ตอนที่ 4
ระหว่างที่เด็กน้อยทั้งสองเดินออกมาด้านนอกก็พบว่าหิมะเริ่มน้อยลงแล้วทำให้การเดินทางครั้งนี้สะดวกมากขึ้นและแม้ว่าอากาศจะเริ่มอุ่นแล้วก็จริงแต่ก็ยังหนาวมากๆสำหรับคนเราอยู่ดีดังนั้นเด็กน้อยทั้งสองจึงต้องหาเสื้อผ้ามาใส่หลายๆชั้น
โชคดีหน่อยที่หนิงเยว่เล่อพอมีเสื้อผ้าที่หนาๆและดูดีอยู่สองสามชุดจึงได้แบ่งให้อาคุนใส่ด้วยพวกเขาจึงพอทนความหนาวในครั้งนี้ได้
เด็กน้อยทั้งสองเดินทางลำพังหนิงเยว่เล่อลอบสังเกตบ้านเรือนต่างๆพบว่าที่นี่เป็ชนบทจริงๆบ้านเรือนตั้งแยกห่างออกจากกันบอกสมควรระยะห่างจากบ้านหลังหนึ่งไปอีกหลังหนึ่งนับว่าไกลกันอยู่มากละแวกบ้านของพวกเขาพบว่ามีบ้านเรือนของคนอื่นอยู่เพียงแค่สองสามหลังเท่านั้นซึ่งพวกเขาต้องเดินไกลออกไปหลายหลังเลยทีเดียว
ทว่าระหว่างที่หนิงเยว่เล่อเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งก็ได้ยินเสียงเด็กร้องไห้ดังออกมาตอนแรกเขาคิดว่าผีหลอกกลางวันหรืออย่างไรทว่าอาคุนเองก็ได้ยินทั้งยังบอกให้เขาใจเย็นลงหน่อย
แม้ว่าจะยังมีความกลัวอยู่บ้างแต่ก็พยายามทำใจกล้าเดินเข้าไปที่บ้านหลังนั่นเอ่ยเรียกคนด้านในอยู่นานก็ไม่มีใครออกมาเลยเสียงเด็กน้อยก็เงียบไปแล้วด้วยหรือว่าพวกเขาจะถูกผีหลอกจริงๆกัน
“พี่ใหญ่ลองเข้าไปดูด้านในเถอะขอรับหากว่าเป็เด็กอยู่คนเดียวก็น่าเป็ห่วงนะขอรับ”
หนิงเยว่เล่อเองก็เห็นด้วยกับความคิดของอาคุนแต่ทว่าในใจลึกๆก็ยังหวาดกลัวอยู่บ้างแต่กระนั้นหากว่าเด็กอยู่คนเดียวจริงก็อันตรายดังนั้นจึงเรียกขวัญและกำลังใจของตัวเองที่ปลิวหายไปเมื่อครู่ให้กลับเข้าร่างโดยไว
“เอาละอาคุนเ้ารออยู่ตรงนี้หากว่าข้าไม่กลับมาภายในหนึ่งก้านธูปก็รีบวิ่งไปบ้านที่ใกล้ที่สุดขอความช่วยเหลือเข้าใจหรือไม่”
“แต่ว่า”
“เราต้องมีคนอยู่ตรงนี้หนึ่งคนเผื่อเกิดเื่ร้ายขึ้นมาเข้าใจไหมอาคุน”
อาคุนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งแม้ว่าในใจจะไม่ยินยอมแต่ก็ไม่อาจหาคำมาเถียงอีกฝ่ายได้จึงได้แต่พยักหน้ายอมรับแล้วปล่อยให้หนิงเยว่เล่อเดินเข้าไปด้านในเพียงลำพัง
หลังจากที่หนิงเยว่เล่อเดินเข้ามาด้านในแล้วกวาดตามองโดยรอบก็ไม่พบว่ามีใครอยู่จึงได้เลือกที่จะเดินดูตามห้องที่มีก่อนจะพบว่ามีเด็กน้อยคนหนึ่งอายุประมาณ5-6ขวบกำลังนั่งกอดเข่าอยู่ที่เตียงใบหน้าน่ารักนองไปด้วยน้ำตาในใจหนิงเยว่เล่ออยากถามเหลือเกินว่าอีกฝ่ายเป็คนหรือผีแต่ก็กลัวว่าเด็กคนนี้จะร้องไห้จ้าแล้ววิ่งหนีเตลิดไปจึงได้เลือกพยายามเข้าใกล้เด็กน้อยด้วยท่าทางที่เป็มิตรดุจนางสาวไทยที่มีนโยบายรักเด็ก
“ทะ ท่านเป็ใครฮึก”
“ข้าเป็คนแถวนี้แหละได้ยินเสียงหนูร้องไห้คิดว่าเ้าน่าจะ้าความช่วยเหลือจึงได้ถือวิสาสะเข้ามาว่าแต่หนูเป็อะไรไหนบอกที่ชายสิ”
“ฮึก ทะท่านพ่อ ทะ ท่านแม่ มะ ไม่ กะ กลับมา ฮึก ฮืออ”
เด็กน้อยที่ตอนแรกก็กลัวว่าคนที่เข้ามาจะมาทำร้ายตนหรือไม่จึงไม่กล้าส่งเสียงร้องทว่าหลังจากที่ได้ยินคำถามของผู้ชายหน้าสวยที่ถามด้วยความอ่อนโยนความกลัวที่มีเมื่อครู่ก็หายไปแทนที่ด้วยความกังวลเื่บิดามารดาแทน
“แล้วหนูรู้ไหมว่าพวกท่านไปไหน”
“ฮึก ฮือท่านพ่อ ท่านแม่ ฮึก บะ บอกว่าจะไป หะ หายของกิน ฮึก ฮืออ”
หนิงเยว่เล่อได้แต่ทำตาปริบๆอย่างคนไปไม่เป็เอาละคงต้องอุ้มเด็กคนนี้ไปถามบ้านข้างๆที่ไม่ข้างอย่างแท้จริงเพราะมันห่างออกไปค่อนข้างไกลไม่งั้นคงได้ยินเด็กร้องบ้างแหละ
“มาเดี๋ยวพี่ชายพาไปถามบ้านตรงนั่นนะ”
เด็กน้อยที่ร้องไห้อย่างหนักเห็นว่าพี่ชายตรงหน้าดูไม่ใช่คนเลวจึงได้ยอมให้อุ้มหนิงเยว่เล่อที่ก้มลงไปอุ้มเด็กขึ้นมาก็ต้องร้อง อุก!ออกมาเบาๆอาจจะเพราะว่าร่างกายของตนเองตอนนี้ก็ใช่ว่าเป็ผู้ใหญ่แล้วและอีกอย่างเด็กคนนี้ก็ตัวหนักใช่ย่อยแต่ในเมื่องบอกว่าจะอุ้มก็ต้องอุ้มให้ได้!
หลังจากเดินออกมาด้านนอกแล้วก็เดินตรงไปหาอาคุนพบว่าเ้าตัวกำลังยืนแทะเล็กของตัวเองอย่างขะมักเขม้นคงกังวลแหละ
“อะอาคุนไปบ้านตรงนั้นกันเถอะ”
“อะพี่ใหญ่แล้วเด็กคนนี้”
“ดะเดี๋ยวค่อยเล่า”
อาคุนที่เห็นสีหน้าลำบากใจของพี่ชายก็ต้องเงียบเพราะสีหน้าพี่ใหญ่บอกว่าตอนนี้หนักมากอย่าพึ่งถามตอนนี้
ได้อาคุนจะไม่ถามตอนนี้
หลังจากอุ้มเด็กมาสักพักพวกเขาก็เดินมาถึงบ้านหลังที่ใกล้ที่สุดก่อนที่จะให้อาคุนะโเรียกสักพักก็มีคนหญิงสูงวัยคนหนึ่งเดินออกมาเขาจึงได้ฤกษ์วางเด็กคนนี้ลงแล้วพูดคุยกับหญิงสูงวัย
“ท่านป้าข้ามีเื่สอบถามขอรับไม่ทราบว่า....”
“นั่นเสี่ยวซวนหรือไม่!”
ยังพูดไม่ทันจบเลยอ่ะป้าแต่เห็นว่ารู้จักเด็กคนนี้หรอกนะจะให้อภัยครั้งหนึ่ง
“ท่านป้ารู้จักเด็กคนนี้หรือ”
“รู้สิก็นี้มันลูกของน้องชายป้าเอง”
“งั้นก็ดีเลยท่านพ่อจะรู้ไหมว่าพ่อแม่เด็กคนนี้ไปไหนข้าเห็นว่าเด็กคนนี้ร้องไห้อยู่คนเดียว”
“เสี่ยวซวนนี่เ้าอยู่คนเดียวมากี่วันแล้วกัน”
“ทะ ท่านอาหญิง ฮึก”
“โอ๋ๆมามาหาอามามาอยู่กับอาก่อนรอพ่อหนูกลับมาดีหรือไม่”
“ฮึก ฮืออออ”
หนิงเยว่เล่อได้แต่มองภาพนั่นพลางคิดในใจว่าทำไมพ่อแม่เด็กคนนี้ถึงได้ปล่อยให้เด็กคนนี้อยู่คนเดียวในบ้าน
“พ่อแม่ของเสี่ยวซวนน่ะเป็นายพรานคอยหาขอป่าเล็กๆน้อยไปขายที่หายไปก็เกรงว่าจะพากันขึ้นเขาใน่ที่หิมะตกน่ะสิ”
โห้นั่นอันตรายมากเลยน่ะ”
“งั้นข้าคงต้องฝากเด็กคนนี้ไว้ให้ท่านป้าดูแลแล้วละขอรับ”
“อืมวางใจเถอะ เฮ้อ พวกนั้นก็กระไรถึงได้ปล่อยลูกอยู่คนเดียวแบบนี้”
หนิงเยว่เล่อที่เห็นว่าเด็กมีคนดูแลแล้วก็รู้สึกวางใจอยู่บ้างจึงได้เอ่ยปากขอลาผู้ใหญ่หนึ่งเด็กหนึ่งแต่ทว่าเด็กคนนั้นยกมือขึ้นมาจับชายผ้าของหนิงเยว่เล่อเอาไว้ทำให้เขาต้องชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองทว่าเด็กกลับรีบปล่อยมือแล้วเดินไปแอบที่ด้านหลังของผู้เป็อาหญิงของตนเอง
“พี่ชายต้องไปก่อนแล้วจริงสิพี่ชายมีมันเผาอยู่น่าจะอุ่นๆแล้วพี่ชายให้แล้วกันนะ”
อาคุนก็รู้งานจึงได้รีบหยิบมันเผาออกมาหนึ่งหัวแล้วยื่นมันให้กับหนิงเยว่เล่อ
“อะพี่ชายให้”เขายื่นให้เด็กน้อยก่อนที่เด็กน้อยจะค่อยๆโผล่หัวออกมาจากด้านหลังผู้เป็อาเล็กน้อยเห็นมันเผาหน้าตาน่ากินจึงได้ยอมเดินออกมาข้างหน้ารับมันเผาจากมือของหนิงเยว่เล่อพร้อมกับกล่าวขอบคุณเสียงเบา
หนิงเยว่เล่อเห็นอย่างนั้นก็รู้สึกเอ็นดูยกมือขึ้นลูบไปที่ศีรษะของเด็กน้อยอย่างอ่อนโยนแล้วก้มบอกเด็กน้อยว่า
“พี่ชายกำลังจะขึ้นเขาไปป่าที่พ่อกับแม่ของหนูไปถ้าพี่ชายเจอพ่อกับแม่ของหนูพี่ชายจะรีบบอกหนูดีหรือไม่”
“อืม!”
เด็กน้อยเสี่ยวซวนพยักหน้าอย่างแรงจนมันเผาสีเหลืองจิ้มเข้าไปที่มุมปากเล็กน้อยทำให้มีเศษมันสีเหลืองติดเล็กน้อยหนิงเยว่เล่อจึงเอื้อมมือไปเช็ดมุมปากให้เด็กอย่างอ่อนโยนก่อนจะเอ่ยปากขอตัวออกมาแล้วตรงไปทีู่เาด้านหลังหมู่บ้านทันทีระยะห่างจากบ้านอาของเสี่ยวซวนก็ไม่ไกลมากแล้วเดินทางแปปเดี๋ยวก็ถึงถ้าเป็ยามปกติละนะ
ตอนนี้ยังมีหิมะทับถมอยู่ทำให้การเดินทางล่าช้าเข้าไปอีกเล็กน้อยเมื่อทั้งคู่ถึงตีนูเาก็ตัดสินใจว่าจะพักเติมพลังกันก่อนอาคุนจึงอาสาเดินไปหากิ่งไม้เล็กๆมาก่อไฟเพื่ออุ่นมันเผาให้ร้อนกว่านี้อีกสักหน่อยส่วนหนิงเยว่เล่อก็ทำหน้าที่กวาดหิมะออกเล็กน้อยเพื่อที่จะได้ก่อไฟได้
รอเพียงไม่นานอาคุนก็เดินมาพร้อมกับกองกิ่งไม้เล็กๆในอ้อมแขนเรียวบางจากนั้นทั้งสองก็ตั้งหน้าตั้งตาจุดไฟอาจจะเพราะ่นี้กิ่งไม่มันชื้นทำให้กว่าที่จะจุดไฟติดก็ค่อยข้างลำบากสักหน่อย
หลังจากที่ทั้งสองพักเติมพลังเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาขึ้นเขากันอย่างจริงจังเสียทีทั้งสองเดินขึ้นไปเรื่อยๆเจอสมุนไพรอะไรก็เก็บมาหมดหนิงเยว่เล่อคิดว่าสมุนไพรเหล่านี้ไม่ใช่สมุนไพรหายากอะไรดังนั้นถ้านำมันไปขายเลยทั้งอย่างนี้อาจจะไม่ได้ราคาเท่าไร
ดังนั้นจึงคิดว่าบางทีอาจจะต้องรอตากแห้งก่อนแล้วค่อนนำไปขายจะได้เป็การเพิ่มมูลค่าไปด้วย
แหมตัวเรานี่มันฉลาดอะไรขนาดนี้นอกจากจะหน้าตาดีแล้วยังฉลาดด้วยนะเนี้ยหึหึ
“อ่ะ”
“เกิดอะไรขึ้นหรืออาคุน”
“ตรงนี้เหมือนจะเป็หลุมขอรับ”
“เดินละวังๆนะอาคุนออกมาจากแถวนั้นก่อนเดี๋ยวตกลงไปจะเจ็บตัวเปล่าๆ”
“ขอรับ”
พูดกับอาคุนได้ไม่ทันไรร่างกายของหนิงเยว่เล่อก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังร่วง
“อ้าก!!!!!!!!”
“พี่หญ๋ายยยยยยยย!”
อาคุนที่เห็นผู้เป็พี่ร่วงไปต่อหน้าต่อตาก็ะโเรียกออกมันทันทีพร้อมกับวิ่งถลาเข้าไปใกล้หลุมและทำท่าจะะโลงไปอีกคนหนิงเยว่เล่อที่ถึงพื้นก่อนแล้วพอจะรู้ว่าอาคุนคิดจะทำอะไรจึงได้ะโบอกให้อีกฝ่ายอยู่แต่้าทั้งยังบอกให้อีกฝ่ายกลับไปก่อน
แต่น่าแปลกตกลงแล้วมาแทนที่จะรู้สึกเจ็บแต่น่าแปลกทั้งที่ตกจากที่สูงกลับไม่รู้สึกเจ็บที่เท่าที่ควรเขาลุกขึ้นบิดตัวเล็กน้อยแล้วใช้ฝ่ามือเล็กๆปัดเศษฝุ่นเศษผงตามตัวที่ติดตอนตกลงมาออกจากนั้นก็เงยหน้ามองไปยังจุดที่ตกลงมาพบว่ามันลึกเกินกว่าที่จะปีนกลับขึ้นไปดังนั้นมีอยู่ทางเดียวคือต้องเดินสำรวจหาทางกลับขึ้นไป
“อาคุน!!”
เขาลองะโเรียกขึ้นไปและเมื่อเห็นว่าอาคุนยังได้ยินอยู่ก็บอกว่า“เ้ากลับไปก่อนเดี๋ยวข้าลองหาทางขึ้นไปหากว่าคืนนี้ข้าไม่กลับไปเ้าก็ไปแจ้งทางการให้มาหาข้าในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้แทนเข้าใจหรือไม่”
“แต่ว่า” อาคุนก้มหน้าอย่างใช้ความคิดแน่นอนว่าตนไม่อยากทิ้งหนิงเยว่เล่อแต่ว่าก็ไม่อยากให้หนิงเยว่เล่อมาเป็ห่วงตนเพิ่มจึงเอ่ยตอบรับกลับไป"ขอรับพี่ใหญ่!!"
แต่กระนั้นอาคุนก็ไม่ได้ทิ้งหนิงเยว่เล่อไปในทันทียังคงเดินวนเวียนรออยู่แถวโพรงถ้ำรออยู่เกือบ2ชั่วยามจึงได้ตัดสินใจกลับไปตามคำบอกกล่าวของหนิงเยว่เล่อเพราะหากว่ารั้งรอตามความคิดของตัวเองเกรงว่าหากพี่ใหญ่เป็อะไรไปการที่จะวิ่งไปแจ้งทางการอาจจะทำให้ล่าช้าเกินกว่าที่จำเป็
หลังจากคิดว่าอาคุนคงเดินกลับไปแล้วหนิงเยว่เล่อก็ออกเดินสำรวจน่าแปลกอีกประการคือด้านนอกหนาวเพียงนั้นแต่ด้านในโพรงกลับอุ่นราวกับอยู่ไรฤดูใบไม้ผลิแต่ทว่ายิ่งเดินลึกเข้าไปกลับยิ่งร้อนจนหนิงเยว่เล่อแทบจะถอดเสื้อคลุมตัวนอกทิ้งทันทีแต่ก็คิดขึ้นมาก่อนว่าหากถอดทิ้งแล้วตอนกลับขึ้นไปจะเอาอะไรใส่หนิงเยว่เล่อทำสีหน้ายุ่งยากใจเล็กน้อยแต่ก็คิดขึ้นมาได้อีกว่าถือก็ได้แล้วอ่ะ
หลังจากเดินมาเรื่อยๆก็พบว่าด้านในน่าจะเป็สุสานบรรยากาศกำลังนึกถึงหนังผีกันเลยทีเดียวแอบรู้สึกหวั่นๆเล็กน้อยแกอย่างเขาไม่ใช่พวกชอบขุดสุสานชาวบ้านแต่ทว่าเมื่อยามนี้ค่อนข้าง เออขาดแคลนทุนทรัพย์ อาจจะต้องมีการหยิบติดไม้ติดมือไปบ้างดังนั้นอย่าว่ากันเลย สาธุๆ
หลังจากยกมือไหว้เรียบร้อยแล้วหนิงเยว่เล่อก็ตัดสินใจเดินเข้าไปเรื่อยๆใจหนึ่งก็นึกกลัวว่าภายในสุสานนี้จะเหมือนในหนังที่เคยดูหรือไม่จะมีกลไกเสี่ยงชีวิตไหมหรือจะมีอะไรโผล่มาหรือเปล่าเพราะเท่าที่เคยดูเหมือนว่าสุสานต่างๆในสมัยโบราณจะค่อนข้างอันตรายไม่น่าเข้าใกล้สำหรับคนที่กลัวเื่พวกนี้อย่างเขา
เมื่อเดินไปเรื่อยก็พบประตูที่ดูเหมือนประตูที่แปะป้ายบอกว่า‘ยินดีต้อนรับสู่สุสานคนตายจ้า’เลยอ่ะไม่น่าเข้าใกล้อย่างแรงแต่ก็มีทางเดินอยู่ทางเดียวอ่ะไม่เดินก็ไม่ได้ไงแต่เมื่อเปิดเข้าไปก็ไม่พบความผิดปกติใดๆจึงใจกล้าขึ้นเดินเข้าไปลึกกว่าเดิมทว่าเมื่อเดินเข้าไปประตูที่ดูเหมือนจะไม่ใช่ประตูอัตโนมัติกลับปิดของมันเอง
ทันสมัยอย่างกับอยู่ในร้านสะดวกซื้อชื่อดัง
เมื่อเห็นว่าประตูทางเข้าได้ปิดไปแล้วในใจหนิงเยว่เล่อก็เริ่มหวาดหวั่นกลัวจะเป็เหมือนในหนังที่เคยดูจริงๆทว่าเมื่อเดินเข้ามาแล้วจะออกก็ใช่ที่ถึงอยากออกตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าจะออกไปไม่ได้แล้วดังนั้นจึงมีแต่ต้องเข้าไปต่อเรื่อยเมื่อเดินเข้าไปก็พบประตูอีกสองบานคิดว่าน่าจะเป็ประตูเป็ประตูตายแบบที่เคยดูจึงเริ่มมองหาเบาะแสว่าตนควรเปิดประตูบานไหน
แต่ก็จนใจเพราะตนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญคงต้องพึ่งดวงเสียแล้วหนิงเยว่เล่อยืนนิ่งคิดสักพักเพราะว่าทำอะไรไม่ได้แล้วดังนั้นมีแต่....
ฉับพลันนิ้วชี้เรียวงามก็ยื่นไปที่ประบานแรกก่อนที่จะเริ่ม
“หนึ่ง สอง สามปลาฉลามขึ้นบก….." เขาร้องไปเรื่อยจนจบเพลงเมื่อเพลงจบนิ่งก็ชี้ไปที่ประตูบานขวามือจึงเดินไปที่ประตูบานซ้ายมือแทนด้วยความคิดที่ว่าท่อนจบมันบอกว่าตกบันไดเพราะไอ้หมาตัวนี้ก็ได้ประตูที่ต้องเดินเข้าไปพอดีดังนั้นจึงเลือกเปิดประตูทางด้านซ้ายและก็ไม่พบความผิดปกติใดจึงคิดว่าดวงเรานี้ช่างดีเสียจริงอยากซื้อหวยขึ้นมาเลยเผื่อถูกแต่น่าเสียดายที่ยุคนี้ไม่มีสิ่งที่ต้องพึ่งดวงที่เรียกว่าหวย
หนิงเยว่เล่อเดินมาเรื่อยก็พบกับแท่นหินขนาดใหญ่และมีตัวอักษรแนวตั้งเขียนเอาไว้หนิงเยว่เล่อจึงเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่ออ่านมัน
"ยินดีต้อนรับท่านผู้มาเยือนตัวเราเป็เ้าของสุสานนี้ทว่าสุสานนี้มิใช่ที่ฝั่งร่างของเราหากผู้มาเยือนมีจิตใจบริสุทธิ์ย่อมมองเห็นสิ่งล้ำค่าภายใน และในนั้นจะบอกทุกสิ่งขอจงโชคดี"
“เอ้า! แล้วต้องหาอะไรอ่ะ ลองเดินไปเรื่อยๆก่อนแล้วกัน
ทว่ายังไม่ทันที่จะก้าวเดินไปไหนไกลเลยก็มีของบางอย่างตกลงมาจากข้างบนแต่ว่ามันกลับไม่ตกลงพื้นแต่มันลอยอยู่ตรงหน้าของเขาประหนึ่งว่าตรงหน้าเขาไม่มีแรงโน้มถ่วงเมื่อเห็นว่ามันคงไม่มีอะไรขึ้นเอื้อมมือไปจับแล้วจากนั้นกำไลที่มีรูปร่างเหมือนเถ้าวัลย์ก็เลื้อยมาพันรอบข้อมือของเขา
หนิงเยว่เล่อใมากรีบสะบัดมืออย่างแรงแต่มันก็ไม่หลุดออกจากข้อมือของเขาแต่มันกลับรัดแน่นพอดีกลับข้อมือทันทีจากนั้นก็เห็นว่ากำไลวงนั้นเรือนแสงสีแดงทับทิมของตัวเม็ดอัญมณีออกมาจึงได้เอื้อมมือไปลูบมันดู
เมื่อพิจารณาดูแล้วกำไลนี้คดเคี้ยวเกี่ยวกันเป็เถาวัลย์ตรงกลางเป็เม็ดทับทิมแดงขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไปพอให้ไม่สะดุดตา
จะใช่ที่แท่นหินบอกหรือไม่ง่ายเช่นนี้เชียว