ตอนที่ 21: สัญญาณสื่อสารที่เลือนราง และวิกฤตกรุงเทพฯ ชั้นนอก
เมื่อก้าวพ้นจากเขตป่าวงจรไฟฟ้า ลมหมุนมิติที่แห้งแล้งและหอบเอาละอองเขม่าสีดำก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของน้ำมนต์และโมนาทันที อากาศเบื้องหน้าปลอดโปร่งขึ้นจากควันพิษ แต่กลับถูกแทนที่ด้วยบรรยากาศแห่งความเงียบงันวิเวกโหว่ที่ชวนให้สันหลังเหวอ
สภาพเบื้องหน้าของทั้งคู่คือ 'เขตป่าคอนกรีตล่มสลาย' ซากเมืองหลวงในอดีตที่บัดนี้กลายเป็เมืองร้างไร้ผู้คน ตึกสูงเสียดฟ้านับร้อยตึกพังทลายเอียงกะเท่เล่เข้าหากัน โครงเหล็กสนิมเกรอะพุ่งแทงออกมาจากคอนกรีตเหมือนซี่โครงสัตว์อสูรขนาดั์ สายเคเบิลขาดวิ่นห้อยระย้าจากยอดตึก ล่องลอยไปตามแรงลมส่งเสียง หวีด... หวีด... คล้ายเสียงเป่าขลุ่ยิญญา
เบื้องบน ท้องฟ้าสีแดงเข้มยังคงทอดเงาอันมืดมนใต้แสงสะท้อนของดวงจันทร์สามดวง ดวงจันทร์ใหญ่ที่มีรอยแตกร้าวคล้ายดวงตานรกจ้องมองลงมา ดึงดูดให้ความรู้สึกหดหู่แทรกซึมเข้าสู่จิตใจของทุกคนที่มองมัน
น้ำมนต์หยุดเดิน ชะลอเท้าลงบนพื้นถนนคอนกรีตที่แตกเป็รอยร้าวขนาดใหญ่ ยอดหญ้ากลายพันธุ์สีสระสลวยพุ่งแทงขึ้นมาจากรอยแตก เขากระชับสายสะพายฝักดาบพลาสม่าที่เอว ั์ตาสีเข้มกวาดมองไปรอบทิศทางด้วยความระมัดระวัง สัญชาตญาณเด็กวัดที่ฝึกกรรมฐานมาั้แ่เล็กเตือนว่า ที่แห่งนี้ไม่ใช่ซากเมืองร้างที่ปลอดภัย
"พักตรงนี้สักแป๊บไหมน้ำมนต์?" โมนาเอ่ยขึ้นพลางปาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ออกจากกรอบหน้าใส เธอทรุดตัวลงนั่งบนขอบบาริเออร์ปูนข้างทาง ยกลูกกระติกน้ำกรองรังสีขึ้นจิบเบาๆ "เราผ่าศึกพยัคฆ์โลหะมา ร่างกายช้ำไปหมดแล้ว สปีดฉันเริ่มดรอปลงนิดหน่อยแล้วด้วย"
น้ำมนต์หันมามองโมนา ั์ตาของเขาทอประกายความอ่อนโยน "ได้ครับโมนา... คุณพักกินน้ำก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะช่วยเฝ้าระวังรอบๆ ให้เอง"
เขาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นปูนใกล้ๆ ถอดผ้าดิบพันมือออกชั่วคราวเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อข้อมือ เผยให้เห็นรอยสักยันต์ขอมโบราณ 'ยันต์เกราะเพชร' และ 'ยันต์สร้อยสังวาลย์' ที่สลักเรียบเนียนลงไปบนผิวเนื้อ ไร้รอยไหม้หรือคราบเขม่าดำอย่างที่เคยเป็เมื่อคืน ความใกล้ชิดและอุ่นไอจากร่างของหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ ทำให้ความเคียดแค้นและตึงเครียดจากภายนอกค่อยๆ ละลายหายไป
โมนาจ้องมองรอยสักยันต์บนอกและแผ่นหลังของน้ำมนต์อย่างละเอียด ั์ตาสีดำธรรมชาติของเธอสุกใสเป็ประกาย "ถามจริงเถอะน้ำมนต์... ตอนที่นายอยู่วัดป่า นายเคยคิดไหมว่าวันหนึ่งนายจะต้องมาใช้ยันต์พวกนี้สู้กับตัวอะไรแบบนี้?"
น้ำมนต์ยิ้มบางๆ ั์ตาฉายแววความทรงจำในอดีต "ไม่เคยคิดเลยครับโมนา... หลวงพ่อสอนผมเสมอว่า 'จิตที่ฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้' ท่านให้ผมสลักยันต์และนั่งสมาธิ เพื่อสยบกิเลสและความกลัวในใจตัวเอง ไม่เคยคิดเลยว่าโลกภายนอกข้างนอกประตูมิติ จะมีสิ่งที่วิทยาศาสตร์อธิบายไม่ได้มากมายขนาดนี้"
"แต่ถ้านายไม่มีวิชาพวกนี้... เราสองคนคงรอดมาไม่ได้จนถึงตอนนี้หรอกนะ" โมนาส่งยิ้มหวานให้เขา ั์ตาประสานสบกันในความเงียบงัน กระแสความรู้สึกอบอุ่นและเชื่อใจแผ่ซ่านระหว่างคนทั้งสองอย่างลึกซึ้ง
ติ๊ด... ติ๊ด... ติ๊ด!
จู่ๆ สัญญาณไฟสีฟ้าบนถุงมือนาโนของโมนาก็ส่งเสียงร้องเตือนถี่ๆ! แผงหน้าจอโฮโลแกรมเล็กๆ บนข้อมือขึ้นตัวอักษรสีแดงกะพริบคำว่า [MICRO-MANA SIGNAL CONNECTING...]
"น้ำมนต์! ดูนี่สิ!" โมนาเบิ่งตากว้างด้วยความใ "สัญญาณถุงมือฉัน... มันพยายามเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่ภายนอก!"
"ฮ่าฮ่า! ได้ผลจริงๆ เว้ย!" เสียงเอเต้ดังกังวานขึ้นพร้อมฉายวงกลมแสงกระพริบ "ฉันปรับจูนคลื่นไมโครมานาในตัวดาบพลาสม่า ยิงลำแสงความถี่ต่ำผ่านรอยแยกมิติขึ้นไปบนฟ้า! แม้สัญญาณจะสั้นและติดๆ ขัดๆ แต่ถ้าฝั่งโลกภายนอกมีจานดาวเทียมกำลังสูง... พวกเขาได้รับไฟล์สแกนอสูรที่เราส่งไปแน่!"
"พ่อ... พ่อต้องกำลังหาทางช่วยเราอยู่แน่ๆ" น้ำมนต์เห็นหยาดน้ำตาแห่งความหวังคลอเบ้าตาของโมนา เขาเอื้อมมือไปแตะไหล่เธอเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังใจ
"อย่าเพิ่งดีใจไปยัยหนูเทควนโด้!" เอเต้ขัดขึ้นเสียงเครียด "คลื่นไมโครมานาที่ยิงออกไป มันไปสะท้อนคลื่นตอบกลับมาจากภายในมิตินี้ด้วย! และตำแหน่งที่คลื่นตอบรับกลับมา... มันมาจากซากห้างสรรพสินค้าร้างข้างหน้าเรานี่เอง!"
"คลื่นตอบรับงั้นเหรอ?" น้ำมนต์ขมวดคิ้ว "มันคืออะไรเอเต้?"
"มันคือ 'คลื่นสัญญาณวิทยุทหาร' แบบเดียวกับกองทัพโลกแกเลยเ้าโฮสต์!" เอเต้ฉายภาพโฮโลแกรมจำลองโครงสร้างอาคาร "มีค่ายมนุษย์ผู้รอดชีวิตตั้งรกรากอยู่ข้างในนั้น! ถ้านายอยากได้เบาะแสว่า 'สถาบันวิจัยวิศวกรรมมิติ' อยู่ตรงไหน และอยากส่งข้อความเสียงกลับไปหาพ่อของยัยหนู... เราต้องบุกเข้าไปในค่ายนั้นให้ได้!"
ตัดภาพสู่โลกภายนอก — ศูนย์บัญชาการ ศป.ม. กรุงเทพมหานคร
ตู้มมมมมมมม!
เสียงะเิดังกึกก้องะเืไปทั่วเขตรอบนอกของกรุงเทพมหานคร ควันดำพุ่งทะยานขึ้นสู่นภาเหนือย่านปริมณฑล ถนนวิภาวดีรังสิตในอดีตบัดนี้ถูกปิดล้อมด้วย 'กำแพงบาเรียมานาเทคโนโลยี' สูงกว่าสิบเมตร ประชาชนนับแสนชีวิตที่อพยพมาจากเขตไข่ขาวนั่งแออัดอยู่ตามเต็นท์กู้ภัย เสียงเด็กร้องไห้และเสียงไซเรนดังประสานกันอย่างไร้ทิศทาง
ภายในห้องปฏิบัติการใต้ดินของ ศูนย์รับมือภัยพิบัติมิติมืด (ศป.ม.) แสงไฟสปอร์ตไลท์สีขาวสว่างจ้า เ้าหน้าที่ทหารและนักวิทยาศาสตร์นับสิบนายกำลังรัวคีย์บอร์ดเร่งประมวลผลข้อมูลอย่างวุ่นวาย
พลเอกวรเมธ ชายวัยกลางคนในชุดเครื่องแบบทหารเปรอะฝุ่น ยืนขมวดคิ้วแน่นอยู่หน้าจอพลาสม่าั์ ใบหน้าของเขาทั้งซูบผอมและเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากภาระหน้าที่และหัวใจของคนเป็พ่อที่จดจ่ออยู่กับการหายตัวไปของลูกสาว
"ผู้บัญชาการครับ!" ดร.กานดา นักวิทยาศาสตร์สาวใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมิติะโขึ้นด้วยความตื่นเต้น "ดาวเทียมไทยคม-9 จับสัญญาณไมโครมานาความถี่พิเศษได้จากรอยแยกมิติเหนือฟ้ากรุงเทพฯ เมื่อสามนาทีที่แล้วครับ!"
พลเอกวรเมธพุ่งตัวเข้าหาหน้าจอทันที "สัญญาณจากไหน? ใช่ถุงมือนาโนของโมนาไหม?!"
"ใช่ครับท่าน!" ดร.กานดาเปิดไฟล์ข้อมูลที่ถูกบีบอัดความเร็วสูง "ถุงมือของโมนาส่งไฟล์ข้อมูลโครงสร้างชีวภาพของ 'พฤกษาอสูร' และ 'สัตว์อสูรระดับ 5' ออกมาครับ! แถมยังมีรอยพิมพ์ยีนของมนุษย์อีกคนที่มีกระแสไฟฟ้าอาคมความเข้มข้นสูงผสานอยู่ด้วย!"
"น้ำมนต์..." พลเอกวรเมธพึมพำ ั์ตาทอประกายความหวัง "สองคนนั้นยังรอดชีวิตอยู่! พวกเขากำลังสู้กันข้างในนั้น!"
"แต่ท่านครับ..." ทหารยศพันเอกคนหนึ่งก้าวเข้ามารายงานเสียงซีด "สถานการณ์กรุงเทพฯ ชั้นนอกเริ่มไม่ไหวแล้วครับ รอยแยกมิติย่อยย่านสยามสแควร์เปิดออกระลอกใหม่... คณะสงฆ์และจอมขมังเวทย์ที่หลวงตาธรรมนำมา เริ่มต้านทานฝูงสัตว์อสูรกลายพันธุ์ไม่ไหวแล้วครับ!"
พลเอกวรเมธทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างหนาแน่น เห็นภาพ หลวงตาธรรม ในจีวรสีแก่นขนุน นั่งหลับตาบริกรรมคาถาอยู่บนรถหุ้มเกราะ ท่ามกลางวงล้อมของจอมขมังเวทย์สายขาวที่กำลังร่ายมนตราสยบฝูงอสูร ร่วมกับทหารที่รัวะุปืนกลไมโครมานาสู้สุดชีวิต
"เราต้องถ่วงเวลาไว้ให้นานที่สุด..." พลเอกวรเมธกำหมัดแน่น "ดร.กานดา! ส่งสัญญาณพิกัดเสาอากาศรับส่งไมโครมานา ยิงสวนกลับเข้าไปในประตูมิติมันทุกๆ ห้านาที! ส่งตำแหน่ง 'สถาบันวิจัยวิศวรรกรมมิติ' ไปให้โมนาให้ได้! นั่นคือทางเดียวที่ยัยหนูจะส่งสัญญาณเสียงกลับมาหาเรา และเป็ทางเดียวที่จะหาทางปิดประตูมิตินี้ลงได้!"
"รับทราบครับท่าน!"
ซากห้างร้าง และการเผชิญหน้าหน้าประตู
ตัดกลับมาภายในมิติต้องคำสาป...
น้ำมนต์และโมนาเดินลัดเลาะผ่านซากรถยนต์ไฟไหม้จนมาถึงหน้าซากห้างสรรพสินค้าขนาดั์ ป้ายชื่อห้างหลุดกะเท่เล่ โครงเหล็กและกระจกสีชาแตกกระจายเกลื่อนพื้น บรรยากาศภายในมืดสนิทและเต็มไปด้วยกลิ่นควันปืน คราบน้ำมัน และกลิ่นเนื้อไหม้
น้ำมนต์กระชับฝักดาบพลาสม่า ั์ตาคมกริบเพ่งมองเข้าไปในความมืด รอยสักยันต์บนแผ่นหลังของเขาส่งกระแสความร้อนเตือนภัยเบาๆ
"โมนา... มีคนกำลังจ้องมองเราอยู่จากชั้นสอง" น้ำมนต์กระซิบเสียงต่ำ
"ฉันเห็นแล้ว..." โมนาตั้งการ์ดเทควนโด้ ถุงมือนาโนเรืองแสงสีเงินเตรียมพร้อม "มีไม่ต่ำกว่าสิบนาย... และพวกเขามีปืน"
กิ๊ด... แกร๊บ!
เสียงขึ้นนกปืนนับสิบกระบอกดังก้องออกมาจากเงามืดของซากห้างร้าง! พร้อมกับลำแสงเลเซอร์สีแดงนับสิบเส้นที่พุ่งตรงมาเล็งเข้าที่อกของน้ำมนต์และโมนา!
"หยุดอยู่ตรงนั้น! อย่าขยับ!" เสียงเข้มดุดันของชายคนหนึ่งะโขู่ลงมาจากชั้นลอย "พวกแกเป็ใคร?! เป็สมุนของไอ้วิศรุต หรือเป็สัตว์อสูรปลอมตัวมา?!"
น้ำมนต์ก้าวออกมายืนบังหน้าโมนาไว้ เขายกมือซ้ายขึ้นแสดงความบริสุทธิ์ใจ ั์ตามั่นคงไร้ความกลัว
"พวกเราไม่ใช่คนของวิศรุต!" น้ำมนต์ประกาศเสียงดังฟังชัด "ผมชื่อน้ำมนต์... และนี่คือโมนา พวกเราหลุดเข้ามาจากประตูมิติกรุงเทพฯ และเรามาที่นี่เพื่อหาทางติดต่อโลกภายนอก!"
ความเงียบปกคลุมไปทั่วซากห้างชั่วขณะ... ก่อนที่ร่างของทหารในชุดเกราะขาดวิ่นหลายนาย จะค่อยๆ ก้าวออกมาจากเงามืด พร้อมกับปากกระบอกปืนที่ยังคงเล็งตรงมาที่ทั้งสอง!