Zelion Fantasy Rewirte

    บทที่ 60 อัคนีรุ่งโรจน์ (ตอนต้น)

            ​บทที่ 60

            องค์มหาจักรพรรดิเสด็จแล้ว!

            เสียงมหาดเล็กดังก้องไปทั่วห้องรับรองพิเศษก่อนที่ขุนนางระดับสูงทั้งหมดจะลุกขึ้นจากที่นั่งก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นไม่เว้นแม้แต่แกรนด์ดยุคอย่างคาริชม่าหรือท่านหญิงแครอล ร่างทั้งหมดล้วนหันศีรษะไปทางประตูห้องรับรองโดยพร้อมเพียงในขณะเดียวกันแขกคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ราชทูตอย่างเบเร็นหรือคนของศาสนจักรพวกมันก็ต้องยืนขึ้นเพื่อเป็นการให้เกียรติ

            แอ็ด....

            ประตูไม้แกะสลักขนาดมหึมาถูกเปิดออกพร้อมกับการมาของคนจำนวนหนึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นนายทหารองครักษ์ระดับสูงแม้จะไม่ได้สวมเครื่องแบบเหมือนอัศวินทั่วไปแต่พวกมันแต่ละคนมีพลังต่อสู้ที่ไม่ธรรมดาทั้งยังมีอำนาจในการสังหารคนที่ตนคิดว่าจะสามารถเป็นภัยแก่องค์จักรพรรดิได้ในทันที

            แม้กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นหัวกะทิของจักรวรรดิที่โดดเด่นแต่ก็ไม่โดดเด่นเท่ากับคนสองคนที่ยืนอยู่ตรงกลาง คนหนึ่งคือชายร่างสูงใหญ่ที่มีผิวสีแทน ดวงตาและเส้นผมเป็นสีแดงเพลิงแต่งกายด้วยชุดเกราะหนักครบชุดแต่เวลาเดินร่างกายจะส่งเสียงโลหะกระทบ เขาเดินอยู่ด้านหลังเยื้องไปทางขวาขององค์จักรพรรดิ

            แต่บุคคลที่โดดเด่นและมีอำนาจที่สุดคือชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีทองราวกับแสงตะวันและดวงตาสีอำพัน ใบหน้าหล่อเหลาราวรูปแกะสลักในชุดฉลองพระองค์สีขาวคาดเอวด้วยเข็มขัดเส้นโต สองแขนแกร่งสวมกำไลข้างละสามวง เขาคือชายผู้ที่อยู่จุดสูงสุดของจักรวรรดิโนว่าอันเกรียงไกรแม้จะไม่องอาจเนื่องจากฉลองพระองค์ที่กำลังสวมนั้นออกจะเป็นฉลองพระองค์ที่ค่อนข้างเรียบง่ายแต่กระนั้นก็ไม่อาจปกปิดความสง่างามของพระองค์

            “พวกเราข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ขอถวายพระพรผู้เปรียบดังดวงตะวันที่เจิดจ้าที่สุดองค์จักรพรรดิ โซลลาเรียส เฮลิออส โนวา”

            เหล่าขุนนางและข้าราชบริพารทั้งหมดกล่าวออกมาอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ติดขัด พวกมันไม่มีคนไหนเลยที่เงยหน้าขึ้นหลังจากที่กล่าวคำถวายพระพรเสร็จ องค์จักรพรรดิโซลลาเรียสนิ่งเงียบก่อนจะดำเนินไปยังพระที่นั่งที่หรูหราที่สุดของห้องรับรองพิเศษก่อนจะตรัสว่า

            “ลุกขึ้น”

            “ขอบพระทัย”

            ขุนนางทั้งหมดรวมถึงแขกเหรื่อพลันกลับมายืนนิ่งในท่าปกติแต่ไม่มีเสียงดังออกมาแม้แต่นิดเดียว พวกมันจะขยับตัวได้ก็ต่อเมื่อจักรพรรดิทรงตรัสด้วยเท่านั้น องค์จักรพรรดิทรงเริ่มตรัสถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของเหล่าข้าราชบริพารและแขกซึ่งหน้าแปลกที่ผู้ปกครองสูงสุดจะสามารถจดจำได้กระทั่งเหล่าคนสนิทของข้าราชบริพารทั้งยังตรัสพูดคุยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเองก่อนจะเบนสายตามาทางเหล่าสังฆราชที่ยังคงไม่หายจากอาการหน้าซีด

            “สังฆราชเบลิครอฟ”

            จักรพรรดิหนุ่มตรัสขึ้นส่งผลให้ชายชราในชุดคลุมยาวหรูหราและหมวกทรงสูงรูปเทพธิดาสะดุ้งน้อยๆ ไม่กล้าเงยหน้าขึ้นเพื่อสบตากับดวงตาสีอำพันที่ราวกับมองทะลุความคิดของมันได้ทุกอย่าง

            “ฝ่าบาทจักรพรรดิ”

            สังฆราชบังคับให้เสียงเป็นปกติมากที่สุดแต่มีหรือที่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่จะไม่ทันมองเห็นถึงความผิดปกตินี้

            “เป็นอะไรไปรึ สีหน้าดูไม่ดี”

            โซลลาเลียวกล่าวเสียงเรียบทั้งที่ในใจมันทราบถึงคำตอบดีอยู่แล้ว คลื่นพลังเวทมนต์ที่คาริชม่าปลดปล่อยออกไปเมื่อซักครู่มันเองก็สัมผัสได้แต่ก็แสร้งถามไปแบบนั้นโดยมีจุดประสงค์เพื่อลอบสังเกตุปฏิกิริยาอีกฝ่าย

            “ม หม่อมฉันสบายดี ขอบพระทัยที่ฝ่าบาททรงห่วงใยสุขภาพของหม่อมชั้น”

            ท่าทางราวกับคนกลัวความผิดฉายออกมาจากแววตาของอีกฝ่ายแม้จะอยากคาดคั้นมากกว่านี้แต่ที่นี่มีคนมองอยู่มากเกินไป ในสายตาคนอื่นเหมือนกับว่าสังฆราชกำบลังเกรงอกเกรงใจจักรพรรดิจนเกินเหตุเท่านั้น

            ราวสี่สิบปีก่อนในยุคสมัยที่จักรพรรดิโซลลาเลียสยังคงเป็นเพียงองค์รัชทายาท เทพธิดาอาริอันนาที่เฝ้ามองโลกและผู้คนของพระนางผ่านทางกระจกก็ต้องตกตะลึงกับความหล่อเหลาราวกับเทพพบุตร ทำให้นางหลงรักเขาหัวปักหัวปำถึงขนาดส่งพระวจนะผ่านทางสังฆราชให้มีการจัดการสู่ขอองค์ชายโซลลาเลียสขึ้นสร้างความโกลาหลไปทั่วดินแดนเซลิออน

            แน่นอนว่าโซลลาเลียสมองทะลุเปลือกนอกอันสวยหรูของศาสนจักรแห่งแสง ผู้คนของศาสนจักรชั่วช้าเช่นไรเทพีที่พวกมันศรัทธาย่อมชั่วช้าไม่ต่างกันแต่เพราะอีกฝ่ายเป็นศาสนจักรที่ดำรงอยู่มาหลายร้อยปีจึงทรงอิทธิพลต่อมนุษยชาติมากเกินไปจนมันไม่อาจตั้งตนเป็นศัตรูได้อย่างเปิดเผย เมื่อถูกปฏิเสธเข้าทางศาสนจักรก็พยายามหาข้ออ้างเพื่อเชื้อเชิญโซลลาเลียสไปเยี่ยมเยียนยังวิหารแต่เขาไม่เคยตอบรับข้อเสนอแม้แต่ครั้งเดียวทำให้แผนที่ศาสนจักรหวังจะควบรวมจักรวรดดิเป็นส่วนหนึ่งของศาสนจักรเป็นอันตกไป

            อย่างไรก็ตามเรื่องราวดังกล่าวก็เกิดเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น เทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีอายุยืนยาวกว่ามนุษย์มากนักแม้จะไม่มีนักวิชาการคนไหนทราบอายุขัยที่แท้จริงแต่ข้อเท็จจริงที่พวกมันทราบกันดีก็คือเทพเป็นสิ่งมีชีวิตที่เบื่อง่ายหน่ายเร็ว เมื่อถูกปฏิเสธบ่อยๆ เข้าเทพธิดาก็หมดความสนใจในตัวของโซลลาเลียสไปเอง

            “งั้นรึ....เชิญทุกท่านนั่งลง”

            “ขอบพระทัย”

            สิ้นคำตรัสเหล่าขุนนางน้อยใหญ่จึงผ่อนคลายลงและนั่งลงที่เก้าอี้ตามเดิม มารยาทในห้องรับรองไม่ถือว่าเข้มงวดไปซะทีเดียว พวกมันสามารถจับกลุ่มพูดคุยกันได้ตามอัธยาศัย ตอนนั้นเองที่เบเร็น คาริชม่าและแครอลก็ตรงมาที่พระที่นั่งของจักรพรรดิ เหล่าองครักษ์จึงหลีกทางให้

            “ฝ่าบาท พระองค์ทรงมีพระพลานมัยแข็งแรงเหมือนดั่งเคยเลยนะเพคะ”

            “คุณเองก็ยังสวยไม่สร่างเหมือนเคยนะแครอล”

            “หุหุ พระองค์ทรงชมเชยหญิงชราผู้นี้มากเกินไปแล้ว”

            จักรพรรดิตรัสกับแครอลด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ถึงแม้แครอลจะดูมีอายุเยอะกว่าแต่หานับกันจริงๆ ทั้งจักรพรรดิและแครอลมีอายุราวหนึ่งร้อยปีเท่านั้นแต่จักรพรรดินั้นฝึกฝนจนสามารถหยุดร่างกายให้มีอายุอยู่ในช่วงที่มีพลังสูงสุดจึงยังดูหนุ่มแน่นและงดงามต่างจากแครอลที่แม้จะชาญฉลาดแต่ก็ไม่มีพรสวรรค์ด้านการฝึกฝนมากนัก

            “มานั่งร่วมกับเราสิ เบเร็นและคาริชม่าก็ด้วย”

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท”

            เบเร็นและคาริชม่ากล่าวพร้อมกันก่อนที่องครักษ์จะจัดที่นั่งให้ทั้งสามโดยให้เบเร็นและแครอลนั่งอยู่เบื้องซ้ายของพระองค์และคาริชม่านั่งอยู่ด้านขวากับชายผมแดงในชุดเกราะเมื่อเห็นใบหน้าของเขาถนัดตาคาริชม่าจึงกล่าวขึ้น

            “นายยังไม่เลิกนิสัยสวมเกราะหนักๆ นั่นตลอดเวลาอีกเหรอ โอริส”

            ชายผมแดงเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแหบห้าว

            “นายเองก็ยังไม่เลิกสวมแว่นตาทั้งที่ก็หลับตาตลอด”

            “หึหึ เห็นแบบนี้ชั้นก็กำลังลืมตาอยู่นะ”

            “เชื่อตายแหละ”

            หลังจากหยอกเย้ากันเบาๆ ตามประสาเพื่อนเก่าทั้งสองก็จับมือกันก่อนที่จะนั่งลง โอริส แกรนด์ เบเรลิออน แกรนด์ดยุคผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองกำลังองครักษ์มาหลายชั่วอายุคนไม่ใช่เพราะบารมีของวีรชนผู้ก่อตั้งจักรวรรดิแต่เพราะความสามารถทางเวทมนต์ที่สืบทอดต่อๆ กันมาจนบางครั้งผู้คนก็เรียกโอริสว่าเทพอารักษ์ ที่แม้จะเป็นคลาสอัศวินแต่ก็เป็นอัสวินที่มีพลังป้องกันสูงจนไม่จำเป็นต้องสวมใส่ชุดเกราะด้วยซ้ำ

            ด้วยความที่เป็นผู้นำตระกูลดยุคเหมือนกันทำให้ทั้งสองรวมถึงแกรนดยุคที่เหลือและองค์จักรพรรดิก็มีความสนิทสนมเนื่องจากเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกัน โอริสแม้จะรูปร่างเหมือนชายวัยสี่สิบแต่พลังของเขาก็ไม่อ่อนโทรมลงเลย ฝ่ายจักรพรรดิที่กำลังสนทนากับท่านหญิงแครอลก็ได้กล่าวขึ้น

            “เราอยากรู้เหลือเกินว่าเด็กคนที่ท่านหญิงให้การสนับสนุนจะเป็นคนแบบใด”

            เมื่อได้ยินคำถามขององค์จักรพรรดิ แครอลก็คลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะกล่าวออกไป

            “หม่อมฉันให้พระองค์รอดูดีกว่าเพคะ รับรองว่าฝ่าบาทจะต้องประทับใจในตัวช่างฝีมือคนนี้เป็นแน่”

            จักรพรรดิโซลลาเลียสอฟังเข้าก็ขมวดคิ้วอย่าฉงนก่อนจะทวนคำทีหนึ่ง

            “ช่างฝีมือไม่ใช่ช่างตีเหล็กอย่างนั้นรึ ถ้าเราจำไม่ผิดตลอดเวลาที่มีการแข่งขันอัคนีรุ่งโรจน์สมาคมช่างตีเหล็กมักจะกีดกันคลาสช่างฝีมือไม่ใช่หรือ?”

            เรื่องการกีดกันผู้ที่มีคลาสช่างฝีมือหรือคลาสอื่นๆ ที่มีความามารถใกล้เคียงช่างตีเหล็กไม่ให้ลงแข่งอัคนีรุ่งโรจน์เป็นเรื่องที่ทางจักรวรรดิรับทราบมานานแล้วแต่ยังปล่อยไว้แบบนั้เพราะสมามในอดีตนั้นทำผลงานเอาไว้มากแต่นั่นมันก็ยุคของช่างตีเหล็กในตำนานเคเรม ปัจจุบันสมาคมช่างตีเหล็ก ช่างอัญมณี หรือแม้แต่ช่างทอผ้ากลับมีผลงานทีค่อนข้างน่าผิดหวังโดยผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้จักรวรรดิต้องมีการนำเข้ายุทธภัณฑ์จากเผ่าพันธุ์อื่นมาใช้ในกองทัพแทน

            “พระองค์ยังจำสิ่งที่หม่อนฉันเคยกล่าวกับพระองค์เมื่อหลายเดือนก่อนได้หรือไม่เพคะ”

            แครอลไม่ตอบแต่กลับกล่าวถึงเรื่องอื่นแทน จักรพรรดิไม่ใช่คนโง่ไม่มีทางที่แครอลจะกล่าวเรื่องพวกนี้ขึ้นมาลอยๆ อย่างไร้เหตุผล เขาหลับตาลงครุ่นคิดซักครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

            “เรื่องที่คุณหญิงกำลังมองหาสามีที่จะมาแต่งงานกับหลานสาวน่ะหรือ? รู้สึกว่าเด็กคนนั้นจะเป็นช่างฝีมือ...”

            จักรพรรดิหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น

            “หรือว่า...”

            “ตามที่พระองค์กำลังคิดอยู่นั่นแหละเพคะ เด็กคนนั้นคือบุคคลที่หม่อนฉันต้องการให้มาเป็นหลานเขย แต่น่าเสียดายที่หลานสาวของหม่อนฉันมีวาสนาเป็นได้แค่เพื่อนกับเขาเท่านั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาคนนี้คือของจริง”

            “อืม เราก็คิดเช่นนั้น”

            จักรพรรดิกล่าวพลางนึกย้อนกลับไปเมื่อหลายเดือนก่อนที่อยู่ดีๆ มีนักผจญภัยถือครองยุทธภัณฑ์ระดับ D และ C จำนวนมากราวกับดอกเห็ด การที่อยู่ดีๆ จำนวนของยุทธภัณฑ์ระดับนี้มีเพิ่มขึ้นนั้นไม่ใช่เรื่องปกติ ความคิดที่ว่าอุปกรณ์พวกนี้เป็นสิ่งที่คนของสมาคมช่างตีเหล็กสร้างขึ้นนั้นไม่มีอยู่ในหัวของจักรพรรดิเลยซักนิด เมื่อลองสืบย้อนกลับไปอุปกรณ์พวกนี้ล้วนมาจากแหล่งกำเนิดและผู้สร้างคนเดียวกัน

            ร้านค้อนเพลิงเป็นร้านธรรมดาที่ไม่เคยอยู่ในสายพระเนตรขององค์จักรพรรดิหรือชนชั้นสูงแม้แต่น้อย แม้ชื่อร้านจะฟังดูเหมือนร้านีเหล็กแต่จริงๆ แล้วร้านดังกล่าวเป็นร้านที่รับทำทุกอย่างม่ว่าจะเป็นอาวุธ ชุดเกราะ เสื้อผ้า เครื่องประดับ แม้จะดูจับฉ่ายแต่คุณภาพของมันกลับสูงกว่าอุปกรณ์ระดับเดียวกันอย่างน่าเหลือเชื่อแม้แต่องค์จักรพรรดิยังให้ความสนใจถึงขนาดส่งคนมาลงซื้อสินค้าไปชิ้นหนึ่ง

            เมื่อสืบย้อนกลับไปถึงประวัติของเจ้าขงร้านพบว่าเขาคือเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง เขาปฏิเสธที่จะเข้าไปในบ้านเด็กกำพร้าตามกฏหมายและเลือกที่จะยืนหยัดด้วยลำแข้งของตนเอง แต่ช่างโชคร้ายช่วงเวลาห้าปีแรกของการดำเนินกิจการนั้นไม่ราบรื่นนักเพราะแทนที่สินค้าหลักจะเป็นยุทธภัณฑ์กลับกลายเป็นแร่เหล็กที่ผ่านถลุงจนมีคุณภาพสูงแม้เหมือนจะดูดีแต่ช่างฝีมือที่ไม่สามารถผลิตอุปกรณ์ออกมาขายได้ถือว่าแปลกประหลาดเกินไป เหล่าแมมองของขุนนางจึงไม่ได้ให้ความสำคัญอีก

            จนกระทั่งหกเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่ร้านค้อนเพลิงอยู่ในช่วงขาขึ้นถึงขีดสุด นอกจากสามารถผลิตยุทธภัณฑ์ออกมาวางขายได้เป็นจำนวนมาก เจ้าของร้านกลับสามารถสร้างเครื่องประดับข้นมาเป็นสินค้าขายดีที่หาได้แค่ที่ลูมินัสที่เดียวเท่านั้นทำให้ในปัจจุบันแทบจะไม่เห็นใครคาดอาวุธเดินไปเดินมาบนท้องถนนแล้ว

            จักรพรรดิโซลลาเลียสเคยจำได้ถึงคำขออนุมัติในการสั่งซื้อแหวนคลังศาสตราสำหรับกองทหารหนึ่งกองพลที่เพิ่งประทับตราไปเมื่อไม่นานมานี้ไม่เช่นนั้นมันอาจจะจดจำร้านค้อนเพลิงไม่ได้ด้วยซ้ำ

            ยิ่งเห็นสีหน้ามั่นอกมั่นใจของแครอลจักรพรรดิโซลก็ยิ่งตั้งความหวังกับเด็กคนนี้เข้าไปอีก โดยไม่สนใจท่าทีกระสับกระส่ายของหัวหน้าสมาคมช่างตีเหล็กที่ยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก การที่ตัวแทนของสมาคมใหญ่อย่างสมาคมการค้ายังไม่เปิดตัวทำให้คิดได้ว่าสมาคมช่างตีเหล็กอาจคิดไม่ซื่อ และเมื่อถึงเวลานั้นจักรพรรดิผู้นี้จะขจัดอะไรก็ตามที่ขัดขวางความก้าวหน้าของจักรวรรดิ

            ตอนนั้นเองที่เสียงโห่ร้องของสนามประลองพลันเงียบลงก่อนที่พิธีกรจะประการชื่อ

            “และแล้วก็มาถึงผู้เข้าแข่งขันคนสุดท้าย เด็กหนุ่มผู้ตามหาความฝันทั้งที่ไม่คู่ควร...ตัวแทนจากสมาคมการค้า ช่างฝีมือเอเลนครับผม”

            โห่!!!

            เสียงโห่ร้องต้อนรับการมาถึงของเด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมีดำราวกับรัตติกาล ดวงตาสีทับทิมมองอุปกรณ์เวทมนต์ที่ทำหน้าที่ฉายภาพไปทั่วสนามประลองด้วยแววตาเฉยเมย เขามาพร้อมกับกระเป๋าอุปกรณ์ของตนเดินเข้ามาในสนามประลองด้วยความเร็วคงที่ตรงไปต่อท้ายแถวของผู้เข้าแข่งขันท่ามกลางเสียงหวเราะคิกคักของผู้เข้าแข่งคนอื่นๆ

            “หวังว่าจะมีค่ามากพอให้เราคิดลงมือช่วยเหลือนะ”

            จักรพรรดิโซลลาเลียสกล่าวพลางผุดร้อยยิ้มลี้ลับออกมาจากพระพักต์

             

            อีกด้านหนึ่ง สนามประลอง

            “ต้อนรับกันได้อบอุ่นดีแฮะ”

            เอเลนกล่าวขึ้นลอยๆ โดยไม่แยแสบรรยากาศที่มีคนจ้องมองเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อตลอดเวลา ช่างฝีมือหนุ่มมองผ่านแท่นพิธีการที่มีพิธีกรปากมากคนนั้นไปสายตาของเขาตกลงที่พื้นที่ที่เอาไว้ใช้ในการประลอง มันคือลานดินกว้างขนาดใหญ่ที่แบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งมีแต่โต๊ะหินอีกฝั่งเป็นโต๊ะกินที่มีเตาหลอมวางเอาไว้คู่กันแต่ยังไม่ทันสำรวจลานประลองไปได้มากกว่านี้เสียงที่คุ้นเคยเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

            “อยู่ที่นี่เองงั้นเหรอ เจ้าคนไร้ความสามารถ”

            ร่างของเด็กหนุ่มในชุดยาวยืนอยู่ท่ามกลางพรรคพวกที่เป็นช่างตีเหล็ก วันนี้มันรวบเส้นผมที่ยาวเอาไว้เป็นมวยผมอย่างลวกๆ แต่นั่นกลับขับเน้นให้ใบหน้าของมันดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ทุกๆ การกระทำของมันมักจะทำให้เหล่าสาวน้อยกรีดร้องราวกับคนเสียสติ

            “อาเบล”

            เอเลนกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเนือยๆ

            “ที่มีตั้งเยอะตั้งแยะ แกเดินมาหาชั้นทำไม มีธุระอะไรก็รีบว่ามา”

            “แหมๆ ทำไมพูดจาห่างเหินกันแบบนั้นละ แกต้องขอบคุณนะที่คนอย่างชั้นยอมลดเกียรติของตัวเองลงมาเพื่อคุยกับผู้ไม่เหมาะสมที่น่าสงสารอย่างแก”

            อาเบลกล่าวพร้อมเหยียดรอยยิ้มกว้าง วาจาของมันมีความหมายว่าเอเลนเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่มีชนชั้นต่ำกว่ามันทั้งยังยกยอตัวเองไปในคราวเดียวกันหากไม่ติดว่านี่คือกรประลองเขาก็อยากจะเอาวดาบเสียบปากอีกฝ่ายให้รู้แล้วรู้รอด

            “ที่ชั้นมาในวันนี้ก็เพื่อจะมาบอกว่า อย่าเพิ่งยอมแพ้เร็วเกินไปนัก เพราะชั้นท่านอาเบลผู้นี้จะมอบความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปให้แกเองเจ้าคนน่าสมเพช”

            “ชนะให้ได้ก่อนค่อยพูดจะดีกว่านะ”

            เอเลนกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนทำท่าจะเดินจากไปแต่นั่นกลับกระตุ้นพรคคพวกของอาเบลให้มีโทสะ เด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาคว้าหัวไหล่ของเอเลนเอาไว้พร้อมทั้งออกแรงกด

            “ท่านอาเบลลดเกียรติลงมาคุยกับช่างฝีมืออย่างแก นอกจากจะไม่สำเหนียกในความไร้ค่าของตัวเองแล้วยังกล้าปากดีแถมจะเดินจากไปเฉยๆ แบบนี้งั้นเหรอ”

            เด็กหนุ่มคนนั้นตะคอกใส่หน้าเอเลนทำให้คนรอบๆ เริ่มมามุงดู เอเลนมองเด็กหนุ่มคนนั้นด้วยแววตาเย็นเยียบในขณะที่อาเบลหัวเราะคิกคักมันหวังจะห่างตีเหล็กเลือดร้อนคนนี้สั่งสอนเอเลนให้เหมือนกับอุบัติเหตุนั่นคือสิ่งที่มีตระเตรียมเอาไว้แล้วทั้งการคาดเดาความคิดของเอเลนเอาไว้ล่วงหน้า

            เอเลนมองกลอุบายของอีกฝ่ายออกทะลุปรุโปร่งพลางแค่นเสียงหัวโจกอย่างอาเบลมีสันดานอย่างไรลูกสนุมย่อมมีสันดานไม่ต่างกัน ต่างกันตรงที่พวกมันไม่รู้ว่าร่างกายของเขาคือร่างกายที่ฝึกฝนจนแข็งแกร่งไม่ต่างจากเหล็กกล้า อีกฝ่ายแผ่ท่าทีคุกคามโดยไม่ปกปิดเขาจึงแกล้งยั่วยุ

            “แล้วไง ชั้นไม่ใช่ช่างตีเหล็กและต่อให้ไม่ใช่ อาเบลก็ไม่ใช่คนที่ชั้นต้องเคารพมันซักหน่อย เลิกพูดจากไร้สาระแล้วถอยไปซะถ้าไม่กล้าลงมือจริง”

            เอเลนปัดมือของอีกฝ่ายออกก่อนจะทำท่าจะเดินจากไปอีกครั้งก่อนจะแกล้งส่งสายตายียวนไปทางชายร่างใหญ่อย่างไม่ปกปิด ส่งผลให้หางคิ้วของมันกระตุกอย่างรุนแรง

            ใจเย็นเข้าไว้ หากทำร้ายมันตอนนี้เราจะหมดสิทธิเข้าประลอง

            ชายร่างใหญ่ปลุกปลอบใจตนเองไม่ให้หลงไปกับคำยั่วยุตัวมันตระหนักดีว่านี่คือโอกาสครั้งเดียวในชีวิต แต่ก็อดโมโหไม่ได้ที่การแข่งขันอันทรงเกียรติจะต้องแปดเปื้อนเพราะช่างฝีมือคนเดียว

            เอเลน ช่างฝีมือผู้น่ารังเกียจซึ่งอาเบลผู้ที่เป็นทั้งลูกพี่และคนที่น่าเคารพได้เล่าให้มันและเหล่าช่างตีเหล็กเลือดใหม่ฟังว่าเด็กหนุ่มช่างตีเหล็กอาศัยบารมีของหัวหน้าสมาคมการค้าในการแทรกตัวเข้ามาเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมการแข่งขัน ผิดกับพวกมันที่ต้องทั้งฝึกฝนและตะเกียกตะตายสารพัดกว่าที่สมาคมจะยอมยื่นชื่อพวกมันให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วม

            อาเบลแอบผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่มีเหตุทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นแต่ก็ไม่เป็นไรเพราะมันและอาเมลผู้ป็นพ่อมีอะไรเตรียมต้อนรับเอเลนอีกเยอะ

            “หวังว่าถึงตอนนั้นแกจะไม่ตกใจตายไปซะก่อนนะ”

            อาเบลพูดพลางแสยะยิ้มก่อนที่มันจะนำลูกสมุนเดินจากไป เมื่อความสงบเข้ามาแทนที่เอเลนก็ผ่อนคลาย ตอนนั้นเองที่มีเด็กหนุ่มร่างเล็กที่มีหนวดขึ้นเล็กน้อยบนใบหน้าได้เดินเข้ามา

            “เกือบไปแล้ว ชั้นลุ้นแทบแย่นึกว่านายจะสาวหน้าไอ้ล่ำนั่นซะแล้ว”

            เอเลนหรี่ตาลงเล็กน้อยพิจารณาร่างของผู้มาใหม่ แม้จะมีรูปร่างเหมือนเด็กอายุสิบสามแต่กล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่พองอยู่จนแทบจะฉีกเสื้อที่สวมอยู่แล้วนั่นเมื่อรวมกับแว่นตากันความบนหัว ผิวสีแทนและหนวดเคราที่เด็กอายุประมาณนี้ไม่ควรมีเอเลนก็ตระหนักได้ในทันทีว่าอีกฝ่ายคือคนแคระ

            “กฎการประลองชัดเจนอยู่แล้วว่าห้ามใช้ความรุนแรง”

            เอเลนยักไหล่ให้ผู้มาใหม่ก่อนจะชี้ไปที่ป้ายกฎการประลอง ทำให้คนแคระนั้นอุทานเสียงดังอาดูท่าเด็กหนุ่มชาวคนแคระผู้นี้จะไม่ใช่ผู้ที่นิยมการอ่านเป็นแน่ เขาไม่รพูดสิ่งใดต่อพร้อมทั้งถือวิสาสะดึงมือเอเลนไปพร้อมใช้มือหยาบหนาลูบฝ่ามือแล้วนิ่งมองไปครู่หนึ่ง เอเลนที่ไม่เห้นว่าอีกฝ่ายมีท่าทีคุกคามจึงจ้องมองด้วยความสนใจ

            คนแคระผู้นั้นจ้องมองฝ่ามือของเขาอีกซักพักก่อนที่จะปล่อยแต่โดยดี

            “ขออภัยด้วยที่ชั้นสงสัยนาย พอดีเจ้ามนุษย์ปากเสียที่นายเกือบมีเรื่องด้วยเมื่อครู่เที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่านายน่ะใช้เส้นสายเพื่อเข้าร่วมการประลอง ไอ้ชั้นมันก็เป็นคนขี้สงสัยและจะไม่เชื่ออะไรจนกว่าจะได้เห็นด้วยตาตนเอง”

            คนแคระผู้นั้นกล่าวด้วยเสียงที่ดังเกินกว่าที่จะคุยกันแค่สองคน หลายคนที่ยืนอยู่รอบๆ ก็หูผึ่งด้วยความสนใจ

            “แต่ดูจากฝ่ามือที่หยาบและด้านขนาดนี้ ชั้นไม่เชื่อหรอกนะว่านายจะเข้าร่วมการประลองโดยใช้เส้นสาย นายคงฝึกฝนมาอย่างหนักเลยสินะ”

            ฝ่ามือเปรียบได้ดั่งรอยเท้าเพียงอย่างเดียวของช่างตีเหล็กและคลาสช่างฝีมือ ยิ่งฝ่ามือหยาบกร้านมากเท่าไหร่ยิ่งแสดงให้ได้เห็นว่าช่างตีเหล็กผู้นั้นทุ่มเทให้แก่การฝึกฝนมากเพียงไหน เรกิลเคยกล่าวเอาไว้ว่าคนแคระเวลาทำความรู้จักกันพวกมันมักจะดูฝ่ามือของอีกฝ่ายก่อนเป็นอันดับแรก

            หลายคนที่ได้ยินดังนั้นก็เริ่มฉุกคิดจากตอนแรกที่คิดว่าเอเลนเป็นเพียงแค่คุณหนูที่ถูกชุบเลี้ยงมาโดยสมาคมการค้าเท่านั้น แม้ภาพลักษณ์ของเอเลนจะดูติดลบตั้งแต่แรกจากคำประกาศของอาเบลแต่เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่คนแคระผู้นั้นพูดก็ถือว่ามีน้ำหนักไม่น้อย จากนี้ไปพวกเขาจะนำเรื่องนี้ไปบอกต่อให้เพื่อนและเพื่อนของเพื่อนในรูปแบบเรื่องเล่าในมื้ออาหารอีกไม่นานข่าวลือเสียๆ หายๆ เอเลนจะสลายไปเอง เอเลนมองคนที่ทำในสิ่งที่เขาทำไม่ได้ก็นิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้น

            “ขอบคุณ”

            “ขอบคุณทำไม ชั้นบอกไปแล้วนี่ว่าชั้นเป็นคนขี้สงสัย”

            คนแคระคนนั้นพอถูกชมก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาก็พยายามซ่อมมันเอาไว้แต่ใบหูของมันกลับกลายเป็นสีแดงโดยที่มันไม่รู้ตัว เอเลนยิ้มน้อยๆ แล้วแซวกลับไป

            “แถมขี้อายซะด้วย”

            “ไม่ได้อายโว้ย”

            คนแคระแหวเสียงดังส่งผลให้เอเลนหัวเราะร่าก่อนจะยื่นมือไปให้อีกฝ่าย

            “ชั้นเอเลน คิดว่านายคงรู้อยู่แล้ว”

            คนแคระหนุ่มเห็นมือที่ยื่นมาก็นิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะฉีกยิ้มแล้วจับมือกลับ

            “เออ ชั้นอีดรีล จากอาณาจักรคนแคระจากยินดีที่ได้รู้จัก”

            เอเลนค่อนข้างประทัยใจนิสัยตรงไปตรงมาของอีดรีลไม่น้อย แต่ก่อนที่จะปล่อยมืออีดรีลกลับเหลือบไปเห็นแหวนที่สวมอยู่บนนิ้วกลางของเอลเนพลันตาลุกวาวก่อนจะถือวิสาสะดึงมือเอเลนไปจ้องด้วยแววตาเป็นประกาย

            “แม่เจ้าโว้ย แหวนทำจากมิธริลทั้งวงเกิดมาเพิ่งเคยเห็นนี่แหละ”

            อีดรีลจ้องมองแหวนวงนั้นด้วยความหลงไหลซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดอะไรเนื่องจากมิธริลนั้นเป็นแร่ที่หายากมากๆ แม้แต่ในอาณาจักรคนแคระที่มีเหมืองอยู่มากมายราวกับดอกเห็ดก็ยังประสบปัญหาการขาดแคลนแร่ระดับสูง

            “ขอดูหน่อยหน่อยได้ปะ”

            เอเลนสาบานได้ว่าดวงตาของอีดรีลตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับลูกหมาตัวน้อยๆ จนเขาอดหัวเราะพรืดไม่ได้ เขาเห็นว่าอีกฝ่ายดูนิสัยดีจนถอดคลังศาสตราว่งให้อีกฝ่ายดูอย่างใกล้ชิด

            “ตามสบาย แต่อย่าเผลอเลียมันเข้าให้ล่ะ”

            “ไม่ใช่หมาโว้ย!”

            อีดรีลแหวกลับอีกครั้งก่อนจะฉวยแหวนมาดูแบบไม่เกรงใจพลางอุทานดังอูดังอาดูประหลาดไม่ใช่น้อย

            “ให้ตายสิเห็นมือหยาบๆ แบบนั้นใครจะคิดว่าสามารถทำงานที่ต้องใช้ความละเอียดขนาดนี้ได้ หืม นี่มันอักษรรูนนี่หว่าแถมยังจำนวนมากขนาดนี้”

            เมื่อส่องแหวนมาได้ซักครู่หนึ่งอีดรีลก็อดทึ่งในความยอดเยี่ยมของแหวนไม่ได้ ตัวแหวนเรียบเนียบเสมอกันทั้งวงทั้งยังมีน้ำหนักที่สมดุล เหนือสิ่งอื่นใดคืออักษรรูนขนาดเล็กที่เขียนเอาไว้อย่างประณีตจนเขาอดถามไม่ได้

            “นายมีค่าความชำนาญเท่าไหร่”

            เอเลนกลับตอบอย่างไม่ยี่หระ

            “9750 น่ะ ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็ถึง”

            !!!

            คราวนี้ไม่ได้มีเพียงแต่อีดรีลเท่านั้นที่ตกใจแม้อต่ช่างตีเหล็กใกล้ๆ ยังอดทึ่งในค่าความชำนาญอันมากมายมหาศาลของเอเลนไม่ได้

            “ฝ ฝึกบ่อยๆ บ้านนายสิ รู้รึเปล่าบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตกว่าจะมีค่าความชำนาญสูงเท่าของนาย”

            อีดรีลเอ่ยด้วยความหวาดกลัวมันไม่กลัวเอเลนจะหลอกมันเลยซักนิดเพราะมันสามารถตรวจสอบด้วยทักษะได้ทุกเวลา

            “ตอนนี้ชั้นมีค่าความชำนาญแค่ 3473 หน่วย เทียบกับนายไม่ได้เลยซักนิด มิน่างานที่มีความละเอียดละออขนาดนี้นายถึงทำได้”

            อีดรีลกล่าวพลางส่งแหวนคืนให้แก่เอเลนสายตาที่มองเขาเปลี่ยนไปจากมองเพื่อนกลายเป็นเคารพ

            “ถ้าจะมีใครซักคนชนะนอกจากชั้นก็คงเป็นนายนั่นแหละ”

            อีดรีลเป็นช่างตีเหล็กรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าแห่งอาณาจักรคนแคระ ที่มันเดินทางมาที่ลูมินัสก็เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และพิสูจน์ความสามารถ สารภาพตามตรงเลยว่านับตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อนที่มันมาถึงไม่มีช่างตีเหล็กอายุรุ่นมันคนไหนสามำทำให้มันประทับใจได้มันเชื่อมั่นว่าชัยชนะในการแข่งวันนี้จะต้งตกเป็นของมันอย่างแน่นอน

            แต่แล้วความมั่นใจของคนแคระหนุ่มสั่นคลอนเมื่อจู่ๆ มีม้ามืดจากไหนก็ไม่รู้โผล่ออกมาจากเงา นั่นทำให้ไฟในการอยากเอาชนะของมันกับมาครุกรุ่นอีกครั้ง

            “เอาไว้เห็นหัวข้อกการแข่งก่อนค่อนว่ากันดีกว่า นายเคยชมการแข่งของครั้งก่อนรึเปล่า?”

            “ไม่เคย ชั้นก็เพิ่งเคยมาเหยียบลูมินัสครั้งแรกในชีวิต แต่หัวข้อการแข่งจะเป็นแบบไหนก็แล้วแต่ชั้นก็สู้ไม่ถอยอยู่แล้ว”

            อีดรีลฉีกยิ้มกว้างก่อนที่บรรยากาศของสนามประลองจะเงียบลงเมื่อเจ้าหน้าที่ได้เข็นบางอย่างที่สูงสี่เมตรแต่ถูกคลุมผ้าเอาไว้ออกมาวางต่อหน้าของพวกเขา พิธีกรเองก็ลงมาอยู่บริเวณสนามประลองเช่นกัน มันเดินมาพร้อมอุปกรณ์ขยายเสียงก่อนจะพูดขึ้นว่า

            “และนี่คือเวลาที่ทุกท่านรอคอย หัวข้อการแข่งขันอัคนีรุ่งโรจน์ในปีนี้ก็คือ...”

            เสียงดนตรีดังขึ้นเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้แก่ผู้ชม พิธีกรหนุ่มเดินไปคว้าชายผ้าที่คลุมวัตถุขนาดใหญ่เอาไว้ก่อนที่มันจะออกแรงกระชากผ้าที่คลุมเอาไว้ออก

            ภาพที่ผู้เข้าแข่งขันทุกคนเห็นคือผลึกสีนีลทอประกายเมื่อต้องแสงอาทิตย์งดงามราวกับอัญมณีแต่ไม่ได้ไร้ที่ติเพราะถึงพื้นผิวบางส่วนจะทอแสงแต่ก็มีบางส่วนที่เป็นสีดำด้าน เอเลนขมวดคิ้วเล็กน้อยเขามองเห็นกระแสเวทมนต์ธรรมชาติถูกดูดเข้าไปในผลึกอย่างแช่มช้าและในเวลาเดียวกันมันก็ยังคายพลังเวทมนต์ธาตุความมืดออกมาในปริมาณที่เท่ากัน

             

            *********************************************************************************

            ช่วงบ่นท้ายตอน

            ขออภัยที่ตอนที่แล้วบ่นไร้สาระเยอะไปหน่อย สัปดาห์นี้จะกลับมาอัพเดตตามปรกติครับ

            สนับสนุนค่ากาแฟ ค่าไฟ และอื่นๆ ได้ที่ QR Code ด้านล่าง

            Zero Times