“อุ้ย นี่คุณพี่คิดไปถึงว่าพวกเขารักกันแล้วหรือคะ”
คุณนายลดากล่าวกลั้วหัวเราะกับสิ่งที่ตนยังนึกไม่ถึง
“ใช่สิค่ะ เพราะดิฉันรู้จักนิสัยของตากฤติดี หากว่าเขาไม่มีใจเห็นด้วยละก็ไม่มีทางบังคับเขาได้ง่ายๆหรอก หนูนารีเองก็เถอะ หากลึกๆแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรกับตากฤติอยู่บ้างก็คงจะค้านหัวชนฝาเหมือนกัน แต่ที่แกยังทำท่าดื้อดึงให้เห็นอยู่นั้นก็คงเพราะยังไม่รู้จักหัวใจของตัวเองดีพอนั้นเอง”
“ได้ยินคุณพี่พูดอย่างนี้แล้วดิฉันก็ดีใจ จะได้เลิกกังวลว่าตัวเองบังคับจิตใจลูกเสียที”
“เลิกกังวลได้คะคุณน้อง เอ่อ แล้วนี่การจัดงานแต่งเราจะจัดที่ไหนกันดีคะ ไม่ทราบว่าคุณน้องหรือหนูนารีได้ตั้งใจหรือหมายตาที่ไหนเอาไว้เป็พิเศษหรือเปล่า”
“พิธีใน่เช้าอย่างการตักบาตรหรือรดน้ำสังค์อะไรอย่างนี้ก็ควรเป็ที่บ้านของเ้าสาวนะคะ ส่วนงานเลี้ยงฉลองในตอนเย็นนั้นก็คงแล้วแต่ความเห็นของคุณพี่”
“ถ้าแล้วแต่ความเห็นของดิฉันก็อยากจะจัดขึ้นที่บ้านของตัวเองนะคะ เพราะที่บ้านก็มีพื้นที่กว้างขวางพออยู่แล้ว อีกอย่างตากฤติก็เป็ลูกชายคนเดียวของบ้าน ดิฉันก็เลยคิดว่าอยากจะจัดงานสำคัญของเขาขึ้นที่นี่”
“งั้นก็ตกลงตามนั้นก็แล้วกันค่ะ”
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
แล้วก็มาถึงวันแต่งงานที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายเฝ้ารอจนได้และหลังจากเสร็จพิธีการต่างๆใน่เช้าที่บ้านของเ้าสาวแล้วภัทรกฤติก็พาเ้าสาวไปที่บ้านของตนเพื่อเตรียมตัวสำหรับงานเลี้ยงในตอนเย็นซึ่งจัดขึ้นที่นั้น ระหว่างที่นั่งรถมาด้วยกัน สายตาของเขาแทบจะไม่ละไปจากใบหน้าของเธอเลยทีเดียวโดยที่เขาก็แปลกใจตัวเองอยู่เหมือนกันว่าทำไมจึงอยากมองเธออยู่ได้ไม่รู้เบื่อ
“ตั้งใจมองทางหน่อยสิค่ะ คุณกำลังขับรถอยู่น่ะ”
เมื่อรู้สึกขัดเขินต่อสายตาของเขามากเข้าลลิตนารีก็ต้องเอ่ยปากเตือนออกไป
“ก็ผมอยากมองนี่ คุณสวยมากเลยรู้ไหม ผมไม่เคยเห็นใครใส่ชุดไทยได้สวยเท่าคุณมาก่อนเลย”
ชายหนุ่มหมายถึงชุดไทยสีงาช้างที่เธอใส่เข้าพิธีเมื่อ่เช้าและพึ่งจะถอดออกเมื่อสักครู่ใหญ่ๆที่ผ่านมานี่เอง
“แต่ถ้าใส่ชุดแบบอื่น ฉันคงสู้ใครเขาไม่ได้ใช่ไหม”
หญิงสาวกล่าวไปตามที่เคยเข้าใจมาโดยตลอดว่าตัวเองนั้นไม่ใช่คนที่สวยมากมายอะไร
“ถ้าผมเป็คนตัดสิน คุณต้องชนะเลิศทุกรายการอยู่แล้ว”
ชายหนุ่มยิ้มกรุ่มกริ่มเอาใจ
“เขาว่ากันว่า ผู้ชายปากหวานคือผู้ชายเ้าชู้”
หญิงสาวกล่าวเปรยๆแต่ก็มั่นใจว่านั้นคือความจริง เขาหล่อมาก ดูมีเสน่ห์เหลือล้นท่าทางก็สุภาพและดูกรุ่มกริ่มนิดๆ ผู้หญิงที่ไหนได้เห็น ได้เข้าใกล้ก็คงละลาย ดูแต่ตัวเธอนี่ปะไรคิดว่าตัวเองเป็คนใจแข็งแล้วเชียว แต่เจอเขาไม่เท่าไหร่ก็ยอมใจอ่อนเข้าจนได้
“แหม คุณก็พูดเข้า”
ชายหนุ่มทำเสียงตัดพ้อแต่ก็รีบเสหันหน้าไปมองท้องถนนอย่างเจตนาจะเก็บซ่อนพิรุธในใจของตัวเอง เขายอมรับว่าตัวเองเป็ผู้ชายเ้าชู้อยู่มากพอสมควร ั้แ่โตเป็หนุ่มมาเขามีแฟนมากมายและมีคู่ควงอีกนับไม่ถ้วน
ดั่งนั้นเขาจึงสมัครใจที่จะใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศมากกว่าที่จะกลับมาอยู่เมืองไทยให้บิดามารดาต้องขวางหูขวางตาในความประพฤติอันเหลวแหลกของเขา จนพวกท่านต้องยื่นคำขาดตัดพ่อตัดลูกกันนั้นแหละเขาจึงได้ยอมกลับมา
“หรือคุณว่าไม่จริงละคะ”
หญิงสาวทำเสียงอย่างหมั่นไส้นิดๆ
“ผมว่าไม่จริง”
คราวนี้ชายหนุ่มทำเสียงได้หนักแน่นทีเดียว
“ฉันเชื่อค่ะ ว่าไม่มีใครหรอกที่จะยอมรับว่าตัวเองเป็คนไม่ดีง่ายๆ”
“อ้าว นี่หมายความว่าคุณไม่เชื่อที่ผมพูดเลยงั้นเหรอ”