บทที่ 40
ความดีหมื่นแต้ม
[ ช่วยเหลือผู้คนภายในเมืองหลายพันชีวิตแต้มความดีหมื่นแต้ม ]
สถานการณ์ภายในเมืองเริ่มดีขึ้น ท่ามกลางคำแนะนำของซูฉี มันทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายในยามนี้เริ่มแปรเปลี่ยนไป
ชาวเมืองมากมายที่โดนพิษ ใช้สมุนไพรของท่านหมอในการรักษา และมีน้ำวิญญาณในการช่วยเหลือทำให้ในยามนี้ ผู้คนภายในเมืองเริ่มอาการดีขึ้นอาการเจ็บป่วยที่ได้รับมาบรรเทาลงอย่างเห็นได้ชัด
คำแนะนำของซูฉีได้ผล ผู้คนภายในเมืองอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นความดีความชอบของนางโดยแท้
การช่วยเหลือผู้คนภายในเมืองหลายพันชีวิต มันทำให้ระบบความดีมอบแต้มความดีให้กับนางถึงหมื่นแต้ม เมื่อลองเปรียบเทียบแล้วการที่สามารถ ช่วยชีวิตผู้คนได้จำนวนมาก ย่อมเป็นผลความดีที่ใหญ่หลวง
ในยามนี้เมืองแห่งนี้รอดพ้นช่วงวิกฤตมาได้แล้ว ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบอีกครั้ง แม่ทัพหนุ่มได้ขจัดพิษที่อยู่ภายในน้ำที่หล่อเลี้ยงเมืองแห่งนี้
แม้ว่าจะต้องใช้กำลังของกองทัพในการตรวจหาต้นตอและก็เปลี่ยนแปลงน้ำภายในบ่อที่หล่อเลี้ยงเมืองเป็นเวลานาน แต่ว่าก็สามารถทำได้
ในตอนนี้เมืองแห่งนี้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแม้ว่าจะใช้เวลาหลายวัน แต่ในยามนี้ภายในเมืองแห่งนี้ก็ผ่านพ้นวิกฤตที่ยากเย็นไปแล้ว
ณ ค่ายของกองทัพเกราะดำ
กระโจมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ใจกลางค่าย หวงเจียวลู่นั่งอยู่ภายในกระโจมดูรายงานที่ทหารนั้นส่งมาในช่วงที่ผ่านมา
ขุนพลสือเดินเข้ามาภายในกระโจมพร้อมกับกระดาษอีกประมาณสิบแผ่นที่อยู่ภายในมือ คนผู้นี้นำเอากระดาษพวกนั้นมาส่งให้กับแม่ทัพหนุ่ม
หวงเจียวลู่รับมันเอาไว้ก่อนที่จะเริ่มทำการตรวจ สอบดูอีกครั้ง ในสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความเงียบสงัด กระโจมที่มีเพียงแค่หนึ่งแม่ทัพหนึ่งขุนพล
ทั้งสองเมื่อได้มองดูเอกสารที่ถูกส่งรายงานมา ต่างแสดงแววตาเช่นเดียวกัน พากันใช้ดวงตาจ้องมองกันและกันราวกับว่ารู้เกี่ยวกับสิ่งที่
ขุนพลสือกล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ ท่านแม่ทัพจะเอาอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ขอรับ… ”
“ มองดูแล้วเรื่องให้เกิดขึ้นภายในเมืองแห่งนี้คงไม่พ้นเป็นฝีมือของราชสำนักอย่างแน่นอน ”
เรื่องที่เกิดขึ้นในยามนี้ ทั้งสองรู้ได้ในทันทีว่าน่าจะเป็นฝีมือของราชสำนัก การขัดแย้งที่หนักหนามากที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นกับพวกราชสำนัก
ขุนนางภายในราชสำนักบางส่วนคิดจะโจมตีหวงเจียวลู่ ในครั้งนี้พวกมันเองก็ลุกลามคิดจะโจมตีมาที่เมืองแห่งนี้
อย่างที่รู้กันดีขุนนางภายในราชสำนักกำลังคิดคัดค้านอำนาจของแม่ทัพหนุ่ม แผนการโจมตีในครั้งนี้การมุ่งร้ายมาถึงชาวเมืองเองก็คงจะแผนการที่พวกมันคิดเอาไว้อย่างแน่นอน
พวกขุนนางพวกนั้นมักจะใช้วิธีในการโจมตีโดยไม่เลือกวิธีการ พวกมันเป็นแบบนั้นมาโดยตลอด
ในครั้งนี้ถึงกับนำเอาชีวิตของชาวเมืองมากมายมาเกี่ยวข้อง เพราะได้ยินว่าแม่ทัพหนุ่มกำลังจะพัฒนาเมืองแห่งนี้ให้ก้าวหน้า
สำหรับพวกมันแล้วแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มีอำนาจภายในมือมากเกินไป ในวันข้างหน้าคงจะมาทดแทนพวกมันอย่างแน่นอน
ทั้งสองนำเอาทุกอย่างมาวิเคราะห์ร่วมกันจึงรู้ได้ว่าแผนการในครั้งนี้พวกมันคงจะจัดเตรียมมาเป็นอย่างดี
แน่นอนว่านี่คือแผนการที่พวกมันนั้นจัดเตรียมเอาไว้ ผงห้าสีเป็นสิ่งที่ระบาดภายในเมืองหลวงในช่วงหลายปีก่อน
มันแพร่ระบาดภายในหมู่ชนชั้นสูงเพราะว่าใช้ในการเป็นยาพิษลอบสังหาร ตอนนี้มันไม่น่าจะมาถึงชายแดนแห่งนี้ได้
เพราะแบบนั้นจึงสามารถคาดการณ์ได้ว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นการกระทำของพวกขุนนางภายในราชสำนัก
“ ในครั้งนี้ขุนนางพวกนั้นพวกมันคงอยากจะขัดขวางข้ามาก ถึงขนาดที่เอาชีวิตของผู้คนภายในดินแดนแห่งนี้มาเกี่ยวข้องด้วย ” แม่ทัพหนุ่มเร่งเสียงขึ้น
น้ำเสียงของแม่ทัพหนุ่มมีความไม่พึงพอใจแฝงอยู่ ในตอนแรกการกระทำเพียงผิวเผิน ไม่ว่าจะเป็นการกลั่นแกล้งในด้านงบประมาณของกองทัพ หรือว่าการกลั่นแกล้งในด้านต่างๆ หวงเจียวลู่มองข้ามได้
เป็นเพราะว่าพวกเรื่องราวเหล่านั้นเป็นเรื่องราวเล็กน้อย แต่ว่าในครั้งนี้ชีวิตของผู้คนมากมายในเมืองแห่งนี้เกือบจะต้องล้มตาย
ทั้งสองเห็นพ้องต้องกัน อย่างไรเสียพวกขุนนางในราชสำนักก็ควรรับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ ในเมื่อเป็นแบบนี้… ท่านจะยกทัพไปเมืองหลวงเลยดีหรือไม่ขอรับ ” ขุนพลสือกล่าวขึ้นมาอย่างจริงจัง
ยามนี้ขอเพียงแค่สั่งให้เคลื่อนกองทัพกองทัพมากมายก็พร้อมจะเคลื่อนพลไปเมืองหลวง เพราะแบบนั้นเหลือเพียงแค่คำสั่งเท่านั้น ขุนพลหน้านิ่งผู้นี้เห็นแบบนี้เขาก็มีใจรักราษฎร
การที่ผู้คนมากมายโดนรังแกย่อมโกรธเคืองเป็นธรรมดา ฐานะของสือหยางเขาเป็นเพียงแค่คนที่มาจากตระกูลธรรมดาธรรมดา ไม่ใช่ตระกูลพวกขุนนาง
อีกทั้งเขาเองก็เกลียดพวกคนที่มีฐานะตระกูลสูงศักดิ์ เป็นเพราะว่าพวกคนเหล่านั้นไม่ค่อยจะมองเห็นค่าของชีวิตของคนอื่นสักเท่าไหร่
ยามนี้พวกขุนนางมากมายกำลังรังแกเหล่าผู้คน พวกเขาจะสามารถยินยอมได้อย่างไร พวกคนภายในเมืองหลวงมองเห็นชีวิตของคนที่อยู่ชายแดนไร้ค่า ในสายตาของพวกมันแล้วคนพวกนี้มีฐานะยากจน ไม่แตกต่างอะไรจากพวกทาส
“ ใจเย็นก่อนตัวของเจ้าในตอนนี้กำลังร้อนรนเกินไป ” แม่ทัพหนุ่มพูดอย่างสุขุม
ใบหน้าของแม่ทัพหนุ่มผู้นี้ยามนี้นิ่งสนิท บนใบหน้าที่ดุจน้ำทะเลที่นิ่งสนิทภายใต้จิตใจกับดั่งเกลียวคลื่นที่รุนแรง
เขาเองก็รู้สึกโกรธเคืองกับการกระทำของขุนนางพวกนี้เช่นเดียวกัน แต่ว่าสำหรับในสายตาของแม่ทัพหนุ่ม การกระทำที่รีบร้อนเกินไปไม่ใช่ทางออก
“ แล้วท่านแม่ทัพมีความคิดอย่างไรขอรับ ”
“ พวกมันถ้าทำแบบนี้คงจะคาดหวังให้เรื่องวุ่นวายเกิดขึ้น ถ้าแบบนั้นเราไม่ลองทำให้พวกมันนั้นสำเร็จสิ่งที่พวกมันคิดจะกระทำดูล่ะ ”
ขุนพลสือเอียงคอสงสัย แววตาที่เต็มไปด้วยคำถามมองตรงไปที่แม่ทัพหนุ่มผู้อยู่เบื้องหน้า
“ หมายความว่าอย่างไรอย่างนั้นหรือ? ”
“ ปล่อยข่าวออกไปสร้างข่าวว่าเมืองแห่งนี้เกิดโรคระบาด ทำให้พวกมันคิดว่าภายในเมืองแห่งนี้เป็นอย่างที่พวกมันคิดเอาไว้”
“ ทำแบบนั้นแล้วจะได้อะไรอย่างนั้นหรือขอรับ? ”
“ แล้วก็หยุดการละลานของพวกมัน ถ้าพวกมันคิดว่าแผนการของพวกมันสำเร็จแล้ว พวกมันคงจะไม่หยุดโจมตีเมืองแห่งนี้สักพัก”
“ ในช่วงเวลานั้นพวกเราสามารถเตรียมการได้หลายอย่าง สิ่งที่พวกเราต้องการในตอนนี้คือเวลา ” แม่ทัพหนุ่มออกอุบาย
ยามนี้เขาลุกขึ้นและก็ค่อยๆเดินไปยังมุมกระโจม ใช้มือของตนเองหยิบหมากขาวตัวหนึ่งขึ้นมา
ขุนพลสืออยู่กับแม่ทัพหนุ่มผู้นี้มาเป็นเวลานาน ยามนี้ได้ยินแผนการของแม่ทัพหนุ่ม มันย่อมรู้ดีเขามีแผนการบางอย่างอย่างแน่นอน
หวงเจียวลู่ที่สามารถเอาชีวิตรอดและสามารถก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ใหญ่โตยามนี้ได้ หาใช่ความสามารถทางด้านร่างกายเพียงอย่างเดียว
สติปัญญาของเขานั้นอยู่ในระดับสูง ยามนี้พวกขุนนางภายในราชสำนักคิดจะโจมตีเขา เขาต้องออกอุบายหรือว่าแผนการในการจัดการเกี่ยวกับเรื่องนี้
“ เข้าใจแล้วขอรับข้าจะทำตามที่ท่านสั่ง ”
“ อ๋อ..จริงสิอีกเรื่องหนึ่งเจ้าลองไปสืบความจริงเกี่ยวกับเรื่องการลอบสังหารของคุณหนูซูมาด้วย ”
“ เอาอย่างละเอียดลองดูแรงจูงใจและก็คนที่ลอบสังหารให้แน่ชัด สืบพวกมันทั้งหมดค่ามีสัญญาบางอย่างกับนาง ” แม่ทัพหนุ่มยังไม่ลืมสัญญา
“ เเล้วก็ทหารของพวกเราบางส่วนคัดเลือกองครักษ์ฝีมือดีสักสิบคนไปคุมการนางอย่างห่างๆ ถ้าคนที่ลอบสังหารนางรู้ว่าการลอบสังหารไม่สำเร็จย่อมต้องทำการลอบสังหารอีกอย่างแน่นอน ”
“ เข้าใจแล้วขอรับ ” ขุนพลคู่กายก้มหน้ารับคำสั่ง
…
ในอีกทางหนึ่งซูฉีกำลังจ้องมองสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าของตนเองพลางครุ่นคิดบางอย่างในใจ แต้มความดีที่นางเก็บรวบรวมมายามนี้มันครบตามกำหนดแล้ว
จบบท