ่อนหวานบางคนมาที่ห้องโถงเพื่อต้อนรับแขกชายหนุ่มผู้มีฐานะหลายคนมาหาหญิงสาวที่ตนเองสนิทสนม

            ซูเจินเป็นหนึ่งในชายหนุ่มเหล่านี้หญิงสาวส่วนใหญ่ในหอจุ้ยฮวนรู้จักเขาเป็นอย่างดี ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้ามาก็ถูกหญิงสาวรุมล้อมและพาไปส่งถึงห้องของม่านอู่

            ม่านอู่ที่แต่งตัวงดงามให้การต้อนรับเขาเป็นอย่างดี

            ซูเจินยิ้มบางๆ และกล่าวชมว่า“วันนี้เจ้าสวยมาก แต่น่าเสียดายที่คืนนี้ข้าต้องไปหาปี้เหยียน”

            หญิงสาวผู้งดงามอารมณ์เสียเล็กน้อยนางบ่นพึมพำก่อนจะกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า 

            “คุณชายไม่ได้มาหาข้าหนึ่งเดือนแล้วไม่คิดจะชมข้าร่ายรำสักหน่อยหรือเจ้าคะ?”

            ซูเจินกล่าวเบาๆ ว่า“คงไม่ได้ ข้าต้องไปหาปี้เหยียนเพราะข้ามีบางอย่างต้องทำ”

            จากนั้นเขาก็ออกจากห้องของม่านอู่และตรงดิ่งไปยังห้องส่วนตัวของอวิ๋นจื่อที่ศาลาฉีอวิ๋น

            อวิ๋นจื่อนั่งคัดอักษรตั้งแต่ช่วงบ่าย

            นางรู้สึกว่ามีจุดสีดำแห่งความเกลียดชังซุกซ่อนอยู่ในร่างกายของนางอาจเป็นเพราะความเศร้าโศกจากเหตุการณ์ในวันนั้นและนางก็ไม่เหลือใครเลย นางพยายามให้กำลังใจตัวเองและเลิกจมปลักอยู่กับอดีต

            ตอนแรกนางคัดอักษรด้วยความเร่งรีบจนพู่กันในมือร่วงลงบนกระดาษสีขาวของกระดาษเปื้อนหมึกสีดำเป็นดวงๆ เปรียบได้กับหัวใจของนางที่ถูกแต่งแต้มด้วยความเกลียดชัง

            นับตั้งแต่นางก้าวเท้าออกจากตำหนักเหวินฮวาความเกลียดชังในใจของนางก็แผ่ขยายและเพิ่มมากขึ้น

            นางเร่งมือคัดอักษรติดต่อกันเป็นเวลานานจนเริ่มรู้สึกปวดข้อมือจึงเปลี่ยนมาคัดให้ช้าลงเพื่อสงบสติอารมณ์

            ตอนนี้นางยังมีโอกาสอยู่ใช่หรือไม่? อย่างน้อยเซียวเหยียนย่อมเป็นพันธมิตรกับนางเพราะความสัมพันธ์ที่เขามีต่อเสด็จอานอกจากนี้ราชวงศ์ใหม่ของตระกูลเย่ก็ยังไม่มั่นคงนัก ในอดีตตระกูลอวิ๋นใช้เวลาหลายร้อยปีในการก่อตั้งแคว้นอีกทั้งบรรดาตระกูลขุนนางและคหบดีล้วนมีความเกี่ยวพันกัน นี่หมายความว่าไม่ใช่ใครคิดจะเป็นฮ่องเต้ก็ได้การที่คนสกุลเดียวปกครองแคว้นมาเป็นเวลานานย่อมก่อให้เกิดรากฐานที่หยั่งรากลึกและนั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่จะทำลายได้ในเวลาสั้นๆยิ่งไปกว่านั้นเบื้องหลังของนางยังมีการสนับสนุนจากตระกูลมู่

            อย่างที่เสด็จพ่อบอกไว้ไม่มีอะไรต้องกลัว

            ตอนนี้นางไม่จำเป็นต้องกลัวสิ่งใด

            ขุนนางทรยศและพวกกบฏจะถูกลงโทษในที่สุด

            อารมณ์ของนางสงบลงอย่างช้าๆ 

            นางต้องก้าวเดินไปทีละก้าว

            เมื่ออวิ๋นจื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นซูเจินยืนอยู่

            ทันใดนั้นนางก็ตระหนักได้ว่ามืดแล้วส่วนสาวรับใช้ที่อยู่รอบตัวนางล้วนหายตัวไปหมด

            ซูเจินถามว่า “เจ้าคัดอักษรมานานหรือยัง?”

            อวิ๋นจื่อยิ้มเล็กน้อย“ข้าเพิ่งคัดได้สักครู่ คุณชายมาเร็วเกินไปหรือไม่?”

            ซูเจินพูดด้วยท่าทีสบายๆว่า “เล่นเพลงซิงฮวาเทียนให้ข้าฟังหน่อย”

            อวิ๋นจื่อตอบรับ นางนำกู่ฉินมาวางบนตักและเริ่มเล่นทันที

            “ดอกโบตั๋นเพิ่งบานเมื่อคืนนี้ 

            เพราะเป็นวันฉลองเทศกาลฤดูใบไม้ผลิของปี 

            แต่ดอกชา[1]กลับชูช่อ  

            นกนางแอ่นไม่ว่างนกขมิ้นขี้เกียจ[2]

            ความเจ็บป่วยเหนื่อยล้ากลิ่นหอมสุราและเสียงเพลงกระจายไป 

            มองเห็นก๋วยเตี๋ยวและถ้วยชาเช่นนั้นก็เอามาให้ไว”

            อันที่จริงซูเจินอยากฟังท่อนอื่นเขาจึงถามขึ้นว่า “เหตุใดเจ้าถึงเล่นท่อนนี้?”

            อวิ๋นจื่อหัวเราะและกล่าวว่า“ข้าคิดว่าท่อนนี้น่าจะสอดคล้องกับความปรารถนาของคุณชายมากกว่าแม้ว่าเราจะพบกันโดยบังเอิญ แต่คนที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายคลึงกันมักเห็นอกเห็นใจกัน”

            ซูเจินไม่ตอบ

            หลังจากนั่งดื่มชาสักพักเขาก็กล่าวว่า“คืนนี้เจ้าเตรียมเพลงอะไรไว้?”

            อวิ๋นจื่อกล่าวเบาๆ “เพลงเมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียง[3]เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าคุณชายคิดเห็นอย่างไร?”

            ซูเจินรู้ว่าเพลงนี้บรรเลงค่อนข้างยากเขามองอวิ๋นจื่อด้วยสายตาครุ่นคิด

            อวิ๋นจื่อกล่าวต่อด้วยท่าทีเฉยเมย“คนที่รู้ว่าข้ารู้จักเพลงนี้คงตายไปแล้วนี่เป็นเพลงที่ท่านแม่สอนข้าตั้งแต่ข้ายังเด็ก คุณชายไม่ต้องกังวล”

            ซูเจินกล่าวว่า“ข้าจะขอให้ม่านอู่ช่วยเจ้า”

             “ม่านอู่น่ะหรือ?”

             “ใช่”

            หลังจากกล่าวจบเขาก็จากไปทันที

            เสียงเพลงในหอจุ้ยฮวนดังขึ้น ห้องโถงเต็มไปด้วยความคึกคัก อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมของเครื่องประทินผิวและเครื่องหอมที่ใช้บ่มผ้าแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของสถานที่แห่งนี้

            แต่ห้องของอวิ๋นจื่อเงียบมากนางสั่งให้หงหลิงนำกู่ฉินมาเตรียมไว้ และเรียกไป๋จื่อให้เข้ามาช่วยแต่งตัว

            ในค่ำคืนที่มืดมิดดวงตาของนางดำสนิทราวกับน้ำหมึก และไม่สามารถมองเห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งจิตใจของนางได้

            เมื่อไป๋จื่อและหงหลิงเห็นว่าอวิ๋นจื่อมีท่าทางไม่สบายใจก็ไม่กล้าพูดอะไรอวิ๋นจื่อมองไปที่สาวใช้สองคนที่ดูเหมือนจะพูดแต่ไม่กล้าพูดก็ตระหนักว่าทั้งหมดนี้ช่างไร้สาระเสียจริงในสถานที่เช่นนี้ไม่มีใครสูงส่งกว่าใคร อันที่จริงนางไม่ต้องการให้สาวใช้ของนางปฏิบัติกับนางเหมือนองค์หญิง

            นางกล่าวเบาๆ ว่า “เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่พูดอะไรสักคำ? ความขี้เล่นช่างหยอกล้อของพวกเจ้าหายไปไหนหมดแล้ว?”

            ไป๋จื่อตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“คุณหนูดูไม่มีความสุข พวกเราจึงไม่มีความสุขเช่นกันเจ้าค่ะ”

            เมื่อได้ยินคำพูดดังกล่าวอวิ๋นจื่อก็รู้สึกว่าความขุ่นมัวในใจบรรเทาลงครั้งหนึ่งจินเหนียงก็เคยพูดเช่นนี้กับนาง กระแสความอบอุ่นผุดขึ้นในใจนางทันที นางจึงกล่าวไปว่า“ข้าไม่มีความสุข แต่ข้ามีอารมณ์ขัน”

            จากนั้นอวิ๋นจื่อก็มองตัวเองในกระจกวันนี้นางแต่งหน้างดงามอ่อนหวาน แตกต่างจากการแต่งหน้าที่เคร่งขรึมและเคร่งครัดเหมือนสมัยที่อยู่ในวังตัวตนที่มีเสน่ห์และมีสีสันนั้นค่อนข้างแปลกตาจริงๆ

            นางมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วถามว่า“พวกเจ้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง? ข้าดูดีหรือไม่?”

            สาวใช้สองคนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“แน่นอนว่าคุณหนูของเรางดงามที่สุดเจ้าค่ะ”

            นายบ่าวหยอกล้อกันอยู่พักหนึ่งไม่นานอวิ๋นจื่อก็นั่งลงหน้ากู่ฉินและเริ่มเล่นเพลงช้าๆ 

            เมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียงเป็นเพลงที่นางฝึกฝนมาตั้งแต่ยังเด็กตั้งแต่เสด็จแม่จากไป นางก็ไม่เคยเล่นเพลงนี้อีกเลย เมื่อไม่ได้เล่นนานนางก็ไม่แน่ใจว่ายังเล่นได้ดีเหมือนเมื่อก่อนหรือไม่

            ในใจของนางรู้สึกโศกเศร้าเล็กน้อยท้ายที่สุดแล้วนางเป็นดรุณีน้อยที่มีอายุเพียงสิบห้า แต่ความโศกเศร้าของนางก็บรรเทาลงและถูกแทนที่ด้วยความสุขจากการที่จะได้ออกจากสถานที่แห่งนี้นางเพิ่งมาอยู่ได้ไม่กี่เดือน แต่นางเบื่อชีวิตแบบนี้แล้ว เล่ห์เหลี่ยมที่เต็มไปด้วยชั้นเชิงความอิจฉาริษยาที่ปลิวว่อนเหมือนใบไม้ และการทะเลาะเบาะแว้งอันไร้สาระล้วนทำให้นางเกลียดที่นี่

            ทันใดนั้นเสียงเพลงที่ไพเราะก็ดังขึ้น

            ไปจื่อกล่าวเบาๆ“คุณหนูเจ้าคะ พิธีประชันสาวงามได้เริ่มขึ้นแล้ว”

             

            ------------------------

            [1] ดอกชาเป็นที่รู้จักกันในชื่อถูหมี่มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม ตั้งตรงหรือเลื้อยได้ ดอกมีกลิ่นหอมกิ่งของดอกชามีความหนาแน่นและมีกลิ่นหอมและสีจะเปลี่ยนเป็นสีแดงหลังจากฤดูใบไม้ร่วง ชาเป็นดอกไม้ที่บานท้ายสุดในฤดูใบไม้ผลิและเมื่อดอกชาบานก็หมายถึงการสิ้นสุดของฤดูใบไม้ผลิ

            [2] นกนางแอ่นไม่ว่างนกขมิ้นขี้เกียจหมายถึง นกนางแอ่นกำลังยุ่งอยู่กับการสร้างรัง ส่วนนกกระจิบก็ขี้เกียจเกินกว่าที่จะร้องเพลงสองสิ่งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกว่านี่คือปลายฤดูใบไม้ผลิ

            [3] เพลงเมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียนหรือเมฆเอื่อยเหนือกระแสน้ำเชี่ยวเพลงนี้ปรากฎโน้ตฉบับเก่าแก่ที่สุดในตำราเสินฉีมี่ผู่ในสมัยราชวงศ์หมิง ในตำราดังกล่าวได้ระบุไว้ว่า“เพลงนี้แต่งโดยกัวเหมี่ยนผู้มีฉายาฉู่วั่งและเป็นคนหย่งเจียทุกครั้งที่มองไปที่ภูเขาจิ่วอี๋ ก็จะเห็นเมฆหมอกเหนือลำน้ำเซียวเซียงบดบังทิวทัศน์ทำให้เกิดจินตนาการต่างๆ นานา เขาจึงนำเอาลำน้ำและเมฆมาบรรเลงเป็นเพลง”

    คล้ายกับเรื่องหวนคืนอีกครา พลิกชะตาแห่งคำทำนายเลือด (จบ) ที่คุณอ่าน