บทที่ 21 เสด็จอา ข้าเข้าไปแล้วนะ
ในตำหนักของสนมเหมย อวิ๋นพิ่นถิงสองพี่น้องนั่งอยู่ข้างกายของสนมเหมย
“เสด็จแม่เพคะ ยามนี้อวิ๋นอินอินถือว่ามีเสด็จอาเป็ที่พึ่ง นางวางก้ามมากเกินไปแล้ว จนถึงเวลานี้นางทำให้ข้ากับท่านพี่ขายหน้าถึงสองครั้งติดกัน” สีหน้าของอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยวเต็มไปด้วยความคับแค้น เขย่าแขนของสนมเหมยและร้องขอว่า “เสด็จแม่เพคะ นางร้ายกาจมากเพคะ เสด็จแม่ต้องจัดการนางนะ”
สนมเหมยเหลือบมองอวิ๋นเหนี่ยวเหนี่ยว และกล่าวอย่างราบเรียบว่า “ความคิดของเสด็จอาเ้านั้น แม้แต่ข้ายังไม่รู้ชัด หากลงมืออย่างประมาทแล้วไปล่วงเกินเสด็จอาของเ้าเข้า จะได้ไม่คุ้มเสีย”
“เสด็จอาอีกแล้ว!” อวิ๋นพิ่นถิงที่อยู่ด้านข้างตบโต๊ะอย่างไม่สบอารมณ์ “ก็แค่ลูกนอกสมรสที่เสด็จปู่ทรงอุ้มกลับมาเท่านั้น ยามนี้เห็นได้ชัดแล้วว่าเป็พิราบที่คิดจะยึดรังของนกกางเขน เสด็จพ่อก็อีกคน ทรงโปรดปรานเขาเหลือเกิน ทรงมองไม่ออกเลยว่าเขาเป็หมาป่าตาขาว[1]* ตัวหนึ่ง”
สนมเหมยยิ้มบาง ความสัมพันธ์ในราชสำนักพูดกับพวกนางแล้ว พวกนางก็ไม่อาจเข้าใจ สู้ไม่พูดเสียดีกว่า
“เสด็จแม่พวกเราไปขอร้องเสด็จอาอีกครั้งได้หรือไม่เพคะ? แค่แต่งตั้งข้าเป็องค์หญิงใหญ่ก็ใช้ได้แล้ว เื่ของราชวงศ์เรายังต้องให้ท่านอ๋องนอกแซ่ผู้หนึ่งมาตัดสินด้วยหรือเพคะ?” อวิ๋นพิ่นถิงจับมือของสนมเหมย ค่อย ๆ ร้อนใจขึ้นมา “อวิ๋นอินอินผู้นั้น ยามนี้แค่พูดคำหนึ่งก็บอกว่าตนเป็องค์หญิงใหญ่มากดข่มคน โอ่อ่าเหลือเกิน ข้าเกรงว่ายิ่งเวลานานเข้า การแก้เื่สายหลักนี้ก็จะยาก”
แม้จะไม่พอใจกับนิสัยใจร้อนของบุตรสาวทั้งสอง แต่คำพูดของอวิ๋นพิ่นถิงก็ได้เตือนสติของสนมเหมยว่า มีบางเื่ที่นางไม่อาจลากออกไปได้จริง ๆ
สนมเหมยลูบมือของอวิ๋นพิ่นถิงเบา ๆ และปลอบใจว่า “มิใช่ส่งคนไปสืบแล้วหรือ? เ้ารออีกหน่อย อย่าใจร้อนเลย”
อวิ๋นพิ่นถิงแค่นเสียงเบา ๆ จะไม่ให้ตนใจร้อนได้อย่างไร การเลือกพระชายาของแคว้นต้าโจวใกล้เข้ามาแล้ว หากตนไม่รีบทำเวลา ก็คงได้แต่ดูอวิ๋นอินอินไปต้าโจว
ในสวนเสือ อวิ๋นอินอินลูบขนสีขาวที่เรียบลื่นของเยว่หยา ทั้งรอให้หลานเยว่และหงรื่อกลับมา
“องค์หญิงเก้าเพคะ เตรียมพร้อมแล้วเพคะ พระองค์ทรงลองมาดูว่ายังมีสิ่งใดขาดตกหรือไม่เพคะ”
เสียงของหงรื่อดังมา อวิ๋นอินอินจึงรีบลุกขึ้นจากเก้าอี้ เดินเข้าไปด้วยสีหน้าตื่นเต้น เมื่อมองเห็นวัตถุดิบที่ครบครันทั้งสองถาด นางก็มุ่งหน้าไปที่ห้องเครื่องอย่างมีความสุข
“แป้งข้าวเหนียว นมสด แป้งมันเทศ น้ำมันหมู งาขาว มันเทศสีม่วง น้ำตาลทรายขาว” อวิ๋นอินอินตรวจสอบของ พร้อมพูดพึมพำไปด้วย
นี่เป็ส่วนผสมที่นางจะใช้ทำขนมสือปา[2]*รสนม เนื่องจากมีชื่อเรียกของวัตถุดิบบางชนิดที่ไม่เหมือนยุคปัจจุบัน อวิ๋นอินอินต้องทำไม้ทำมืออยู่นานกว่าจะสามารถทำให้หลานเยว่และหงรื่อเข้าใจ นอกจากนี้ ในยุคสมัยนี้ไม่มีแป้งข้าวโพดสำเร็จรูป แต่ยังดีที่มีแป้งมันเทศที่สามารถยึดตัวจนเหนียวข้นได้ อีกทั้งยังไม่มีเนย อวิ๋นอินอินจึงได้แต่ใช้น้ำมันหมูแทน
ทว่าที่ทำให้นางประหลาดใจที่สุดก็คือ ในยุคนี้มีมันเทศสีม่วงด้วย
ต้องรู้ว่า ในโลกของขนมหวานนั้น มันเทศสีม่วงเป็วัตถุดิบที่สำคัญมาก
“องค์หญิงเก้าเพคะ ทรง้าของพวกนี้ไปทำไมกันเพคะ? ทำข้าวต้มหวานหรือเพคะ?” หงรื่อมองมันเทศสีม่วงในมือ ก็สับสนว่าเหตุใดข้าวต้มมันม่วงนี้จึงไม่มีข้าว
อวิ๋นอินอินสั่งการให้หลานเยว่ไปจุดไฟ ส่วนตนเองเตรียมแป้งข้าวเหนียวที่จะใช้นึ่ง ผสมแป้งข้าวเหนียวกับนมสด พร้อมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าจะทำของที่พวกเ้าไม่เคยกิน ตั้งใจเล่าแล้วเดี๋ยวข้าจะทำให้ประหลาดใจ”
หงรื่อกับหลานเยว่สบตากันแล้วยกยิ้ม จากนั้นมองม้านั่งตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ใต้เท้าของอวิ๋นอินอิน หัวเราะออกมาพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
“องค์หญิงเก้าเพคะ อีกครู่บ่าวจะตุ๋นน้ำแกงกระดูกให้พระองค์สักหน่อยดีกว่า ต้องบำรุงให้มาก ส่วนสูงของพระองค์จะได้เพิ่มขึ้น”
หงรื่อก็พยักหน้าเห็นด้วย “นอกจากนี้ ทุกวันยังต้องมีนมสดอีกหนึ่งแก้วด้วยเพคะ”
อวิ๋นอินอินก็ก้มหน้ามองม้านั่งตัวเล็กใต้เท้าของตน มันไม่มีวิธีอื่น ลังก็ใหญ่เกินไป และนางเองก็เตี้ยเกินไป หากไม่ยืนบนม้านั่ง รอทำงานเสร็จแขนของนางคงจะหักเพราะความเหนื่อยกระมัง
เห็นสองคนนี้กล่าวอย่างสนุกสนาน นางก็ไม่ได้รังเกียจความสูงของตนอีก แต่กลับส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างมีความสุขเช่นกัน “ได้ ข้าจะสามารถสูงขึ้นได้หรือไม่ ก็ได้แต่หวังพึ่งพวกเ้าสองคนแล้วแหละ”
สิ่งสำคัญที่สุดในการทำสือปาก็คือมือนิ่ง นางต้องนำแป้งข้าวเหนียวที่นึ่งเสร็จใส่ลงไปในครก ออกแรงตำครั้งแล้วครั้งเล่า พลิกด้าน ตำอีกรอบแล้วรอบเล่า ช่างน่าเวทนาแขนผอมบางของอวิ๋นอินอิน ถ้าไม่ใช่เพราะความช่วยเหลือจากหลานเยว่และหงรื่อ แขนของนางคงจะขาดอยู่บนขนมสือปานี้แล้ว
จากนั้นนำแป้งมันม่วงที่นึ่งเสร็จแล้วมานวดเป็ก้อน ใส่ลงไปในขนมสือปาเหนียวนุ่มที่ตำเสร็จ นวดคลึงเล็กน้อยจากนั้นกลิ้งลงบนงาขาวที่คั่วสุกแล้ว สุดท้ายใช้เครื่องกดเป็ลวดลายที่ชอบ
อวิ๋นอินอินกดกระต่ายน้อยออกมาสองสามตัว จากนั้นก็กดเป็ดอกเหมยอีกสองสามดอก นำขนมสือปาที่ทำเสร็จแล้วไปจัดลงจาน มองผลลัพธ์ของตนอย่างพึงพอใจยิ่ง
ส่วนอีกด้าน หลานเยว่และหงรื่อรีบหยิบขึ้นมาลองชิมคนละชิ้นอย่างอดใจไม่ไหว
“อื้ม องค์หญิงเก้าเพคะ นี่คือสิ่งใดหรือเพคะ อร่อยมากเหลือเกิน ทั้งเหนียวนุ่ม ทั้งหอมหวาน…”
“นั่นสิ มันม่วงข้างในก็อร่อยเหลือเกิน ข้าไม่เคยรู้เลยว่ามันเทศสีม่วงจะอร่อยได้ถึงเพียงนี้…” หลานเยว่และหงรื่อกินและชื่นชมไปด้วย พวกนางอร่อยจนดวงตาของทั้งสองหลับพริ้ม อวิ๋นอินอินเห็นเช่นนั้น ก็หยิบมาลองชิมดูชิ้นหนึ่งเช่นกัน
ทันทีที่รับรู้รส คิ้วเล็ก ๆ ของเด็กสาวอดที่จะขมวดไม่ได้ “ยังขาดวัตถุดิบบางอย่าง รสชาติยังห่างชั้นอีกมาก”
สีหน้าของหงรื่อและหลานเยว่เต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ ทั้งที่อร่อยอย่างเพียงนี้…
“องค์หญิงเก้าเพคะ พวกเรากินอีกชิ้นได้หรือไม่เพคะ?”
อวิ๋นอินอินชี้ไปทีหนึ่งในจานบนโต๊ะ “กินสิ พวกนี้ล้วนเป็ของพวกเ้า แต่อันนี้เป็ของเสด็จอา”
กล่าวจบ นางก็นำจานที่จัดวางอย่างประณีตในมือวางลงในกล่องอาหาร
เยว่หยาที่นั่งอยู่ด้านข้าง บิดไปบิดมา จนอวิ๋นอินอินก้มหน้าลงไปมอง จากนั้นก็หัวเราะออกมา ที่แท้มันขโมยกินขนมสือปาไปชิ้นหนึ่ง ขนมสือปาจึงติดอยู่บนฟัน มันจึงส่ายหัวใช้อุ้งเท้าพยายามจะเอาขนมสือปาออก
แต่ว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ออก
“โฮก…”
เยว่หยาหันหัวมา ส่งเสียงร้องขึ้นจมูกให้อวิ๋นอินอินเบา ๆ อย่างน้อยใจ
“ใครใช้ให้เ้าแอบกินกันเล่า เ้าจะกละ ทั้งที่เป็เสือแท้ ๆ แต่กลับเลียนแบบแมว แอบขโมยกิน ติดฟันก็สมควรแล้ว”
แม้ปากจะกล่าวเช่นนี้ แต่อวิ๋นอินอินยังคงหยิบท่อนไม้ซี่บาง ๆ มา นั่งลงข้างกายของมัน โอบหัวเสือขนาดใหญ่ไว้ ขูดฟันให้มันอย่างใส่ใจ จนฟันสะอาดแล้ว เยว่หยาก็มองขนมสือปาบนโต๊ะตาละห้อย
“ไม่ต้องคิดเลย” อวิ๋นอินอินตบหน้าผากของเยว่หยา และยกเนื้อวัวดิบวางลงบนพื้น “นี่จะเป็อาหารเย็นของเ้า เ้าเป็เสือ ต้องกินเนื้อ มากินขนมหวานอะไรกัน”
เยว่หยาเอียงหัวน่าเอ็นดู สุดท้ายก็ก้มหัวลงไปกินเนื้อด้วยสีหน้าไม่เต็มใจ
รอจนท้องฟ้าเริ่มมืดมิด เยว่หยาก็กินอิ่มแล้ว หลังจากถูกขันทีน้อยพาไปอาบน้ำและพักผ่อน อวิ๋นอินอินก็ประคองสือปาแห่งความรักของตน นำหลานเยว่และหงรื่อ มุ่งหน้าไปทางศาลาสวนสน
เซวียนเหยียนฟู่เพิ่งกลับมาจากชานเมือง ขณะกำลังจะเปลี่ยนเสื้อผ้าก็มีเสียงอ่อนนุ่มนั้นดังมาที่ข้างหู
“เสด็จอาเพคะ เสด็จอาทรงอยู่ด้านในหรือไม่เพคะ?”
“เสด็จอา อินอินมาส่งของอร่อยให้แล้วเพคะ เสด็จอา…”
“เสด็จอา ท่านไม่กล่าววาจาเช่นนี้ ข้าเข้าไปแล้วนะ”
เซวียนเหยียนฟู่ที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่พลันมีสีหน้าลนลาน รีบใส่เสื้อผ้า ทว่าน่าเสียดาย ที่เขายังคงช้ากว่าใครบางคนไปครึ่งก้าว
อวิ๋นอินอินประคองจานอ้าปากค้างตาเบิกกว้าง ยืนอยู่หน้าประตู จะเข้าหรือจะออกไปก็ลำบากใจ
[1] หมาป่าตาขาว เป็คำเปรียบเปรยหมายถึง คนเนรคุณที่เลี้ยงไม่เชื่อง
[2] ขนมสือปา เป็ขนมข้าวเหนียวนึ่งสุกที่นำมาตำหรือทอด มีทั้งแบบชุดไข่ทอด หรือราดด้วยตาลเคี่ยว น้ำผึ้ง หรือถั่วป่น มีลักษณะคล้ายขนมโมจิหรือขนมดังโงะ