เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 143 พวกคุณนี่นะ ไม่รู้จักแยกแยะความสำคัญ!

            เซี่ยจื่ออวี้ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองควรจะบรรยายความรู้สึกนี้อย่างไรดี

            เธอมีบิดามารดาแบบนี้ สอนเท่าไรก็ไม่ฉลาดเฉลียวขึ้นแยกแยะความสำคัญไม่ได้อยู่ร่ำไป

            สีหน้าของเธอไม่สบอารมณ์อย่างรุนแรง จางชุ่ยเกรงกลัวเล็กน้อยจึงรีบอธิบายต่อ “แม่กับพ่อรู้ว่าเธอถ่อไปเรียนที่เซี่ยนอีจงต้องไม่ได้มีเจตนาดีคงยังไม่ตัดใจจากหวังเจี้ยนหัวแน่ ถึงต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแม่วานพ่อเอาของขวัญไปฝากครอบครัวครูใหญ่ซุนอยากให้ครูใหญ่ซุนผลักไสเธอออกจากโรงเรียน แต่...”

            “แต่ล้มเหลว”

            เซี่ยจื่ออวี้กล่าวต่ออีกประโยคด้วยใบหน้าเรียบเฉย

            “เธอเรียนที่เซี่ยนอีจงนานเท่าไรแล้ว?”

            “สองสามเดือนแล้วล่ะ”

            เซี่ยจื่ออวี้นิ่งเงียบไปนานมาก

            เธอคิดว่าตัวเธอเองคงหมดปัญญาสื่อสารกับบิดามารดาโดยสิ้นเชิง

            เซี่ยเสี่ยวหลานเข้าเรียนที่เซี่ยนอีจง ทว่าพวกเขากลับไม่ได้แจ้งเธอทันทีทันใด

            อาจารย์ใหญ่ซุนแค่ช่วยเหลือเธอเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้น อีกทั้งเธอไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆของอาจารย์ใหญ่ซุนเสียหน่อย ทำไมคนเขาต้องช่วยไล่เซี่ยเสี่ยวหลานออกไปด้วย? อาจารย์ใหญ่ซุนไม่ใช่สุนัขที่บ้านเซี่ยจ่ายเงินชุบเลี้ยง และถึงแม้จะเป็นสุนัขที่บ้านเซี่ยเลี้ยงทว่าตอนนี้บ้านเซี่ยก็ชุบเลี้ยงอาจารย์ใหญ่ซุนไม่ไหวหรอก! เซี่ยจื่ออวี้เองจบการศึกษาจากเซี่ยนอีจงคุณสมบัติในการเข้าเรียนระหว่างภาคเรียนของเซี่ยนอีจงเข้มงวดยิ่งนักการทดสอบเข้าเรียนต้องได้คะแนนสูงกว่ามาตรฐานขั้นต่ำ ‘ต้าจงจวน’ ของเกาเข่าปีที่แล้ว

            คะแนนขั้นต่ำต้าจงจวนเมื่อปีกลายจำนวนเท่าไรกันนะ?

            เซี่ยจื่ออวี้จำได้ว่าคือ 350 คะแนน

            ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานสอบเข้าเซี่ยนอีจงได้ด้วยตนเอง แสดงว่าคะแนนทดสอบเข้าเรียนได้มากกว่า 350 คะแนนน่ะสิ

            พอเซี่ยเสี่ยวหลานจบมัธยมต้นก็ว่างอยู่บ้านเฉยๆไม่แตะหนังสือหนังหาไปสามปี ยังสามารถสอบได้คะแนนเช่นนี้หรือ? เซี่ยจื่ออวี้ไม่ยอมถอดใจเธอสงสัยว่าเซี่ยเสี่ยวหลานอาจใช้หนทางอื่นเข้าเรียนหรือลูกพี่ลูกน้องคนดีของเธออาจเคยซุ่มศึกษาเป็นพิเศษ

            ยังมีใครสามารถสอนเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นพิเศษได้อีก?

            คนแรกที่เซี่ยจื่ออวี้นึกถึงคือหวังเจี้ยนหัว

            พื้นฐานความรู้ของหวังเจี้ยนหัวดีทีเดียวหลายปีมานี้ก็ไม่เคยละทิ้งตำราไปจริงๆอย่างไรเสียด้วยสถานการณ์เช่นนั้นของตระกูลหวัง เส้นทางอื่นของหวังเจี้ยนหัวย่อมถูกปิดตายหมดแล้วมีเพียงการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ทำให้ยังมีความหวังที่จะลืมตาอ้าปากและเพราะหวังเจี้ยนหัวพื้นฐานดี ปีก่อนจดจ่อกับการทบทวนเป็นเวลาไม่กี่เดือนก็สามารถสอบเข้าวิทยาลัยฝึกหัดครูปักกิ่งได้อย่างราบรื่น

            คะแนนเกาเข่าของหวังเจี้ยนหัวสูงกว่าเธอพอสมควรทว่าคนคนนี้ก็อ่านสมุดบันทึกทบทวนของเซี่ยจื่ออวี้เหมือนกัน

            ทว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเป็นผู้ออกหน้าขอยืมสมุดบันทึกทบทวนจากเซี่ยจื่ออวี้เพื่อไปมอบให้หวังเจี้ยนหัวหรือตอนนั้นนอกจากหวังเจี้ยนหัวจะใช้ทบทวนเองแล้ว ยังสอนเซี่ยเสี่ยวหลานด้วย?

            เซี่ยจื่ออวี้และหวังเจี้ยนหัวต่างหลีกเลี่ยงไม่กล่าวถึงเรื่องของเซี่ยเสี่ยวหลานตอนนี้เธอไม่มีทางแน่ใจได้เลย

            เซี่ยจื่ออวี้กลับหวังว่าเซี่ยเสี่ยวหลานจะพึ่งพาเส้นสายอื่นถึงสามารถเข้าเรียนในเซี่ยนอีจงได้มากกว่า...หากเซี่ยเสี่ยวหลานพิชิตคะแนนได้ด้วยตนเองจริง แบบนั้นก็ยิ่งเลวร้ายไปกันใหญ่

            เซี่ยจื่ออวี้สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลงจางชุ่ยจึงปิดปากสนิทด้วยความระมัดระวังไม่กล้าเอ่ยข่าวคราวเรื่องเซี่ยเสี่ยวหลานได้คะแนนสอบปลายภาคเมื่อไม่กี่วันก่อนไป 514 คะแนน และเป็นอันดับสองของชั้นปี

            เซี่ยจื่ออวี้เพิ่งกลับบ้าน เรื่องนี้ต้องบอกเธออย่างค่อยเป็นค่อยไป

            เซี่ยจื่ออวี้มีเรื่องลำบากใจอันหนักหน่วงไร้กะจิตกะใจในการเตร็ดเตร่ซื้อของ หลังจากเคยไปปักกิ่ง ถนนไม่กี่สายของเขตเล็กๆอย่างอันชิ่งใช้เวลาเพียงไม่นานก็เดินจนหมดแล้ว เซี่ยจื่ออวี้ซื้อของลวกๆไม่เท่าไร และเดินกลับพร้อมจางชุ่ย

            หวังเจี้ยนหัวตื่นนอนแล้ว กำลังนั่งรับประทานบะหมี่เนื้อแพะอยู่ในร้าน

            บะหมี่จานนั้นของเขามีเนื้อแพะเยอะทว่าเส้นบะหมี่น้อยทำให้ลูกค้าบางคนในร้านที่รับประทานบะหมี่เนื้อแพะเช่นกันรู้สึกริษยาเหลือเกินแต่ริษยาไปก็ไร้ประโยชน์ นี่คือลูกเขยของจางจี้นี่

            “จื่ออวี้ ทำไมเธอไม่รอฉันเล่า?”

            เซี่ยจื่ออวี้สะกดกลั้นภาระใจที่เต็มอกเอาไว้ ยิ้มแย้มอย่างอ่อนโยน “ฉันเห็นเธอนอนหลับสบาย ก็เลยอยากให้เธอพักผ่อนเสียหน่อย”

            หวังเจี้ยนหัวจึงถามเธออีกรอบว่ารับประทานอาหารหรือยัง พอรับประทานบะหมี่จานนั้นของตนจนหมดในชั่วอึดใจก็จะช่วยเก็บล้างทว่าพวกจางชุ่ยไม่ยอมท่าเดียว

            เซี่ยหงเซี๋ยคิดในใจ พี่เขยดีเด่นเช่นนี้มีเพียงพี่จื่ออวี้เท่านั้นที่คู่ควร

            จางชุ่ยพึงพอใจมากเหมือนกัน หากหวังเจี้ยนหัวยังเป็นจือชิงยากไร้ผู้ถูกส่งไปหมู่บ้านต้าเหอต่อให้รูปลักษณ์หล่อเหลาสะดุดตา จางชุ่ยก็ไม่มีทางยกลูกสาวให้อีกฝ่ายแน่หน้าตาดีกินแทนข้าวไม่ได้ คนอนาถาจะเหมาะสมกับจื่ออวี้ที่ไหนกัน

            ทว่าหวังเจี้ยนหัวในปัจจุบันเป็นที่นิยมชมชอบ เซี่ยจื่ออวี้มองคนไม่เคยผิดจางชุ่ยจึงมั่นใจต่อหวังเจี้ยนหัวเต็มเปี่ยม

            สิ่งเดียวที่ไม่ดีคือเขายอดเยี่ยมเหลือเกินมักมีหมู่ผีเสื้อหลากสีสันเข้าหาเสมอ เมื่อครู่เซี่ยจื่ออวี้ได้เล่าระหว่างทางแล้วว่าหวังเจี้ยนหัวได้รับความนิยมในมหาวิทยาลัยยิ่งนักแม้แต่บุตรสาวของอาจารย์ก็ต้องการตามคว้าหัวใจของเขาไป

            จางชุ่ยรู้สึกหวาดหวั่น

            เซี่ยจื่ออวี้โดดเด่นไปเสียทุกด้าน แต่ตระกูลเซี่ยจะเอาอะไรไปเทียบเทียมกับอาจารย์มหาวิทยาลัยกัน?

            ยิ่งไปกว่านั้นคือเด็กสาวอย่างเซี่ยเสี่ยวหลานผู้ไม่เคยยอมแพ้บางทีอาจลงมือแย่งชิงหวังเจี้ยนหัวไปเมื่อไรก็ได้

            ลูกเขยยอดเยี่ยมเกินไป จางชุ่ยกลุ้มใจเหลือเกิน!

            ----------------------------------------

            เซี่ยเสี่ยวหลานและคังเหว่ยนั่งรถไฟลงใต้ด้วยกัน เธอจึงรู้สึกสบายใจขึ้นในระหว่างการเดินทาง

            คังเหว่ยผู้นี้ลักษณะไม่สุขุมเท่าโจวเฉิง อีกทั้งมีความเหลาะแหละของเด็กชายวัยรุ่นด้วยซ้ำแต่เขาจริงใจต่อผู้อื่นมาก เนื่องจากเขาเคารพและเชื่อมั่นในโจวเฉิง ดังนั้นสตรีที่โจวเฉิงเลือกคังเหว่ยจึงปฏิบัติดั่งพี่สะใภ้จริงๆ

            เมื่อรู้ว่าร้านเสื้อผ้าเปิดกิจการวันที่ 25 และจะจัดพิธี ‘ตัดริบบิ้น’ คังเหว่ยก็รู้สึกประหลาดใจทีเดียว “ฉันเคยได้ยินแต่พวกสถานที่อย่างฮ่องกงถึงจะจัดงานตัดริบบิ้นแบบนั้นพี่สะใภ้นี่ทันสมัยเสียจริง!”

            “ก็แค่ครึกครื้นสักหน่อยน่ะ ถือว่าเป็นการโฆษณาวิธีหนึ่ง”

            เซี่ยเสี่ยวหลานอยากจ้างคณะเชิดสิงโตด้วย ทว่าติดต่อค่อนข้างยากแสดงให้คึกคักขณะพิธีเปิดกิจการสักรอบเดิมทีผู้คนในเวลานี้ก็ไม่จัดกิจกรรมมหรสพอะไรนักหากมีความสนุกสนานเต็มที่ย่อมเป็นเรื่องแปลก ผู้คนต้องประทับใจต่อ ‘หลานเฟิ่งหวง’ ไม่รู้ลืมแน่นอน

            คังเหว่ยทราบว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเชิญรองผู้อำนวยการโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามหยวนหงกังมาร่วมงานตัดริบบิ้นด้วยก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าเซี่ยเสี่ยวหลานได้ประโยชน์ใหญ่หลวงแล้ว

            “บางทีรองผู้อำนวยการโรงงานคนนี้อาจใกล้เลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการแล้ว”

            จะเลื่อนขั้นหรือไม่ เซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้ใส่ใจคังเหว่ยยิ่งกระตือรือร้นขึ้นอีก

            “ผู้อำนวยการโรงงานคงไม่มีความน่าเกรงขามเท่าไร เช่นนั้นฉันวานเสี่ยวกวงให้ลองคุยกับลุงของเขาเชิญลุงเขามาดีไหม?”

            “ลุงของเขาแซ่เส้าเหมือนกันสินะ... คงไม่ใช่เส้าลี่หมินหรอกนะ?”

            เซี่ยเสี่ยวหลานถามไปตามเรื่องตามราว คังเหว่ยกลับพยักหน้ารับ

            “ใช่เขาเลย”

            “อย่าล้อเล่นน่า ร้านเล็กๆ ของฉันนี่จะเชิญผู้บริหารใหญ่มาทำไมกัน”

            จิตใจของเซี่ยเสี่ยวหลานสับสนขึ้นมาทันใด

            เส้ากวงหรงมีลุงเป็นคนใหญ่คนโตเช่นนี้ พวกเขาเข้ากันได้ดีเห็นได้ชัดว่าสถานะครอบครัวของคังเหว่ยก็ไม่ธรรมดา

            คังเหว่ยเชื่อฟังโจวเฉิงไม่น้อย ถ้าอย่างนั้นครอบครัวของโจวเฉิงจะเป็นเช่นไร? แม้คบหาดูใจกัน แต่เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าตนเองไม่รู้พื้นเพครอบครัวของคนรักเลยสักนิดเดียวช่างไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย! ทว่าเธอก็ไม่ได้คร่ำครวญอยู่นานการโดนคนก่อกวนคราวนี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานตระหนักถึงความอ่อนด้อยของตัวเองชัดเจนยิ่งขึ้น...เธอคิดเสมอว่าตัวเธอคือสตรียุคใหม่ผู้มีอิสระเสรี ไม่ยินดีเอาเปรียบโจวเฉิงอันที่จริงหากคราวนี้ไม่มีโจวเฉิง คังเหว่ยกับเส้ากวงหรงก็คงไม่มาที่ซางตูไร้ซึ่งเส้นสายจากคุณลุงของเส้ากวงหรง ปัญหาครั้งนี้ต้องทำให้เธอเดือดร้อนอย่างหนักแน่ขนาดในตอนนี้ คังเหว่ยเดินทางติดตามเธอไปไกลโพ้นถึงหยางเฉิงมิใช่เพื่อแก้ไขปัญหาของเธอหรือ?

            ความตระหนักรู้นี้ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานยากที่จะยอมรับพอสมควร

            เธอเพิ่งบอกโจวเฉิงในจดหมายฉบับที่แล้วว่าต้องการความสัมพันธ์อันดีที่ ‘เคารพเท่าเทียมกัน’ ถ้าเธอพึ่งพาความช่วยเหลือของโจวเฉิงอยู่เสมอแม้จะพูดถึงเรื่องเท่าเทียมอีกสักเพียงใด ก็ไม่ใช่การเอาเปรียบโจวเฉิงหรือ

            ชาติก่อนเธอยุ่งวุ่นวายกับการสู้ชีวิต ไม่มีประสบการณ์ด้านความรักฉันชายหญิงสักเท่าไรปรับสมดุลของเหตุผลและความรู้สึกไม่ค่อยได้ประสบการณ์ซึ่งสั่งสมจากการงานบอกเซี่ยเสี่ยวหลานว่า ถ้าอยากได้รับก็ต้องสละก่อนผลลัพธ์ที่ได้มาจากฟากฟ้าโดยไม่ผ่านการมุมานะของตนล้วนเป็นพิษโจวเฉิงใช้เครือข่ายของเขาในการช่วยเธอหนแล้วหนเล่าอย่างไม่ลังเล ส่วนเธอจะสามารถทำอะไรเพื่อโจวเฉิงได้บ้างเล่า?

            เรื่องหน้าที่การงานย่อมไม่สามารถช่วยโจวเฉิงได้อยู่แล้ว เธอไม่โชคดีขนาดที่เกิดใหม่ได้เป็นบุตรสาวนายทหารใหญ่เสียด้วย

            ส่วนเรื่องการเงินทุกวันนี้ทรัพย์สมบัติของเธอยังห่างไกลจากโจวเฉิงอีกโขล่ะนะ

            เซี่ยเสี่ยวหลานกระวนกระวายใจ...ถ้าความคิดพวกนี้ของเธอถูกโจวเฉิงรับรู้เข้า ต้องหดหู่จนแทบกระอักเลือดแน่การชอบใครสักคนหนึ่งก็คือการดีต่อเขาหรือเธอคนนั้นโดยมิอาจหักห้ามใจสิ่งตอบแทนหนึ่งเดียวที่คาดหวังคงเป็นการที่อีกฝ่ายตอบรับความรู้สึกนี้ได้

            คังเหว่ยเห็นว่าเซี่ยเสี่ยวหลานเงียบงันกะทันหันเขายิ่งเดาความคิดของว่าที่พี่สะใภ้ไม่ถูก ทำได้แค่คาดการณ์ไปเองเท่านั้น

            “เชิญลุงเส้าร่วมพิธีตัดริบบิ้นไม่เหมาะสม เลขาของเขาเป็นอย่างไร? เจ้าคนแซ่โหวมองฉันโดนกระบองตีโดยไม่เข้ามาห้ามปรามการตอบแทนน้ำใจฉันก็เป็นเรื่องที่ควรทำนะ...”

     

     

      

      

     

     

        

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน