ในตอนนี้สัตว์อสูรทั้งสามตนได้เคลื่อนที่เข้ามายังบริเวณที่พวกเขาอยู่ด้วยความรวดเร็วเมื่อพวกมันได้เข้ามาอยู่ในระยะสายตา จึงเริ่มมองเห็นรูปลักษณ์ทำให้หลี่ฟางซิ่นที่สามารถจดจำสัตว์อสูรทั้งสาม ได้เอ่ยนามออกมา
"ระแรดสองเขา...พยัคฆ์เมฆา..อสรพิษมรกต! นะนี่มัน... ปรกติสัตว์อสูรพวกนี้ ตามที่บันทึกไว้ในตำรามันเป็เพียงสัตว์อสูรระดับแรกเริ่มขั้นที่ 7-9 เท่านั้นแต่พวกมันกลับอยู่ในระดับิญญาขั้นที่ 1 เป็ไปได้อย่างไรกัน?!”เพราะหลี่ฟางซิ่นได้เคยศึกษา เื่ราวของป่าลมหวนแห่งนี้มาอยู่บ้างจึงเป็เหตุผลที่ตัวนาง ได้เลือกเดินทางมายังที่แห่งนี้เป็ที่แรกยามเมื่อหลบหนีออกจากตระกูล
แต่ไม่ทันที่นางจะได้กล่าวสิ่งใดเพิ่มเติมเฟยซิ่วที่อยู่ด้านหลังได้พุ่งตัวออกมาอยู่เบื้องหน้าของจูเยว่และหลี่ฟางซิ่นทันที พร้อมกล่าวด้วยเสียงอันดัง
“นายน้อยแม่นางหลี่ พวกท่านหลบไปก่อน ข้าจะรับมือกับพวกมันทั้งหมด ด้วยตัวเอง!”เฟยซิ่วคิดว่า ถึงจะเป็สัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 1 ถึง 3ตัว แต่ตัวมันสามารถที่จะรับมือได้
เฟยซิ่วได้เร่งดึงดาบใหญ่ที่สะพายอยู่ด้านหลังออกมา ด้วยใบดาบที่กว้างถึง 9 ชุ่น และยาวถึง 6 ฉื่อมีคมเพียงด้านเดียว ดูเรียบๆไม่ได้สวยงามแต่อย่างใดพร้อมกับเร่งหมุนเวียนลมปราณขึ้นมาเพราะมีอสูรตนหนึ่งที่มีความเร็วมากที่สุดในทั้งสามตัวได้พุ่งมาจวนจะถึงบริเวณที่พวกตนอยู่ ซึ่งห่างออกไปไม่ถึง 10 จั้งเท่านั้น
เฟยซิ่วจึงรีบอาศัยจังหวะที่พวกสัตว์อสูรยังมาไม่ถึงพร้อมกัน ลงมือกับสัตว์อสูรที่กำลังพุ่งมาเป็ตัวแรกนั่นคือพยัคฆ์เมฆา ที่มีลำตัวสีฟ้าครามพาดด้วยลายสีดำซึ่งมีความโดดเด่นในเื่ความเร็ว
พลังลมปราณที่เริ่มหมุนเวียนเมื่อครู่ได้หลอมรวมเข้ากับดาบใหญ่ ที่เฟยซิ่วกำแน่นด้วยมือทั้งสองเพื่อเตรียมตัวใช้ทักษะยุทธโจมตีออกไป ดาบใหญ่ที่แลดูธรรมดาทั่วไปเมื่อครู่กลับปรากฏคลื่นพลังลมปราณเคลือบไปทั่วทั้งใบดาบ ทำให้มันหาได้แลดูธรรมดาอีกต่อไป
พยัคฆ์เมฆาที่อยู่ห่างจากเฟยซิ่วไม่ไกลนักจึงตัดสินใจกระโจนเข้าใส่อย่างรวดเร็ว เพื่อโจมตีไปยังมนุษย์ที่อยู่เบื้องหน้า
เมื่อเห็นดังนั้นเฟยซิ่วจึงกระโจนไปยังด้านหน้าเช่นกัน แต่สูงเหนือกว่าพยัคฆ์เมฆาที่กำลังพุ่งตัวเข้ามาอยู่เล็กน้อยพร้อมง้างดาบไปด้านหลังเพื่อเตรียมโจมตีออกไปอย่างเต็มกำลัง!ััได้ถึงจิตสังหารอันคมกริบ ที่มุ่งตรงไปยังสัตว์อสูร พร้อมนามของทักษะยุทธที่ได้ถูกเอ่ยออกมา!
“ดาบทลายปฐี!!”
พลังลมปราณที่ใช้ออกด้วยทักษะยุทธกระจายออกมารอบตัวกดทับไปยังศัตรู สร้างความหวาดกลัวให้แก่สัตว์อสูรเบื้องหน้าที่กำลังพุ่งเข้าหาคมดาบ
ทำให้พยัคฆ์เมฆาที่แลดูมีความสุขเพราะสามารถมาถึงเหยื่อได้รวดเร็ว ก่อนที่สัตว์อสูรตนอื่นจะมาถึงกลับรู้สึกเศร้าเสียใจขึ้นมา ที่ไม่ตรวจสอบมนุษย์เบื้องหน้าให้ดีเสียก่อนเพราะมันเกรงว่าสัตว์อสูรอีกสองตัว จะแย่งมื้ออาหารอันโอชะไปจากมัน
ถึงแม้ว่าพยัคฆ์เมฆาจะเป็สัตว์อสูรที่เคลื่อนที่ได้รวดเร็วเป็อย่างมาก แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับมีระดับพลังสูงกว่ามัน 1 ระดับทำให้สามารถที่จะตามความเร็วของมันได้ทัน ซึ่งหากอยู่เป็ในระดับเดียวกันพยัคฆ์เมฆามั่นใจเป็อย่างยิ่ง ว่ามิมีผู้ใดสามารถ ััได้แม้เพียงปลายขนของมัน!
ทำให้พยัคฆ์เมฆาที่พยายามเบี่ยงตัวหลบอย่างสุดกำลังไม่สามารถรอดพ้นคมดาบ ที่เข้าถึงตัวในระยะประชิดไปได้ซึ่งมันได้วาดผ่านร่างของพยัคฆ์เมฆา ราวกับเป็เพียงกระดาษแผ่นหนึ่งเท่านั้น
ฉึบ!!
เสียงใบดาบที่แหวกผ่านั้แ่ศรีษะจรดปลายหางของพยัคฆ์เมฆาดังขึ้น ไม่เพียงเท่านั้นเสมือนพลังอำนาจของดาบใหญ่เล่มนี้ยังไม่หมด ใบดาบได้พุ่งกระแทกลงไปยังพื้นดินเบื้องหน้าของเฟยซิ่วอย่างรุนแรง
ตู้ม!!!
เสียงราวกับะเิดังขึ้นมาจากบริเวณที่เฟยซิ่วโจมตีลงไปปรากฏพื้นดินที่เป็หลุมลึกลงไปถึง 2 ฉื่อ รอบตัวเต็มไปด้วยร่องรอยของพื้นดินที่แตกออกซึ่งร่างของพยัคฆ์เมฆาที่ดูหน้าเกรงขามเมื่อครู่ตอนนี้กลับแยกออกเป็สองส่วนกองอยู่บนพื้นพร้อมเครื่องในและเืที่ไหลทะลักออกมาเจิ่งนองไปทั่วบริเวณ
เมื่อสัตว์อสูรทั้งสองที่กำลังเร่งพุ่งตัวเข้ามาเห็นภาพพยัคฆ์เมฆาถูกสังหารลงอย่างง่ายดาย พวกมันจึงเร่งกลับตัวอย่างไม่คิดชีวิตใบหน้าที่มีความสุขที่พบเหยื่อ กลับแปรเปลี่ยนเป็หวาดกลัวสุดขีด
เมื่อเฟยซิ่วเห็นพวกสัตว์อสูรทั้งสองตัวนั้นกำลังหนีไปจึงร้องะโออกมาด้วยความไม่พอใจ
“พวกเ้าจะหนีไปไหนกัน!!”พร้อมกับเตรียมตัวที่จะพุ่งไปไล่ล่าสังหารอสูรทั้งสองให้สิ้นซาก แต่ต้องหยุดตัวลงเพราะเสียงของนายน้อยจูเยว่ที่ได้ดังขึ้นมา
“ไม่ต้องตามพวกเราต้องเดินทางกันอีกไกล” จูเยว่รู้ว่าภายในป่าลมหวนแห่งนี้ต้องพบเจอกับอันตรายที่อยู่ข้างหน้าอีกมาก จึงได้พยายามที่จะหลบเลี่ยงเหล่าสัตว์อสูรตลอดการเดินทาง เพื่อไม่ให้สิ้นเปลืองพลังลมปราณโดยไม่จำเป็
เมื่อสัตว์อสูรทั้งสองได้หลบหนีไปจากระยะสายตาจูเยว่ก็เริ่มกลับมาทำหน้าที่เป็ผู้นำทางอีกครั้ง ในครานี้ตัวเขาใช้ความระมัดระวังมากยิ่งกว่าเดิม ด้วยการกล่าวให้หลี่ฟางซิ่นและเฟยซิ่วลบกลิ่นอายของตนเองออกไปให้หมด เพื่อไม่ให้สัตว์อสูรรับรู้ถึงพวกตนได้ง่ายดายเช่นก่อนหน้า
เป็เพราะตัวจูเยว่ไม่มีลมปราณหรือกลิ่นอายเล็ดรอดออกไปั้แ่แรก จึงทำให้หลงลืมที่จะกล่าวเตือนแก่ทั้งสอง
เมื่อได้เริ่มเดินทางกันต่อทำให้สามารถหลบหลีกเหล่าสัตว์อสูรได้ราบรื่นยิ่งกว่าเดิม ถึงแม้จะพบเจอสัตว์อสูรอยู่บ้างแต่ก็แค่เพียงครั้งสองครั้ง และพวกมันเป็แค่สัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 1 ที่อยู่เพียงลำพังจึงสามารถสังหารพวกมันลงได้อย่างรวดเร็ว
ในระหว่างที่เดินทางลึกเข้าไปภายในป่าลมหวนหลี่ฟางซิ่นได้กล่าวเล่าเื่ราวในสิ่งที่นางเรียนรู้มา เกี่ยวกับสัตว์อสูรชนิดต่างๆให้ตัวจูเยว่และเฟยซิ่วรับทราบ เพื่อที่จะสามารถเดินทางได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
จนเมื่อเดินทางเป็ระยะเวลาถึง3 ชั่วยามลึกเข้าไปในป่า 300 ลี้จากจุดที่ปะทะกับสัตว์อสูรทั้ง 3ตน ความเข้มข้นของกลิ่นอายในบริเวณนี้นับว่าต่างจากก่อนหน้าเป็เท่าตัว พร้อมกับทัศนียภาพด้านหน้าที่เต็มไปด้วยเนินเขาและหน้าผาสูงต่างจากพื้นที่ราบที่ปกคลุมด้วยต้นไม้ใหญ่ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
เมื่อใช้เวทย์ค้นหาตรวจสอบไปยังบริเวณด้านหน้าในระยะที่ห่างออกไป จูเยว่ััได้ทันทีว่า ในระยะ 3-5 ลี้เบื้องหน้า มีสัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 2อยู่หลายตน และยังััได้ลางๆถึงกลิ่นอายของสัตว์อสูรระดับิญญาขั้นที่ 3!