“พี่ใหญ่! เกิดเื่อะไรขึ้นหรือครับ” หลินิเจ๋อถามเมื่อเห็นพี่ชายเดินเข้าบ้านมา
“เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ” หลินเจิ้งฉีบอกน้องชายกับน้องสาว ก่อนที่จะหันไปพยักหน้าให้หย่งลี่อันเดินตาม
หย่งลี่อันไม่ได้รู้สึกใหรือแสดงท่าทางรังเกียจเมื่อเห็นว่าบ้านของหลินเจิ้งฉีมีสภาพผุพังจนแทบจะล้มลงมาได้อยู่แล้ว ตรงกันข้ามกลับเป็หลินเจิ้งฉีต่างหากที่ต้องใเมื่อเห็นสภาพบ้านของตัวเอง ‘คุณปู่จะใจร้ายกับผมมากเกินไปแล้วนะครับ เมียแบบสายฟ้าแลบก็เื่หนึ่ง แต่เื่บ้านนี่ก็ยังไม่ปราณีผมเลยหรือครับ อย่างนี้มันยังเรียกว่าบ้านได้อยู่ไหม มันจะล้มลงมาทับผมเมื่อไหร่ครับเนี่ย’
หลินเจิ้งฉีได้แต่ถอนหายใจเป็รอบที่ร้อย ก่อนจะแนะนำหย่งลี่อันให้น้องๆ รู้จัก “ิเจ๋อ เจียวเหมย นี่พี่ลี่อัน พี่สะใภ้ของพวกเธอ”
หลินิเจ๋อและหลินเจียวเหมยได้แต่มองตาค้าง ไม่ใช่ว่าหญิงสาวในหมู่บ้านหรือแม้แต่หมู่บ้านใกล้เคียงต่างก็รังเกียจความยากจนของครอบครัวพวกเขากันทั้งนั้นไม่ใช่หรือ แล้วนี่พี่สาวคนนี้กลับอยากแต่งเข้ามาอยู่ในบ้านของพวกเขา นี่มันเื่เหลือเชื่ออะไรกัน
“บ้านผมจนขนาดนี้ พี่สาวคิดดีแล้วหรือครับที่จะมาอยู่กับพวกเรา” หลินิเจ๋อถาม
“เอ่อ...หนูขอเรียกพี่ว่าพี่อันอันได้ไหมคะ” หลินเจียวเหมยถามบ้าง
“ได้สิจ๊ะ เธอเรียกพี่ว่าพี่อันอันก็ได้” หย่งลี่อันยิ้มตอบ
“พี่อันอันสวยมากเลยค่ะ ยิ้มก็สวย แต่ว่า...ถึงแม้พี่ใหญ่ของหนูจะหน้าตาดี แต่พวกเราจนมากเลยนะคะ พี่เอ่อ...พี่คิดดีแล้วจริงๆ ใช่ไหมคะที่จะมาลำบากกับพวกเรา” หลินเจียวเหมยพยายามพูดกับหย่งลี่อันอย่างเขินอาย
“พี่ไม่กลัวความลำบากหรอกจ้ะ อยู่ที่ว่าพวกเธอจะยินดีให้พี่อยู่ด้วยไหม”
“ผมยินดีอยู่แล้ว แต่พี่ต้องสัญญาว่าจะไม่ทิ้งพี่ใหญ่ของเราไปได้ไหมครับ” หลินิเจ๋อแย่งพูดตัดหน้าน้องสาว
“พวกเธอพอก่อนเถอะ อย่าไปกดดันพี่สะใภ้อย่างนั้นสิ” หลินเจิ้งฉีปรามน้องทั้งสอง “คุณไม่ต้องไปใส่ใจพวกเขาหรอกครับ เขาแค่เป็ห่วงผมมากเท่านั้น”
“มีคนห่วงก็ยังดีกว่าไม่มีนะคะ พวกคุณอยู่กันแค่สามคนหรือคะ” หย่งลี่อันถามหลินเจิ้งฉี
หลินเจิ้งฉีเริ่มเล่าความทรงจำของเ้าของร่างเดิมให้หย่งลี่อันฟัง “พ่อกับแม่พวกเราเสียไปได้ห้าปีแล้วครับ ตอนนั้นผมอายุแค่สิบห้า ส่วนเ้าสองคนนี้อายุแค่สี่ขวบ ผมรับผิดชอบดูแลพวกเขามาั้แ่นั้น อาชีพของผมก็คือทำไร่และรับจ้างทั่วไป เอ่อ...ฐานะที่บ้านของเราก็อย่างที่คุณเห็น”
“ฉันทำงานได้ทุกอย่างค่ะ อยู่ที่บ้านฉันก็ช่วยพ่อกับแม่ทำไร่เหมือนกัน” หย่งลี่อันยิ้มตอบหลินเจิ้งฉี
“พวกเธอกินข้าวกันหรือยัง” หลินเจิ้งฉีหันไปถามน้องทั้งสอง
หลินิเจ๋อและหลินเจียวเหมยได้แต่ส่ายหน้า หลินเจิ้งฉีถอนหายใจออกมาเบาๆ อีกครั้งก่อนที่จะเดินเข้าไปดูในครัว เขาเห็นถ้วยที่ใส่ข้าวสารอยู่จำนวนหนึ่งก็เข้าใจได้ทันทีว่าน้องชายคงไปขอยืมมาจากบ้านของคุณลุงใหญ่
หย่งลี่อันเดินตามเข้ามาก็เห็นครัวที่ว่างเปล่าและข้าวสารหนึ่งถ้วยวางไว้ใกล้กับผักป่าอีกหนึ่งตะกร้า “วันนี้กินข้าวต้มกับผัดผักป่าไปก่อนก็แล้วกันนะคะ คุณพาน้องๆ ออกไปรอข้างนอกก่อนเถอะ เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง”
“วันนี้เป็วันแรกที่คุณเข้ามาอยู่ในบ้านของเรา ผมคงทำให้คุณลำบากเสียแล้ว” หลินเจิ้งฉีพูดอย่างรู้สึกผิด
หลินเจิ้งฉีเดินออกมาที่ลานหน้าบ้านก็เห็นคุณปู่ คุณย่า คุณลุงใหญ่ และคุณอาเล็กยืนหน้าเครียดรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณปู่ คุณย่า เข้ามานั่งในบ้านก่อนครับ” หลินเจิ้งฉีรีบเดินเข้าไปหาญาติผู้ใหญ่
“เ้าใหญ่บอกปู่ได้ไหมว่ามันเกิดเื่พวกนี้ขึ้นได้ยังไง”
“หลานไม่เคยทำตัวเหลวไหลอย่างนี้มาก่อน รีบบอกย่ามาเร็วๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”
“เ้าใหญ่รีบบอกลุงมาเถอะ เรายังช่วยกันแก้ไขปัญหาได้ทัน” ลุงใหญ่ถามขึ้นอีกคน
“แล้วผู้หญิงคนนั้นอยู่ที่ไหน” อาเล็กกระซิบถาม
หลินเจิ้งฉีมองดูญาติผู้ใหญ่ทุกคนอีกรอบก่อนที่จะพูดถึงเหตุการณ์วันนี้ให้ฟังอย่างละเอียด ั้แ่ที่เขาออกไปทำงานในไร่ จนถึงเวลาที่เขากำลังจะกลับบ้าน อยู่ๆ ก็รู้สึกเหมือนมีคนมาตีที่หัวก่อนที่เขาจะสลบไป
“นี่ไงครับ รอยที่ผมถูกตียังอยู่ตรงนี้เลย” หลินเจิ้งฉีชี้ไปที่รอยบวมบนหัวให้ทุกคนดู
“แสดงว่าเื่ทั้งหมดอาจเป็แค่การจัดฉากขึ้นใช่ไหม ถ้าอย่างนั้นแกก็ไม่ต้องรับผิดชอบกับเื่ที่เกิดขึ้นก็ได้นี่” คุณปู่ถามอย่างสงสัย
“เ้าใหญ่ หลานกับเด็กคนนั้น...แล้วใช่ไหม” คุณย่าถามหลานชายอย่างไม่เต็มปากนัก
หลินเจิ้งฉีพยักหน้ารับเขินๆ “ครับคุณย่า”
“แล้วเด็กคนนั้นรู้เื่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหรือเปล่าล่ะ เธอยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อให้แม่ของตัวเองมารีดไถเงินจากหลานหรือเปล่า” คุณย่าหลินยังไม่คลายสงสัย
“ตอนที่ผมอยู่ในกระท่อม ผมก็ถามเธอแล้วครับ เธอก็ไม่รู้เื่นี้เหมือนกัน เธอจำได้แค่ว่าตอนที่เธอกำลังเดินกลับบ้านหลังจากที่ไปเก็บฟืน ก็เหมือนมีคนมาตีที่ท้ายทอยของเธอ เหตุการณ์หลังจากนั้นก็เป็อย่างที่ทุกคนรู้นั่นล่ะครับ” หลินเจิ้งฉีตอบอย่างไม่ปิดบัง
“แกมั่นใจว่าจะอยู่กับเธอได้หรือ” ลุงใหญ่ถามขึ้น
“ผมต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ผมทำครับ”
“อาเล็กจำได้ว่าแกแอบชอบผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ไม่ใช่หรือ น่าเสียดายนะที่แกต้องมาแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รักน่ะ แกจะไม่เสียใจจริงๆ ใช่ไหม” อาเล็กพูดขึ้นอย่างเห็นใจ
หย่งลี่อันเดินมาหยุดที่หน้าประตูและได้ยินคำพูดของอาเล็กพอดี เธอมองไปที่หลินเจิ้งฉีอย่างรอฟังคำตอบ เธอรู้ว่าเขาเป็คนดี แต่เธอก็ไม่อยากให้เขาต้องมาเสียใจทีหลังและเธอก็ไม่อยากให้เขาต้องตัดใจจากคนที่เขารัก