บทที่ 23 สัตว์ร้ายตามล่า (รีไรต์)
ลู่เย่พยักหน้า “ฉันก็รู้สึกเหมือนกัน”
เสิ่นชิงและลู่เย่กลั้นหายใจพร้อมกัน ตั้งใจฟังเสียงเคลื่อนไหวด้านหลัง
“สวบสาบ ๆ”
ท่ามกลางความมืด นอกจากเสียงแมลงร้องระงมแล้ว ยังมีเสียงครืดคราดแปลกประหลาด คล้ายกับเสียงฝีเท้าของสัตว์ที่เหยียบลงบนใบไม้แห้ง
ลู่เย่ยกขาขึ้น เสียงสวบสาบด้านหลังก็ดังตามมา
เมื่อเขาหยุดเดิน เสียงนั้นก็หายไป
ลู่เย่วิ่ง เสียงที่อยู่ด้านหลังก็ดังเร็วขึ้น
เสิ่นชิงหันกลับไป มองเห็นดวงตาสีแดงก่ำคู่หนึ่งอยู่ด้านหลัง
เสิ่นชิงพูดเสียงเบา “ลู่เย่ วิ่งเร็ว!”
“โธ่เว้ย! ฉันรู้แล้วน่า!” พูดจบ ลู่เย่ก็พุ่งตัวออกไป รวดเร็วดั่งม้าป่า
ต้นไม้สองข้างทางพากันล้มลู่ถอยหลังระนาว เสียงลมหวีดหวิวดังขึ้นข้างหู
“ตึก ๆ ๆ...”
สัตว์ร้ายที่ไล่ตามมาข้างหลัง เคลื่อนไหวอย่างอิสระในป่าทึบที่มืดมิดได้อย่างรวดเร็ว
ลู่เย่ถามโดยไม่มองว่าา “เสิ่นชิง ไอ้ตัวที่วิ่งไล่ตามหลังเรามา มันคือตัวอะไร!”
เสิ่นชิงจ้องเขม็ง ก่อนจะตอบ “เห็นไม่ชัด แต่ถ้าไม่ใช่สัตว์ร้ายแล้วจะเป็อะไรได้อีกล่ะ ดวงตาสีแดงแบบนั้น มองยังไงก็ไม่ใช่มิตรแน่”
เถาวัลย์ในป่ารกทึบ ทำให้การวิ่งเป็ไปอย่างยากลำบากอยู่แล้ว ซ้ำร้าย แบตเตอรี่โทรศัพท์ของเสิ่นชิงก็ดันมาหมด มันดับวูบลงในทันที
ทั้งสองคนถูกความมืดกลืนกินชั่วพริบตา
โทรศัพท์ของลู่เย่ก็ไม่รู้ว่าหล่นหายไปที่ไหนั้แ่เมื่อไหร่ ตอนนี้จึงไม่มีอุปกรณ์ให้แสงสว่างเลยแม้แต่น้อย
ป่าทึบแห่งนี้ เปรียบเสมือนกรงขังขนาดมหึมาที่ถูกปกคลุมด้วยผ้าสีดำ พวกเขาถูกขังอยู่ที่นี่ ไม่ว่าจะวิ่งหนียังไงก็ไร้ทางออก
ลู่เย่ในตอนนี้เปรียบเสมือนคนตาบอด ทำได้เพียงอาศัยสัญชาตญาณ และการคาดเดาเพื่อหลบหลีกสิ่งกีดขวาง
แต่วิ่งแบบนี้มันอันตรายมาก เพราะอาจจะวิ่งชนต้นไม้ได้ทุกเมื่อ
ในที่สุด เสิ่นชิงก็มองเห็นแสงสว่างอยู่เบื้องหน้า บ่งบอกว่าพวกเขากำลังจะวิ่งออกจากป่าทึบแห่งนี้แล้ว
“ลู่เย่! ตรงนั้นมีแสงสว่าง! พวกเรารีบวิ่งไปทางนั้นกันเถอะ!”
ลู่เย่เร่งฝีเท้าสุดกำลัง พุ่งตรงไปยังแสงสว่างนั้น โดยมีเงาดำทะมึนไล่ตามหลังอย่างไม่ลดละ
ทว่าในจังหวะที่จะไปถึงแสงสว่างนั้นอยู่รอมร่อ ลู่เย่กลับรู้สึกเหมือนใต้เท้าของเขาลอยว่าง สูญเสียการทรงตัว ทำให้ทั้งสองร่างร่วงหล่นลงไป
“ตู้ม!”
เสียงตกน้ำดังสนั่นกึกก้องไปทั่วความมืดมิด
“พรวด!”
ทั้งคู่โผล่ศีรษะขึ้นมาจากน้ำ ในที่สุดก็มองเห็นท้องฟ้ายามราตรีอันคุ้นเคย
บนท้องฟ้า ดวงจันทร์สีเงินส่องแสงเจิดจรัส ส่องแสงนวลสว่างลงมา
พวกเขายังไม่ทันได้หายใจหายคอ เงาดำก็ร่วงลงมาจากฟากฟ้าอีกครั้ง สาดกระเซ็นเป็ละอองน้ำนับไม่ถ้วน
ภายใต้แสงจันทร์ เสิ่นชิงก็มองเห็นสัตว์ที่ตกลงไปในน้ำอย่างชัดเจน หล่อนถึงกับพูดไม่ออกด้วยความใ
ท่ามกลางผิวน้ำที่เป็ประกายระยิบระยับ มีลูกหมีสีดำตัวกลมดิ๊กกำลังตะเกียกตะกายอย่างสุดกำลัง
ลูกหมีตัวนั้นดูเหมือนจะมีอายุเพียงห้าหรือหกเดือนเท่านั้น ความยาวของลำตัวยังไม่ถึงเข่าของลู่เย่ด้วยซ้ำ
ลู่เย่พูด “ที่วิ่งไล่พวกเรามาเมื่อกี้คือเ้าตัวนี้เหรอ? เสิ่นชิง นี่คือสัตว์ร้ายที่เธอพูดถึงงั้นเหรอ?”
เสิ่นชิง “...”
ลู่เย่หัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ ๆ เป็สัตว์ร้ายจริง ๆ”
“พอแล้ว อย่าเพิ่งหัวเราะ รีบช่วยมันขึ้นมาเร็วเข้า”
เห็นลูกหมีสีดำดิ้นรนอย่างเอาเป็เอาตายอยู่ในน้ำ เสิ่นชิงก็อดสงสารไม่ได้
ลู่เย่เอื้อมมือไปคว้าที่ต้นคอของลูกหมีตัวน้อย จากนั้นก็อุ้มมันขึ้นมา
พอขึ้นจากน้ำ ลูกหมีก็ดูผอมลงไปมาก คล้ายกับแมวดำตัวใหญ่เท่านั้น
มันสะบัดตัว น้ำสาดกระเซ็นไปทั่ว
ลูกหมีดำไม่กลัวคน มันกะพริบตาปริบ ๆ มองไปรอบ ๆ ส่งเสียงฟุดฟิดรอบตัวลู่เย่
เมื่อเห็นดังนั้น เสิ่นชิงก็นึกขึ้นได้ “น้ำผึ้ง! ในเป้มีน้ำผึ้งมะนาวเหลืออยู่ครึ่งขวด!”
บางทีกลิ่นน้ำผึ้งอาจล่อลูกหมีมาที่นี่ก็ได้
ลู่เย่เลิกคิ้วขึ้น จากนั้นก็หยิบน้ำผึ้งมะนาวออกมาจากกระเป๋าเป้ เมื่อลูกหมีเห็นเข้า ตาของมันก็เปล่งประกาย พุ่งเข้าหาลู่เย่ทันที
“จะทำอะไรเนี่ย นี่ของฉันนะ ไม่ให้กินหรอก”
ลู่เย่ใช้มือข้างเดียวกดลูกหมีไว้ ทำเอาหมีน้อยส่งเสียงโวยวาย
ลูกหมีดำตัวน้อยน่ารักน่าชัง ปราศจากแววอันตราย ขนปุกปุยไปทั้งตัว ดูคล้ายตุ๊กตาหมีน้อยไม่มีผิดเพี้ยน
เสิ่นชิงพูดออกไป“ลูกหมีตัวนี้ต้องพลัดหลงกับแม่หมีแน่ ๆ พวกเราต้องรีบออกจากที่นี่ ไม่งั้นแม่มันอาจจะตามกลิ่นลูกตัวเองมาก็ได้”
แม่หมีขึ้นชื่อเื่ความดุร้าย ครั้งก่อนที่พวกเขารอดมาได้ ถือว่าโชคช่วยมาก ครั้งนี้อาจไม่โชคดีแบบนั้นก็ได้
เสิ่นชิงเสนอ “เ้าตัวเล็กนี่เป็ะเิเวลาชัด ๆ เอาขวดให้มันไป แล้วพวกเราก็อาศัยจังหวะนี้ หนีไปให้ไกล ๆ เถอะ”
“ไม่ได้หรอก ดูท่าทาง เราไปไหนไม่ได้แล้ว” ลู่เย่ส่ายหัว พลางชี้ขึ้นไป้า
เสิ่นชิงเพิ่งสังเกตเห็นว่า จุดที่พวกเขาร่วงลงมานั้นเป็หลุมลึก รอบด้านล้วนเป็กำแพงสูงชัน สูงประมาณสี่ถึงห้าเมตร
ตอนนี้เท้าของเสิ่นชิงาเ็ ส่วนลู่เย่ก็หมดแรง พวกเขาคงปีนขึ้นในเร็ว ๆ นี้ไม่ได้
ลูกหมีน้อยเดินวนไปวนมาอยู่ข้าง ๆ อย่างร้อนใจ พยายามจะแย่งขวดในมือของลู่เย่อยู่หลายครั้ง
ลู่เย่วางเท้าข้างหนึ่งไว้บนหัวของลูกหมีน้อย บังคับให้มันสงบลง
“หงิง ๆ...”
ลูกหมีร้องอย่างร้อนรน
เสิ่นชิงขมวดคิ้ว “นายว่าถ้าแม่หมีมาเจอที่นี่ มันจะะโลงมาเพราะห่วงลูกหรือเปล่า?”
ลู่เย่ได้ยินดังนั้น ก็เสียวสันหลังวาบ
ถ้ามันะโลงมาจริง ๆ พวกเขาคงวิ่งหนีไม่ทัน จนกลายเป็อาหารของมันแน่
ลู่เย่อุ้มลูกหมีขึ้นมาชั่งน้ำหนัก รู้สึกว่ามันหนักพอ ๆ กับแมวตัวหนึ่ง
ทันใดนั้น บนหน้าผาก็มีเสียงคำรามเกรี้ยวกราดดังขึ้น พร้อมกับเสียงต้นไม้หัก
“แกรก ๆ ๆ...”
เสิ่นชิงและลู่เย่ต่างใ “แย่แล้ว! แม่หมีมันตามมาจริง ๆ ด้วย!”
เงาแห่งความตายเข้าปกคลุมหัวใจของทั้งคู่อีกครั้ง
แม่หมีได้กลิ่นลูกตัวเองจากบนหน้าผา แต่มันหาไม่เจอ จึงได้แต่คำรามอย่างบ้าคลั่งจนสั่นะเืทั่วผืนป่า
แม่หมีเดินไปมาอย่างกระวนกระวายอยู่บนหน้าผา เศษหินร่วงลงมา กระทบใส่ร่างของทั้งคู่
ลูกหมีดำได้ยินเสียงของแม่ ก็อยากส่งเสียงร้องตอบกลับ
เสิ่นชิงและลู่เย่เหงื่อแตกพลั่ก โชคดีที่ลู่เย่มีปฏิกิริยาไวพอที่จะรีบเอามือปิดปากลูกหมี ไม่ให้มันส่งเสียงออกมา
ลูกหมีดำโกรธจนทั้งข่วนทั้งถีบ เหมือนเด็กที่กำลังอาละวาด
แม่หมีได้กลิ่นของลูกตัวเองแล้ว มันคงไม่ยอมไปง่าย ๆ แน่ การที่มันจะพบลูกหมีที่ก้นหน้าผา ก็เป็เพียงเื่ของเวลาเท่านั้น
เสิ่นชิงมองอย่างเคร่งเครียด ไม่ได้แล้ว แบบนี้พวกเธอตายแน่
มองดูลูกหมีดำที่กำลังอาละวาดอยู่ในอ้อมกอดของลู่เย่ จู่ ๆ เสิ่นชิงก็สว่างวาบขึ้นมา “ฉันมีวิธีหนึ่ง บางทีอาจจะใช้ได้ผล”
ลู่เย่ “ว่ามาสิ”
เสิ่นชิงดึงหูลูกหมีเบา ๆ “ถึงเราจะขึ้นไปไม่ได้ แต่เราโยนมันขึ้นไปได้”
ลู่เย่เข้าใจความหมายของเสิ่นชิงทันที
แม่หมี้าแค่ลูกของมัน ดังนั้นแค่โยนเ้าตัวแสบนี้ออกไป พวกเขาก็ปลอดภัยแล้ว
เสิ่นชิงกล่าวว่า “จริงสิ เอาขวดโยนขึ้นไปด้วย ไม่งั้นมันจะยังห่วงน้ำผึ้ง แล้ววกกลับมาก็คงวุ่นวายน่าดู”
ลู่เย่พยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดนี้