บทที่ 2
ความสามารถพิเศษ
ั้แ่ลืมตาตื่นขึ้นมาสวีหยางก็รู้ว่าตบะของตนเองนั้นสูญสิ้น ไม่ได้เป็แม้กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตหลอมกายา รากฐานยังโดนทำลายไปไม่น้อยเพราะวิชามาร
ในตอนนั้นเขามีเพียงแค่เคล็ดวิชาที่กองมือปราบมอบให้สองเคล็ดวิชาที่เก็บเอาไว้ นั่นก็คือเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐาน และเคล็ดวิชาดาบปราบมาร
พวกมันคือเคล็ดวิชายุทธ์ ที่เมื่อฝึกฝนแล้วร่างกายจะกำเนิดลมปราณขึ้นมา เป็วิชาของผู้ฝึกยุทธ์ที่จะได้รับจากการเข้าร่วมกองมือปราบ เรียกว่าเป็วิชาพื้นฐานที่สุด
สำหรับสวีหยางคนเก่าที่ก่อนเข้าร่วมกองมือปราบ ก็เป็ผู้ฝึกยุทธ์หลอมกายาขั้นหกแล้ววิชาพื้นฐานพวกนี้ไม่ได้อยู่ในสายตาของเขาอยู่แล้ว พวกมันจึงถูกวางทิ้งเอาไว้จริงๆ
แต่หลังจากที่สวีหยางตายไป แล้วเขาลืมตาขึ้นมาในร่างนี้เขาก็ไม่มีตบะหลงเหลืออยู่แล้ว และเคล็ดวิชาที่มีอยู่ก็มีเพียงแค่สองเคล็ดวิชาที่กองมือปราบมอบให้อย่าง เคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐาน และเคล็ดวิชาดาบปราบมาร เท่านั้น
สุดท้ายเขาก็ต้องฝึกฝนพวกมันและเมื่อฝึกฝนเคล็ดวิชาสำเร็จ เขาก็พบกับความสามารถของตนเอง
ทุกๆครั้งที่เขาหลับใหลเคล็ดวิชาพวกนี้จะโคจรและฝึกฝนเอง ทำให้พวกมันเหมือนจะสามารถพัฒนาได้เองในตอนที่เขาหลับใหล
ทำให้ใน่หลายเดือนที่ผ่านมา สวีหยางที่ในสายตาคนอื่นที่เหมือนกับคนสิ้นหวังในชีวิตเอาแต่นอนทั้งวัน เพราะการสูญเสียพลังยุทธ์ทั่วทั้งร่างกาย ไม่เพียงแค่ไม่เป็คนไร้ค่าอย่างที่คนอื่นคิด แต่ขอบเขตของเขากับพุ่งทะยานจนตอนนี้กับก้าวนำหน้าขอบเขตของร่างเดิมไปแล้ว
เพราะในตอนนี้เขามีขอบเขตถึงหลอมกายาขั้นสิบแล้ว อีกไม่นานก็จะสามารถก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณโลหิตได้สำเร็จ
หลังจากซึมซับจากผลประโยชน์ที่ระบบมอบให้ผ่านมาหลายเดือนสวีหยางสามารถบอกได้ว่า ระบบของเขานั้นชั่งสุดยอดเสียจริง
หรืออาจจะเป็เพราะชีวิตก่อนที่เขาต้องทำงานหนักทุกๆวันจนแทบจะไม่มีเวลานอน เพราะแบบนั้นเมื่อข้ามมิติมาเขาจึงได้รับระบบนอนเช่นนี้
แต่นั่นไม่สำคัญแล้ว เพราะความสุดยอดของระบบนี้สวีหยางศึกษาอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เพียงแค่นอนระดับเคล็ดวิชาของเขาก็จะเพิ่มขึ้น
อย่างเช่นเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐาน ที่เขาฝึกฝนมันคือเคล็ดวิชาพื้นฐานของผู้ฝึกยุทธ์ วิชานี้มีทั้งหมดเก้าขั้น
แต่การที่คนนึงๆต้องฝึกฝนเคล็ดวิชาจนบรรลุไปถึงขั้นเก้านั้นยากเย็นเพียงใด ต่อให้เป็คนที่มีพื้นฐานพอใช้ได้อยากจะฝึกฝนเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานให้สำเร็จถึงขั้นเก้าก็อาจจะต้องใช้เวลาหลายปี และอาจจะต้องมุ่งฝึกฝนเพียงแค่เคล็ดวิชาเดียวเท่านั้น
แต่จะมีใครมาเสียเวลาฝึกฝนเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานพวกนี้กัน ทว่าสวีหยางกับใช้เวลาแค่สามเดือนเท่านั้นเขาทำเพียงแค่นอนวันละแปดชั่วโมง ระดับของเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานของเขาก็บรรลุไปถึงขั้นเก้าแล้ว เรียกได้ว่าสำเร็จจนสมบูรณ์แบบแล้ว
แต่ว่าสิ่งที่มันน่าตกตะลึงมากกว่านั้นก็คือ แม้จะบรรลุถึงขั้นเก้าแล้ว แต่บนหน้าต่างของเขายังมีค่าประสบการณ์ของเคล็ดวิชาที่เพิ่มขึ้นอีก
นี่แสดงว่าอะไรแสดงว่าเขตวิชานี้สามารถยกระดับเพิ่มขึ้นอีก ทะลวงจากคอขวดเดิมของเคล็ดวิชายกระดับสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
เคล็ดวิชาที่เดิมที่หยุดลงแค่เก้าขั้น แต่เขาอาจจะทำให้มันทะลวงไปยังขั้นสิบ หรือ ยี่สิบ เป็ระดับที่ต่อให้เป็ผู้คิดค้นวิชาก็ไม่สามารถไปถึงได้ทั้งชีวิต
สำหรับขั้นของเคล็ดวิชานั้นสำคัญมาก สำหรับผู้ฝึกยุทธ์สิ่งใดสำคัญมากที่สุด นั่นก็คือระดับของเคล็ดวิชาที่ฝึกฝนและการบรรลุแตกฉานในเคล็ดวิชานั้น
อย่างเช่นเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานนั้นคือเคล็ดวิชาระดับพื้นฐานที่สุด ย่อมสูงเคล็ดวิชาที่มีระดับที่สูงกว่าไม่ได้
ยิ่งเคล็ดวิชามีระดับสูงความรวดเร็วในการฝึกฝนที่มันจะมอบให้ก็ยิ่งมีสูงขึ้นไปด้วย รวมไปถึงพลังที่เคล็ดวิชานั้นจะมอบให้ สำหรับเคล็ดวิชาต่อสู้ระดับต่ำ แล้วก็คิดวิชาต่อสู้ระดับสูงพลังที่ทั้งสองเก็บวิชามอบให้ย่อมแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว
อย่างเช่นถ้าเกิดฝึกฝนด้วย เคล็ดวิชาลมหายใจระดับสูงสักเคล็ดวิชานึง เพียงแค่ฝึกสำเร็จก้าวเข้าสู่ขั้นแรก ความเร็วในการฝึกฝนก็อาจจะรวดเร็วกว่าผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานที่บรรลุไปถึงขั้นสามเสียอีก
ง่ายๆก็คือระดับของเคล็ดวิชานั้นสำคัญมาก ยิ่งเคล็ดวิชาระดับสูงก็ยิ่งทรงพลังและสามารถชักนำลมปราณได้รวดเร็ว
ต่อให้เคล็ดวิชาลมหายใจพื้นฐานฝึกฝนไปถึงระดับสูงสุดอย่างขั้นเก้าแล้ว บางทีประโยชน์ที่มันมอบให้แล้วก็ความเร็วในการฝึกฝน อาจจะไม่สู้พวกเคล็ดวิชาระดับสูงที่สามารถฝึกฝนจนบรรลุขั้นสามเสียด้วยซ้ำ
นี่คือสิ่งที่ผู้คนเรียกว่าความแตกต่างของระดับเคล็ดวิชา มันเหมือนกับกำแพงขนาดใหญ่ที่กั้นขวางระหว่างเคล็ดวิชาระดับต่ำและสูง
เพราะแบบนั้นยิ่งผู้ฝึกยุทธ์ระดับก็ต้องเปลี่ยนเคล็ดวิชาที่มีระดับสูงตามไปด้วย เพื่อสามารถคงสภาพความเร็วในการชักนำลมปราณและขัดเกลาร่างกาย
แต่สำหรับระบบของสวีหยางมันกับทำลายกำแพงนี้ไป เพราะมองจากที่เห็นเหมือนว่าระดับของเคล็ดวิชาของเขาจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆไม่ได้ถูกจำกัดด้วยระดับของเคล็ดวิชาที่หยุดเพียงแค่เก้าขั้น
เพราะแบบนี้ถ้าเกิดว่าระดับของเคล็ดวิชาของเขาเพิ่มถึงไปจนถึงขั้นสิบ หรือสูงกว่านั้น ความเร็วในการฝึกฝนของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าการใช้เคล็ดวิชาระดับสูงในการฝึกฝนสักเท่าไหร่
และความขี้โกงของระบบของเขาอีกหนึ่งอย่าง มันก็คือเคล็ดวิชาทั้งหมดเขาได้รับการยกระดับไปพร้อมกันไม่จำเป็จะต้องเลือก
เพราะแบบนั้นใน่สามเดือนที่ผ่านมา เคล็ดวิชาของเขาทั้งสองวิชา อย่างลมหายใจพื้นฐานและดาบปราบมาร ก็บรระลุไปถึงขั้นเก้าอย่างพร้อมกัน
และเมื่อเขาหลับเคล็ดวิชาทั้งสองจะโคจรไปพร้อมกัน ทำให้ขอบเขตของเขาพุ่งทะยานรวดเร็วเช่นนี้
ในตอนนี้เขามีเคล็ดวิชาอยู่แค่สองเคล็ดวิชาเท่านั้นนะ ถ้าเกิดว่าเขามีเคล็ดวิชามากกว่านี้เมื่อเขาหลับเคล็ดวิชาทั้งหมดหลายสิบเคล็ดวิชาที่บรรลุไปถึงระดับสูงสุดโคจรพร้อมกัน เมื่อถึงตอนนั้นความเร็วในการฝึกฝนจะมีใครสู้ได้กัน
ดูเอาเถอะในตอนนี้ผ่านมาแค่สามเดือน เขาจากขยะไร้ค่าไม่มีพลังยุทธ์กลับกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์หลอมกายาขั้นสิบแล้ว
อีกเพียงนิดเดียวเขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับปราณโลหิตแล้ว ในเมืองไป๋สือระดับปราณโลหิตจริงอยู่ที่มีไม่น้อยแต่ก็มีไม่มากเมื่อเทียบกับประชากรหลายแสนคนภายในเมือง
สวีหยางเผยรอยยิ้มที่มุมปาก เขายึดตัวบิดี้เีจากนั้นก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ไม้ มองดูดวงอาทิตย์ในตอนนี้เป็่เที่ยงวันแล้ว
เขากลับเข้าไปเตรียมอาหารเที่ยง สำหรับคนที่มาจากยุคสมัยใหม่แบบเขา ในตอนนี้ก็ไม่ได้ละทิ้งการกินอาหารสามมื้อของตนเอง
ในทางกลับกันหลังจากที่มาอยู่ที่ยุคสมัยนี้เขากลับกินมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ แต่มันก็อาจจะเป็เพราะเมื่อเขาหลับไป เคล็ดวิชาทั้งหมดจะโคจรไปด้วย ทำให้ทุกๆการตื่นของเขาจะทำให้เขานั้นหิวอยู่เสมอ
โชคดีที่เ้าของร่างนี้เหมือนว่าจะมีเงินอยู่ไม่น้อย ทำให้ในตอนนี้แม้จะไม่ได้ทำอะไร แต่เขาก็ยังสามารถผลาญเงินเก่าของตนเองไปได้เรื่อยๆ
สวีหยางเตรียมอาหารเสร็จก็เอาออกมานั่งกินที่ลานด้านหน้าบ้าน เขากวาดมองทัศนียภาพที่เงียบสงบของลานบ้านพลางกินอาหารไปด้วย
สำหรับชีวิตเช่นนี้แล้วสวีหยางถือว่าพึงพอใจเป็อย่างยิ่ง แม้จะมีความไม่สะดวกหลายอย่างที่ยุคสมัยนี้ไม่สามารถมอบให้ได้เหมือนกับยุคสมัยใหม่ แต่เขาก็ปรับตัวได้แล้วในปัจจุบัน
เพราะแบบนั้นเขาพอใจเป็อย่างมากในชีวิตของตนเองในตอนนี้ สำหรับเป้าหมายหลังจากนี้ของตนเองสวีหยางเองก็กำหนดเอาไว้แล้ว
เขาคิดว่าจะรอให้ตนเองนั้นบรรลุระดับปราณโลหิตเสียก่อน จากนั้นจะเริ่มไปหาเคล็ดวิชามาเพิ่มเพื่อให้ตนเองนั้นแข็งแกร่งขึ้น
เขารู้ดีว่าถ้าเกิดอยากจะให้ระบบนั้นสำแดงประโยชน์อย่างมากที่สุด สิ่งที่จำเป็มากที่สุดก็คือเคล็ดวิชายิ่งมากก็ยิ่งดี
แต่ในตอนนี้สวีหยางจะเหมือนกับพวกทำตัวสบายๆใช้ชีวิตไปวันๆไม่เอาอะไรเลย แต่เขาไม่เคยลืมว่าสำหรับโลกใบนี้พลังในการปกป้องตนเองนั้นเป็สิ่งที่สำคัญมากที่สุด
แต่ในตอนนี้เขาต้องรอให้ตนเองบรรลุระดับปราณโลหิตเสียก่อน
เพราะเมื่อบรรลุระดับนั้นแล้วเขาก็จะพอมีความสามารถในการปกป้องตนเองได้ในเมืองไป๋สือแแห่งนี้