เว่ยเซี่ยยิ้มอย่างเป็นมิตรก่อนจะเดินเข้าหาสตรีทั้งสอง และกำลังจะเอ่ยปากว่า พวกนางเป็นอย่างไรกันบ้างแต่มันโดน หญิงสาวในชุดขาวที่บาดเจ็บชักกระบี่ออกมาก่อนจะชี้ตรงมายังเว่ยเซี่ย "หยุดอยู่ตรงนั้น..!! อย่าแม้แต่จะคิดเข้ามาใกล้พวกข้าทั้งสอง" นางตวาดเสียงดังพร้อมแววตาที่ดูน่ากลัว เว่ยเซี่ยถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก นี่เกิดอันใดขึ้น? มันเป็นคนสอดมือเข้ามาช่วยเหลือพวกนางจากเจ้าโจรบ้ากามทั้งสองเมื่อกี้มิใช่หรือ แล้วเหตุใดนางจึงชักกระบี่มาขู่ข้าเช่นนี้กันเล่า
"ใจเย็นก่อนแม่นาง มีอะไรค่อยพูด ค่อยจากัน ข้าหาใช่ศัตรูของพวกเจ้า" เว่ยเซี่ยพยายามอธิบายให้นางเข้าใจ แต่ดูเหมือนนางจะไม่ยอมฟัง กลับบอกให้เว่ยเซี่ยก้าวถอยออกไปสามก้าว และนั่งอยู่ตรงนั้น หากมันขยับเข้ามาแต่ก้าวเดียวนางจะสังหารมันเสีย "เช่นนั้นก็ได้ งั้นข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ไม่เข้าไปหาพวกเจ้า" เว่ยเซี่ยยอมทำตามที่นางบอกแต่โดยดี นางจึงเก็บกระบี่เข้าฝักก่อนจะพาหญิงสาวอีกคนนั่งลงรอบกองไฟ เว่ยเซี่ยเองก็หนาวนิดหน่อย โชคยังดีที่มันไม่ต้องออกไปนอนนอกวิหารท่ามกลางหิมะอันเย็นเฉียบ
เว่ยเซี่ยสังเกตเห็นว่าพวกนางทั้งสองล้วนมีใบหน้างดงาม ด้วยกันทั้งคู่ หญิงสาวในชุดขาวที่ชักกระบี่ขู่มัน
อายุ อายุอานามน่าจะประมาณ 15-16 ขวบปีเห็นจะได้ ส่วนสัดอันสวยงามน่าทะนุถนอม ผิวขาวผ่องเปล่งประกายยามต้อง แสงจากกองไฟ เอวบอบบาง สะโพกผายสวยงอนงามเต่งตึง ผมยาวสลวย ดวงตากลมโตหวานหยาดเยิ้ม งดงามราวกับเทพธิดา มิน่าเล่าไอ้พวกโจรบ้ากามสองตัวนั้นถึงถูกตาต้องใจเป็นอย่างยิ่ง ส่วนหญิงสาวอีกคนที่อยู่ด้วย นางเองก็น่าจะมีอายุพอ ๆ กัน นางสวมในชุดเหลืองอ่อน ใบหน้างามสะคราญสดใสไร้ที่ติ ดวงตาสดใส จมูกโด่งเป็นสันงดงาม ริมฝีปากสีชมพูน่ารักน่าทะนุถนอม ผิวกายที่ขาวผุดผาด แทบเย้ยหิมะให้อาย เรือนร่างงดงามอรชร อ้อนแอ้น แต่ส่วนเว้าส่วนโค้งกลับสอดรับกันอย่างไม่มีที่ติ ดูแล้วนางน่าจะเป็นลูกคุณหนูจากตระกูลใหญ่ที่ไหนสักแห่ง แถมนางยังไร้วรยุทธ์อีกด้วย น่าแปลกใจยิ่งนักทั้งสองไม่น่าจะมาอยู่คู่กันได้
เว่ยเซี่ยได้แต่ครุ่นคิดด้วยความสงสัยจนมันหมดความอดทนจึงได้เอ่ยปากถามชื่อเสียงเรียงนามของสตรีแรกรุ่นทั้งสองคน พร้อมถามอีกว่าพวกนางมาเจอกันได้อย่างไร แน่นอนว่าหญิงสาวในชุดสีขาวไม่คิดที่จะสนทนากับมัน ผิดกับหญิงสาวในชุดสีเหลืองอ่อน นางส่งยิ้มบางสดใส ดูน่ารักให้เว่ยเซี่ย ก่อนที่นางจะกล่าวตอบคำถามด้วยน้ำเสียงที่สุดแสนจะไพเราะ "ข้ามีนามว่า เย่วส่าง ส่วนพี่สาว ท่านนี้ มีนามว่า เว่ยหลิน ตัวข้าพลัดหลงมาจากแดนไกล โชคดีที่บังเอิญมาเจอพี่เว่ยหลินนางจึงช่วยดูแลข้า แล้วเจ้าล่ะมีนามว่าอะไร" เยว่ส่างถามกลับ เว่ยเซี่ยก็แนะนำตัวเอง
ทั้งสองดูจะถูกชาตะกันพอสมควรจนกระทั่ง เว่ยหลินพูดแทรกขึ้นมาจนทำลายบรรยากาศนั้นให้หายไปจนหมด "น้องเยว่ส่างอย่าไปสนทนากับเจ้านั้นให้มากนักเลย มันเป็นใครมาจากไหนพวกเราก็ยังไม่รู้ แถมพวกผู้ชายมันไว้ใจไม่ได้สักคน เหมือนอย่างเจ้าพวกโจรบ้ากามสองตัวนั้นไง" เว่ยหลินกล่าวขึ้นพร้อมกับเหล่ตามองเว่ยเซี่ยอย่างไม่เป็นมิตร "อะไรของนางกันล่ะเนี่ย เป็นโรคเกลียดผู้ชายหรือไร หรือว่านางเคยถูกผู้ชายข่มเหง ก็เลยเจ็บแค้นฝังใจ" เว่ยเซี่ยได้แต่ครุ่นคิดในใจก่อนที่ เย่ว่ส่างจะพูดกับมันต่อ "้เว่ยเซี่ย ท่านอย่าไปถือโทษโกรธพี่เว่ยหลินเลย พอดีนางมาจากสำนักที่มีแต่สตรีเป็นหลัก มิค่อยจะได้พบเจอผู้ชาย นางจึงระวังเนื้อระวังตัวเป็นพิเศษ"
พอเว่ยเซี่ยได้ฟังที่เย่วส่างบอกมันก็ทำตาโตทันทีด้วยความตกใจ "สำนักสตรีกระนั้นรึ.? หรือว่าเจ้าจะหมายถึง สำนักสตรีหยกใช่หรือไม่เย่วส่าง" นางระบายยิ้มก่อนจะพยักหน้าอย่างแช่มช้า นั้นทำให้เว่ยเซี่ยลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว จนทำให้เว่ยหลินตกใจ "เป็นอะไรของเจ้า เพียงแค่ได้ยินชื่อสำนักข้าก็ถึงกับตื่นเต้นตกใจ หรือว่าเจ้ามีเจตนาไม่ดีกันแน่ จงบอกข้ามาเดี๋ยวนี้" เว่ยหลินแค่นเสียงถามเว่ยเซี่ยด้วยความโกรธ "หาได้ใช่อย่างที่เจ้าคิดไม่ ข้าเพียงแต่ต้องการจะไปตามหามารดาของข้าที่สำนักเจ้าเท่านั้นไม่ได้มีจุดประสงค์อื่น"
วาจาของเว่ยเซี่ยที่เปล่งออกมานั้นทำเอาเว่ยหลินถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนที่นางจะระเบิดเสียงหัวร่อออกมาดังลั่นวิหาร "เจ้าขำอันใดรึแม่นางเว่ยหลิน" เว่ยเซี่ยกล่าวถามนางด้วยท่าทางไม่พอใจ เว่ยหลินจึงตอบกลับ "ก็ขำในเรื่องโกหกที่เจ้าแต่งขึ้นมาอย่างไรเล่า หากเจ้าคิดที่จะโป้ปดก็ควรหาเหตุผลที่ดูเข้าท่ามากกว่านี้" "ข้าเนี่ยนะโป้ปด? ข้าโป้ปดอันใด สิ่งที่ข้าบอกล้วนเป็นเรื่องจริงทุกอย่าง ข้าจะไปตามหาแม่จริง ๆ " พอเว่ยเซี่ยกล่าวย้ำเจตนาเดิม สีหน้าของเว่ยหลินก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังก่อนที่นางจะบอกเว่ยเซี่ยว่า "สำนักสตรีหยกสวรรค์ของข้าล้วนมีแต่สาวพรหมจรรย์ ยกเว้นแต่เจ้าสำนักเพียงผู้เดียวที่มีบุตรสาวเพราะนางต้องมีทายาทไว้สืบทอดตำแหน่งรุ่นต่อไป เช่นนี้แล้วมันจะมีมารดาของเจ้าได้อย่างไร"
พอเว่ยหลินบอกแบบนั้นเว่ยเซี่ยก็รีบบอกทันที ว่ามารดาของมันเข้าไปทำธุระบางอย่างต่างหาก เว่ยหลินมุ่นคิ้วก่อนจะกล่าวถามเว่ยเซี่ยกลับ "ธุระงั้นรึ? ธุระอันใดของนางจงบอกข้ามา.." พอถึงตรงนี้เว่ยเซี่ยได้แต่อ้ำอึ้งไม่กล้าพูดต่อ มันจะบอกเว่ยหลินจริงหรือ ว่า ฟางเหนียงเข้าไปขอฝึกตำราเก้าเอียง ขืนบอกออกไปนางก็คงไม่เชื่ออยู่ดี เผลอ ๆ จะถามซอกแซกไม่หยุด เช่นนั้นก็ควรพอเท่านี้ดีกว่า ยังไงนางก็คงไม่พามันไปด้วยอยู่ดี เว่ยเซี่ยนิ่งเงียบไปก่อนที่มันจะทิ้งตัวลงนั่งพิงเสาหน้าตาเฉย
"เชอะ ข้านึกแล้วว่าเจ้าจะต้องโกหก เห็นหรือไม่เยว่ส่างว่าชายผู้นี้ไว้ใจไม่ได้" เว่ยหลินกล่าวขึ้นพร้อมสายตาที่ดูถูกดูแคลนเว่ยเซี่ยแบบสุด
เยว่ส่างได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ ส่วนเว่ยเซี่ยก็หาได้ใส่ใจไม่ มันยังคงนั่งกอดอก หลังพิงเสาหลับตาเพื่อพักผ่อน แต่ทว่า…ในเวลานั้นเองเว่ยหลินที่กำลังมองเว่ยเซี่ยด้วยหางตา นางก็ได้สังเกตเห็นวัตถุบางอย่างที่เว่ยเซี่ยห้อยคออยู่ ดวงตาของเว่ยหลินก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจทันที นางตกใจถึงขั้นที่ผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็วจนเย่วส่างยังประหลาดใจ "พี่เว่ยหลินท่านเป็นอันใดหรือ? " เย่วส่างกล่ามถามแต่เว่ยหลินไม่ตอบ นางก้าวเท้าเดินเข้ามาหาเว่ยเซี่ยด้วยสีหน้าขึงขัง "จี้หยกที่คอของเจ้าผู้ใดเป็นคนให้มา!!" เว่ยหลินกระแทกเสียงถามเว่ยเซี่ย ราวกับนางเป็นผู้คุมที่คาดคั้นเอาความจริงจากนักโทษ เว่ยเซี่ยหรี่ตาขึ้นมามองนางนิดหน่อยก่อนจะหลับตาลงอย่างไม่สนใจ "เจ้าจะรู้ไปไย ข้าไม่มีความจำเป็นต้องตอบคำถามเจ้า จงกลับไปนั่งที่เดิมเสีย ข้าจะนอน"
คำตอบของเว่ยเซี่ยทำเอาเว่ยหลินหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห แต่ดวงตาของนางก็ยังจับจ้องอยู่ที่จี้หยกอันนั้นอย่างไม่ลดละ นางนิ่งเงียบไปสักพักก่อนจะกล่าวขึ้นใหม่"...เช่นนั้นก็ย่อมได้ หากเจ้าอยากรู้เรื่องมารดานัก ข้าก็จะพาเจ้าไปที่สำนักแต่มีข้อแลกเปลี่ยน ซึ่งก็คือเจ้าต้องบอกข้ามาว่าได้จี้หยกชิ้นนั้นมาจากผู้ใด" เว่ยหลินพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ และสีหน้าเย็นชาดุจหิมะที่กำลังตกอยู่ภายนอกวัดยามนี้ เว่ยเซี่ยลืมตามมามองนางข้างหนึ่งก่อนจะเอ่ยปากขึ้นบ้าง "เจ้าพูดจริงรึ? เกิดอะไรขึ้นกันล่ะเนี่ย แต่ก็เอาเถอะมันก็คุ้มค่าอยู่ จี้หยกอันนี้ใช่หรือไม่ที่เจ้าถาม มันเป็นของที่บิดาข้า
มอบไว้ให้ตอนข้ายังเยาว์ เจ้าพอใจรึยัง.." พอเว่ยเซี่ยกล่าวจบ สีหน้าของเว่ยหลินดูจะตกใจมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่ก็เพียงชั่วครู่เดียว ก่อนที่นางจะนิ่งเงียบ และหันหลังเดินกลับมานั่งกับเย่วส่างตามเดิม
"พี่เว่ยหลิน จี้หยกของเว่ยเซี่ยมีปัญหาอันใดหรือ ท่านจึงดูร้อนใจจนต้องลุกขึ้นไปถาม" เย่วส่างกล่ามถามนาง แต่เว่ยหลินกลับระบายยิ้มบาง และส่ายหน้าบอกว่าไม่มีอะไร ให้เย่วส่างพักผ่อนเพราะต้องเดินทางแต่เช้า เย่วส่างด้วยความเกรงใจเว่ยหลินนางจะมิได้กล่าวถามต่อ ก่อนจะทิ้งตัวนอนลง เว่ยหลินก็เช่นกัน นางนอนหันหลังให้เย่วส่าง แต่ดวงตานั้นหาได้หลับเลยซะทีเดียวนางครุ่นคิดบางสิ่งในใจ ก่อนที่จะใช้มือดึงจี้หยกที่ห้อยคอออกมาดู จี้หยกชิ้นนั้นช่างดูคล้ายกับของเว่ยเซี่ยเป็นยิ่งนัก…
จบบทที่ 31
บทต่อไป สำนักสตรีหยกสวรรค์