ตอนที่ 20 :บ้านที่กลับมามีเ้าของ
หลินต้าจวงส่งกุญแจบ้านหลังพระอาทิตย์ขึ้น
เขาวางมันลงบนโต๊ะกลางลานแรงเกินจำเป็โลหะกระทบเนื้อไม้ดังกรุ๊งกริ๊ง
หวังชุนฮวายืนข้างรถเข็นซึ่งบรรทุกเสื้อผ้ากับของใช้ของครอบครัวตนเองใบหน้าบวมจากการร้องไห้หรืออดนอน ไม่มีใครถาม
หัวหน้าหน่วยผลิตอ่านรายการส่งมอบทีละข้อ
บ้านอิฐสามห้อง
ครัวหนึ่งห้อง
คั่งสองเตา
ตู้ไม้ของเสิ่นชิงหลัน
เตียงพับของหลินจิ้นกั๋ว
โต๊ะเขียนหนังสือหนึ่งตัว
โอ่งธัญพืชสองใบ
สิ่งใดอยู่ครบให้ทำเครื่องหมาย
สิ่งใดเสียหายให้จด
สิ่งใดหายไปให้เว้นช่องสำหรับตรวจสอบภายหลัง
หลินซูเหยาไม่ได้โต้เถียงทุกชามทุกถ้วย
เธอเลือกจำเฉพาะของที่มีความหมายหรือมีมูลค่าจริงเพราะรู้ว่าการพยายามเอาคืนทุกสิ่งซึ่งสูญหายตลอดสามปีอาจทำให้เธอติดอยู่กับคนเหล่านี้ไปอีกนาน
สิ่งสำคัญที่สุดคือบ้าน
พื้นที่ซึ่งเธอสามารถปิดประตูได้โดยไม่มีใครอ้างว่าตนมีสิทธิ์ผลักเข้ามา
เมื่อรายการจบ หลินต้าจวงมองเธอเป็ครั้งสุดท้าย
“คิดว่าได้บ้านคืนแล้วจะอยู่รอดหรือ”
หลินซูเหยาหยิบกุญแจขึ้นจากโต๊ะ
“อย่างน้อยต่อจากนี้ ถ้าฉันไม่รอด ก็ไม่ใช่เพราะมีใครตัดข้าวตัดฟืน แล้วเรียกสิ่งนั้นว่าการดูแลค่ะ”
หลินต้าจวงกำมือ แต่ไม่อาจตอบ
เขาหันไปจับรถเข็นแล้วเดินจากไป
หวังชุนฮวาตามหลังก่อนพ้นรั้วเธอหันกลับมามองรอยมือบนผนังด้านตะวันตก
สายตานั้นมีทั้งความโกรธและความกลัว
แต่ครั้งนี้ไม่มีสิ่งใดในบ้านตอบสนองต่อเธอ
บ้านหลังนี้จดจำเ้าของของมันแล้ว
หลินซูเหยายืนอยู่หน้าประตู
มือซึ่งถือกุญแจเย็นเฉียบ
ความทรงจำมากมายไหลกลับมาพร้อมกัน
แม่ยืนสะบัดผ้าปูที่นอนตรงราวไม้
พ่อนั่งซ่อมขาเก้าอี้อยู่ใต้หน้าต่าง
เด็กหญิงตัวเล็กวิ่งจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งพร้อมหัวเราะเสียงดังเพราะเชื่อว่าบ้านเป็สถานที่ซึ่งไม่มีวันหายไป
ภาพสุดท้ายคือวันที่ข้าวของของเธอถูกโยนออกมาตรงลาน
เด็กอายุสิบสี่หันกลับมามองประตูซึ่งปิดลงแล้วให้คำสัญญากับตนเองทั้งน้ำตาว่า สักวันหนึ่งจะกลับมา
แต่เด็กคนนั้นรอไม่ถึงวันนั้น
หลินซูเหยาก้าวพ้นธรณีประตูแทน
ความเจ็บแน่นกลางอกพลันรุนแรงจนเธอต้องหยุด
น้ำตาหยดหนึ่งไหลลงบนหลังมือ
เธอไม่แน่ใจว่าเป็น้ำตาของตนเองหรือเป็สิ่งสุดท้ายซึ่งเ้าของร่างเดิมฝากไว้
หลินซูเหยากำกุญแจแน่น
“กลับมาแล้วนะ”
เธอกล่าวเบามาก
ความรู้สึกซึ่งค้างอยู่ในอกมาหลายวันค่อย ๆ คลายออก
ไม่หายไปทั้งหมด
แต่เปลี่ยนจากความเ็ปเป็ความอุ่นคล้ายเด็กคนหนึ่งยอมวางมือจากสิ่งที่เธอยึดไว้แน่นแล้วฝากบ้านหลังนี้ให้คนที่สามารถรักษามันต่อ
เสียงไม้เท้าดังตรงประตู
ยายโจวยืนอยู่พร้อมไม้กวาดหนึ่งอัน
“บ้านปิดไว้นาน ฝุ่นคงเต็ม”
ด้านหลังเป็ป้าเจิ้งซึ่งถือถังน้ำร้อนเด็กหญิงที่วิ่งมาแจ้งข่าวเื่รถเข็นเมื่อคืนกอดผ้าเก่าไว้หนึ่งผืนส่วนเพื่อนตัวเล็กของเธอถืออีกผืนอยู่ข้างกัน
“พวกเรามาช่วยค่ะ”
เด็กคนหนึ่งประกาศ
หลินซูเหยามองคนตรงหน้า
สามปีก่อนไม่มีใครกล้าเดินเข้ามาช่วยเด็กหญิงซึ่งถูกขับออกจากบ้าน
วันนี้คนเ่าั้อาจยังรู้สึกผิด ยังกลัวหรือเพียงอยากเริ่มทำสิ่งที่ควรทำั้แ่แรก
เธอไม่ถามเหตุผล
“ขอบคุณค่ะ”
ประตูบ้านถูกเปิดกว้าง
แสงแดดส่องเข้าไปถึงพื้นด้านใน
เสียงไม้กวาด เสียงตักน้ำและเสียงเด็กหัวเราะทำให้บ้านซึ่งเงียบมานานกลับมีชีวิต
ป้าเจิ้งเช็ดตู้ไม้ของแม่อย่างระมัดระวัง
ยายโจวนั่งขูดปูนใหม่รอบรอยมือออกทีละน้อยเพื่อให้ชื่อทั้งสามคนปรากฏชัดขึ้น
เด็กหญิงผู้มาส่งข่าวกับเพื่อนแข่งกันเช็ดหน้าต่างจนแก้มเปื้อนฝุ่น
หลินซูเหยาจัดโต๊ะเขียนหนังสือของพ่อไว้ใต้แสงจากนั้นใช้ผ้าลูบตัวอักษรเล็ก ๆ ตรงขอบโต๊ะ
หลินจิ้นกั๋ว
ชื่อยังอยู่
ไม่ถูกขูด ไม่ถูกฉาบทับ และไม่ถูกกระดาษปลอมแย่งไป
่บ่ายลู่ชิงเหอมาถึงพร้อมหัวหน้าหน่วยผลิตเพื่อตรวจรายการส่งมอบครั้งสุดท้าย
เขาเดินดูประตู หน้าต่าง และตราปิดห้องด้านตะวันตกก่อนลงชื่อเป็พยาน
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว เขากลับหยุดตรงประตูหน้า
บานประตูเอียงจนกลอนขัด
ลู่ชิงเหอถอดถุงมือ วางหมวกไว้บนโต๊ะ แล้วคุกเข่าตรวจบานพับ
“ผู้พันไม่ต้องซ่อมก็ได้ค่ะ”
“ผมรู้”
“อย่างนั้นทำไมยังซ่อม”
“เพราะถ้าปล่อยไว้ คืนแรกที่เ้าของกลับบ้าน ประตูจะปิดไม่ได้”
เขาใช้ด้ามมีดพกเคาะหมุดบานพับให้เข้าที่จากนั้นยกบานประตูขึ้นเล็กน้อยแล้วทดลองใส่กลอน
คราวนี้เสียงไม้เข้าร่องดังสนิท
ลู่ชิงเหอลุกขึ้น สวมถุงมือกลับ
“ครั้งนี้คุณชนะเอง”
“ฉันรู้ค่ะ”
หลินซูเหยาตอบทันที
ชายหนุ่มมองเธอ ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเพียงเล็กน้อย
“ผมก็รู้”
เขาหยิบหมวกแล้วเดินออกจากบ้าน
คำพูดมีเพียงเท่านั้น
แต่ทำให้หลินซูเหยายืนมองกลอนประตูซึ่งปิดได้สนิทอยู่พักหนึ่ง
เย็นวันนั้น บ้านยังไม่พร้อมให้นอน
เครื่องนอนต้องตาก ผนังห้องด้านตะวันตกยังมีฝุ่นปูนและคั่งต้องตรวจปล่องควันก่อนจุดไฟ
หลินซูเหยาจึงตัดสินใจกลับไปนอนที่กระท่อมอีกหนึ่งคืนเพื่อเก็บข้าวของและย้ายเข้าบ้านในวันรุ่งขึ้น
เธอเดินกลับตามทางเดิมพร้อมกุญแจบ้านอยู่ในกระเป๋า
กระท่อมดินยังหนาว ยังแคบ และยังมีรอยลมลอดตามผนัง
แต่คืนนี้มันไม่ใช่สถานที่ซึ่งขังเธอไว้อีกต่อไป
เป็เพียงที่พักคืนสุดท้าย ก่อนชีวิตบทใหม่เริ่มขึ้น
หลินซูเหยาเก็บเสื้อผ้า สมุด และของใช้ลงในตะกร้า
เมื่อลากตะกร้าใบใหญ่ซึ่งวางชิดฐานผนังดินเหนียวออกพื้นดินด้านล่างปรากฏรอยสีต่างจากส่วนอื่นเล็กน้อย
แน่นกว่า
เรียบกว่า
เหมือนเคยถูกขุดแล้วกลบ
ทันทีที่ปลายนิ้วแตะพื้นความทรงจำของเ้าของร่างเดิมก็พุ่งกลับมา
คืนหลังถูกขับออกจากบ้านเด็กหญิงอายุสิบสี่ลากหีบเหล็กธรรมดาใบหนึ่งเข้ามาในกระท่อม
เธอไม่มีกุญแจ
ไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร
รู้เพียงว่าพ่อเคยกอดหีบใบนั้นไว้แน่นหลังแม่ตายและบอกว่าเป็ของของครอบครัว
ก่อนคนของหลินต้าจวงจะค้นของทั้งหมด เด็กหญิงซ่อนหีบไว้ใต้ฟางแล้วฉวยโอกาสลากมันออกมาพร้อมข้าวของของตน
กลางดึก เธอใช้ช้อนเหล็กขุดพื้นชิดฐานผนัง ฝังหีบลงไปแล้วกลบดินด้วยสองมือซึ่งเต็มไปด้วยแผล
จากนั้นเธอก็ลืม
ไม่ใช่เพราะสิ่งนั้นไม่มีความหมาย
แต่เพราะความหิว ความกลัวและความเ็ปทำให้ความทรงจำแตกกระจาย
หลินซูเหยาคุกเข่าลง
หัวใจเต้นแรง
เธอหลับตาเข้าไปในห้างหยิบกุญแจทองเหลืองซึ่งเก็บซ่อนไว้ในตู้ล็อกเกอร์ออกมา แล้วกลับมานั่งตรงพื้นดิน
กุญแจของคนตายวางอยู่กลางฝ่ามือ
เธอใช้ช้อนเหล็กค่อย ๆ ขูดดินตรงตำแหน่งในความทรงจำ
ครั้งแรกไม่มีสิ่งใด
ครั้งที่สองมีเพียงดินแข็ง
ครั้งที่สาม
กึก
ปลายช้อนกระทบโลหะ
เสียงนั้นเบามาก
แต่ดังพอให้หลินซูเหยารู้ว่าใต้พื้นดินของกระท่อมยังมีบางสิ่งจากพ่อกับแม่รอเธออยู่
ครั้งนี้เธอรู้แล้วว่า กุญแจทองเหลืองใช้เปิดอะไร
และเช้าวันพรุ่งนี้
เธอจะได้รู้ว่า คนตายทิ้งสิ่งใดไว้ให้ลูกสาว