ในเมืองของนักผจญภัยแห่งหนึ่ง มีเด็กหลายคนที่เกิดขึ้นมา จะมีพร์แตกต่างกันออกไป หนึ่งในนั้นคือ เฟริน H ไรซิ้ง เธอเป็
คนที่มีพร์มาั้แ่เกิด การเรียนของเธอก็ไม่ด้อยไปกว่าใครหลายคนเธอเข้าเรียนโรงเรียนของนักผจญภัยในหมู่บ้านของเธอ จนจบหลักสูตรขั้นบังคับ เธอจึงออกผจญภัยั้แ่อายุ 14 และจากประสบการณ์ ทำให้เธอขึ้นอันดับ 5 ใน 10 อันดับนักผจญภัย ที่ทำผลงานได้มากที่สุดอีกด้วย ฝีมือการใช้หอกคู่ของเธอไม่ได้ห่างชั้นจากพวกอัศวินเท่าไรนัก เรียกได้ว่าเป็ผู้มีพร์อย่างแท้จริง
“ทำได้แค่นี้งั้นเหรอเนี่ย” เซน่าเอ่ยขึ้น เมื่อเคียวของเธอปัดการโจมตีทั้งหมดของอีกฝ่ายได้
เฟรินไม่ได้พูดอะไรกลับมา ได้แต่ส่งรอยยิ้มอันสดใสแสนจะน่ารักกลับมาเท่านั้น แล้วก็พุ่งหอกเข้าใส่แม้จะรู้ว่าทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้ก็ตามที แต่เพียงแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น เธอก็เอ่ยคำพูดอันแสนที่จะเบาออกมาจากริมฝีปากของเธอ และไม่มีใครอาจได้ยิ้มได้ นอกจากเซน่าเท่านั้นที่ได้ยิน แล้วรอยแผลแรกของหอกก็พุ่งเข้าใส่แขนขวาของเซน่าทันที
“ยังไม่รู้อีกงั้นเหรอ ว่าฉันนะรู้การเคลื่อนไหวของเธอแล้วละนะ”
เซน่ายิ้มขึ้นมาแล้วตอบกลับ “แล้วมันจะมีความจำเป็อะไรอย่างงั้นเหรอ ในเมื่อตอนนี้เธอเริ่มที่จะหมดมุกแล้วนะ...คงไม่ใช้แค่นี้สินะ แสดงออกมาให้เห็นหน่อยสิ”
หลายนาทีผ่านไปจนเกือบจะเย็นแล้ว ทั้งสองก็ยังคงประฝีมือกันอย่างไม่มีใครยอมกันเลย เหล่าผู้ชมทั้งสนามก็เริ่มที่จะลดลงเลื่อยๆ ด้วยจากเหตุผลเล็กๆ น้อยๆ อย่างบ้านอยู่ไกลจากที่นี่มาก จนทำให้ต้องรีบกลับทั้งที่อยากดูการประลองให้จบลงก่อน แต่ก็ไม่อาจที่จะทำได้
จู่ๆ เสียงของกรรมการก็ดังขึ้น แล้วสั่งให้ยกเลิกการประลอง แล้วให้มาต่อกันในวันพรุ่งนี้แทน และด้วยสภาพอากาศที่ไม่เป็ใจสักหน่อย ที่ดูเหมือนฝนกำลังทำท่าจะตก ซ้ำด้วยตอนนี้ก็เริ่มจะมืดแล้วด้วย จึงจำเป็ต้องเลื่อนออกไปก่อน จะได้ไม่เกิดปัญหาในอุบัติเหตุในการประลอง เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนกะทันหัน
ทำให้ทั้งสองคนที่กำลังประลองกันอยู่ต้องหยุดลงอย่างกะทันหัน แล้วแยกย้ายกันออกจากสนาม อย่างไม่เต็มใจสักเท่าไร แต่ก็ไม่ได้เกิดปัญหาอะไรมากมาย อย่างที่กรรมการคาดไว้
ระหว่างทางที่เฟรินกำลังเดินออกจากสนาม ก็เห็นซาลินที่กำลังเดินเที่ยวหาของกินอยู่ด้านนอกพอดี ทั้งที่แพ้ให้กับเรกันในรอบที่สองเมื่อไม่นานมานี้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รู้สึกเสียใจมากสักเท่าไร
แต่ก็เป็เพียงเปลือกนอก เพราะภายในของเขานั้นรู้สึกเจ็บใจอยู่ไม่น้อย ในเมื่อมาคิดดูว่าตัวเองนั้นจะสามารถเอาชนะคนคนนั้นได้ แต่กลับยังทำอะไรไม่ได้แม้แต่แตะตัวของเขาได้เลย
แต่ก่อนที่เธอจะเข้าไปหาซาลิน ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมารั้งเธอเอาไว้เสียก่อน
“น่าเสียดายจังน่า...นึกว่าจะได้เห็นเธอเอาจริงั้แ่เริ่มซะอีก”
เฟรินหันกลับไปก็เจอกับเรกันแล้วทักกลับ “นายอีกแล้วเหรอ”
“แหม ก็อยากจะมาทักทายแค่นั้นเอง” เขาทำเสียงเหมือนน่าผิดหวังนิดหน่อย แต่ก็ยังฟังดูกวนประสาทเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน
“แล้วมีอะไร ฉันรีบอยู่นะ” เธอรีบพูดตัดบททันที เหมือนไม่อยากจะคุยกับเขาสักเท่าไร
“เื่นั้นก็แค่...ฉัน...อยากขอไปอยู่ด้วยจะได้ไหม...”
“เดียวก่อน...หยุดเลย แล้วบ้านขอนายไม่มีให้กลับหรือยังไง” เธอพูดด้วยอาการในิดหน่อย แต่ก็ไม่ถึงขั้นแตกตื่นมากนัก
เขายกมือขึ้นมาเกาหัวก่อนจะตอบ “บ้านนะก็ต้องมีอยู่แล้วนะสิ แต่มันอยู่ห่างจากที่นี้มากเลยนะสิ แถมยังต้องขึ้นเขาไปอีกครึ่งวันอีก”
แต่ก่อนที่เฟรินจะได้ตอบกลับไป ก็ได้ยินเสียงของซาลินดังขึ้นมาจากข้างหลังของเฟรินเสียก่อน
“ไม่เป็ไรหรอก ถ้าเขามาอยู่ด้วยก็คงจะครึกครื้นมากกว่าอยู่กันแค่สองคนไม่ใช้หรือยังไง แถมเขาก็ไม่ใช้คนไมดีสักหน่อย แค่ได้ประลองกันฉันก็รู้สึกได้เลย”
เรกันโบกมือเป็เชิงทักทาย ก่อนจะถามขึ้น “พวกนายอยู่ด้วยกันงั้นเหรอ แล้วจะให้ฉันไปอยู่ด้วยเนี่ยได้งั้นเหรอ”
เปรี้ยง!
เสียงของด้ามหอกของเฟรินที่ฟาดใส่หัวของซาลิน มันแรงพอจะทำให้หัวเขาชายหนุ่มแยกออกจากกันได้เลยทีเดียว แต่เขากลับไม่เป็อะไรมาก นอกจากมีลูกมะนาวลูกใหญ่ประดับอยู่บนหัว ก่อนจะลงไปนอนกุมขมับอยู่กับพื้นเป็เวลาเกือบนาทีกว่าเขาจะลุกขึ้นมา แล้วทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่เมื่อกี้ยังชักดิ้นชักงออยู่กับพื้นแท้ๆ
“จะบ้ารึไงกัน! ฉันกับเขาเป็แค่คู่หูร่วมเดินทางเท่านั้นเอง ไม่ใช้อย่างที่นายคิดหรอกนะ” เธอพูดกระแทกเสียงนิดหน่อย แล้วก็มีความหงุดหงิดปนมาอยู่นิดหน่อยเหมือนกัน
เขาหันไปมองทางถนนอีกฟากก่อนจะพูดขึ้น “สงสัยคงจะไม่ได้แล้วละ โจทเก่าของฉันตามหาฉันไปทั่ว ถึงขั้นตามไปถึงบ้านเลยละ แถมยังพาพวกมาเป็สิบอีก ถึงฉันจะรับมือพวกนั้นได้ก็เถอะ แต่ก็ไม่อยากเสีย เวลานอนสักเท่าไรเหมือนกัน”
พูดยังไม่ทันขาดคำ เขาก็มองเห็นกลุ่มคนราวๆ สามสิบคน กำลังเดินตรงเข้ามาหาเขาอย่างไม่ต้องสงสัย พวกนั้นทุกคนต่างมีอาวุธครบมือ มีั้แ่มีดสั้นจนถึงปืนกลกันเลยทีเดียว
แค่เพียงไม่ถึงห้านาที พวกเขาก็โดนล้อมเรียบร้อยแล้ว
ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่หน้าสุด และดูเหมือนจะเป็หัวหน้าของคนกลุ่มนี้ก็เอ่ยขึ้นมา “ไม่คิดเลยว่าจะเป็ไปตามข่าวลือที่ว่า หมาป่าจอมบ้าครั่ง ได้เข้าร่วมการประลองในครั้งนี้ด้วย ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอเอาในที่แบบนี้จริงๆ”
เรกันเดินออกมาเผชิญหน้ากับโจทเก่า “ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นี่ยังเ้าคิดเ้าแค้นฉันอยู่งั้นเหรอเนี่ย ไม่ไหวๆ แก่ปูนนี้แล้วยังมาเล่นเป็เด็กๆ ไปได้” พูดจบเขาก็ชักมีดคู่ออกมาถือไว้ พลางตั้งท่าพร้อมรับมือทันที ไม่ใช้ว่าอยากจะมีเื่หรอก แต่เพื่อป้องกันตัวต่างหาก
ตู้ม!!!
เฟรินที่ยืนอยู่รู้สึกทนไม่ไหวกับเื่ที่เกิดขึ้น แล้วตัวเองติดร่างแหไปด้วย เลยชักหอกออกมาแล้วฟาดลงพื้นอย่างเต็มแรง จนเกิดเป็เหมือนฟ้าผ่าลงกลางวง จนทำให้วงแตกไปอย่างรวดเร็ว
เธอสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะพูดขึ้น “เลิกเล่นกันเป็เด็กได้แล้ว รีบๆจบจบกันได้แล้ว ฉันไม่ชอบอะไรที่ดูน่าเบื่อหรอกนะ”
“ถ้าลืมว่ามีฉันอยู่ที่นี่ด้วย มันก็แย่นะสิ” ซาลินเอ่ยขึ้นพลางชักดาบออกมา อย่างรู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะเขาไม่เคยได้สู้กับคนจำนวนมากกว่าสามคนมาก่อน ถ้าเป็หนึ่งต่อหนึ่งมันก็ง่ายมาก แต่พอมาเจอจำนวนขนาดนี้มันก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้เลย
เรกันที่ใกับการกระทำของทั้งสองคนไปนิดนึง หันกลับมาตอบฝ่ายตรงข้ามอย่างผู้มีชัย
“ในานั้นมีศัพท์อยู่เพียงสองคำนั้นก็คือ จะเป็มิตรหรือเป็ศัตรู แล้วพวกแกละ...จะเลือกอะไร”
“หยุดพล่ามไม่เข้าเื่แล้วเข้ามาเลยจะดีกว่า” หัวหน้าของกลุ่มถึงกับเกือบจะสั้นนิดหน่อย แต่ก็ยังเก็บอาการไว้ได้อยู่ แต่ขาทั้งสองข้างก็ยังสั้นไม่หยุดเหมือนว่าในตอนนี้ขามันชาจนหยุดสั้นไม่ได้แล้วอย่างนั้นแหละ
เขาชกหมัดเข้าหากันก็จะกล่าว “ถ้าอย่างงั้น ก็มาENDกันั้แ่เริ่มเลยก็แล้วกัน”
เฟรินเหวี่ยงหอกคู่ออกไปข้างตัวพร้อมโจมตีได้ทุกเมื่อ “ถ้าอ่อนแอกว่าฉันละก็ ไม่ยกโทษให้แน่”
ซาลินเหวี่ยงดาบสร้างวงกลมเอาไว้โจมตีในระที่ดาบของเขาไปถึง แล้วดึงดาบกลับเข้ามาหาตัวเองพร้อมโจมตี “มาสนุกกันเถอะ แล้วก็...มาจบกันสักที”
ปั่ง!!!
จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังขึ้นมาหลายนัด ลงมาสู่กลางวงล้อมที่พวกเรกันกำลังจะเริ่มเปิดฉากโจมตีใส่อีกฝ่ายแต่ฝ่ายที่โดนโจมตีใส่กลับไม่ใช้พวกเขา
ทันใดนั้นเมื่อเสียงปืนสงบลง หญิงสาวผู้ถือปืนคู่ และเป็เ้าของเสียงปืนเมื่อกี้นี้ ก็ปรากฏตัวออกมาสู่สาธารณะ เธอยืนอยู่บนหลังคาบ้านข้างหลังพวกเรกัน เธอสวมเสื้อคอกลมแขนสั้นสีขาว กางเกงยีนยาวสีดำ สะพายกระเป๋าใบเล็กไว้ที่ข้างตัว ผมยาวจนถึงกลางหลังปลิวสลวยไปตามแรงลมในยามเย็น โดยมีดวงอาทิตย์สีส้มใบสวยเป็ฉากหลัง
“ไม่ไหวๆ ฝีมือยังไม่เอาไหน เลยเอาจำนวนเข้าช่วยอย่างงั้นเหรอ ถ้าอยากจะตายกันซะขนาดนั้น ก็ลองมาสู้กับฉันหน่อยเป็ไง” ฟังจากคำพูดแล้ว เธอน่าจะเป็มิตรกับพวกเรกันมากกว่าเป็ศัตรูละนะ
หญิงสาวปริศนาะโลงจากหลังคา แล้วเดินเข้ามากลางวงล้อมอย่างไม่เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกล่าวถ้อยคำเพียงเล็กน้อยด้วยน้ำเสียงที่เป็มิตร “งั้นฉัน ขอจบเื่พวกนี้เป็เพื่อนก็แล้วกันนะ”
“เดียวก่อนๆ เธอเป็ใครกันแน่ ถึงได้มาช่วยพวกเรากัน ถึงแม้ว่าฉันคนเดียวจะสามารถจบเื่นี้ด้วยตัวคนเดียวได้ก็ตามทีเถอะ จงบอกชื่อของเธอมาซะ” เรกันที่ตอนแรกจะไม่แน่ใจก็เถอะ แต่ไม่ผิดแน่...เธอคนนี้เป็มิตรกับพวกเขาแน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย
เธอยกมือขึ้นมากล่าวขอโทษก่อนจะเอ่ย “ขอโทษนะ แต่ตอนนี้คงต้องจบเื่นี้ก่อนนะ”
เรกันหันไปมองคู่อริที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาอยู่ “เอาอย่างนั้นก็ได้ งั้น...มาเริ่มกันเลยดีกว่า”
ไม่กี่นาทีต่อมา
“อะไรเนี่ย...จบแล้วอย่างงั้นเหรอ”
เรกันมองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีส้มอ่อนๆ พลางถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ก่อนหันไปหาหญิงสาวปริศนา
“สรุปแล้ว...เธอเป็ใครกันแน่ ถึงได้มาช่วยพวกเราไว้”
หญิงสาวเหม่อมองท้องฟ้าก่อนหันกลับมาพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างเป็มิตร “ขอแนะนำตัวอย่างเป็ทางการ ฉันชื่อ เรมี่ เรโซน่า เป็นักผจญภัย ยินดีที่ได้รู้จักนะ”