กำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】

    เล่มที่ 3 บทที่ 69 สหาย

            บทที่ 69 สหาย

            แสงแดดจ้าส่องกระทบอุณหภูมิสูงร้อนผะผ่าว

            บริเวณลานบ้านที่ดูเรียบง่ายแต่เป็นระเบียบเรียบร้อยมีชายร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม คิ้วขมวดแน่นในมือซ้ายถือดาบยักษ์แทงคว่ำปักลงกับพื้น ดูเผด็จการและสงบเงียบ

            ชายร่างใหญ่คนนี้คือผู้นำกลุ่มมังกรเหล็กซ่งอี้ ตอนนี้เขามองไปที่สือเหล่ยที่คอบวมปูดจากนั้นก็ละสายตาไปมองเจ้าหนุ่มฉู่อวิ๋นที่อยู่ข้างๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ

            “เสี่ยวเฟิง ที่เจ้าพูดเป็นความจริงหรือ? สือโทว่[1]สลบเพราะหมัดของเด็กคนนี้จริงๆ หรือ?” ซ่งอี้จ้องมองเฟิงเยี่ยนที่กำลังกัดผิงกั่วด้วยน้ำเสียงเคลือบแคลงสงสัย

            ท้ายที่สุดแล้วสือเหล่ยก็เป็นถึงนักรบในระดับแปดของขอบเขตควบแน่นพลังปราณร่างกายบึกบึนแข็งแกร่ง ในกลุ่มมังกรเหล็กไม่ถือว่าอ่อนแอ ทั้งในยามโกรธยังสามารถปรามคนในระดับเก้าของขอบเขตควบแน่นพลังปราณได้

            ซ่งอี้จึงยากจะเชื่อว่าฉู่อวิ๋นล้มสือเหล่ยได้ด้วยมือเปล่าจริงๆ

            “พี่ใหญ่ซ่ง ตอนนั้นก็มีนักรบรับจ้างอีกหลายคนที่อยู่ในเหตุการณ์และสือโทว่เองก็เป็นพยานในเรื่องนี้ได้ ไหนเลยจะเป็นเรื่องเท็จ?” เฟิงเยี่ยนตอบจากนั้นเขาก็มองไปที่ฉู่อวิ๋นด้วยดวงตาที่ประหลาดใจอย่างชัดเจน

            ความจริงถ้าไม่ใช่ว่าฉู่อวิ๋นเดินมาหาเฟิงเยี่ยนราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเขาคงจะคิดว่าตัวเองเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ

            ฉู่อวิ๋นผู้นี้คล้ายจะมีอายุเพียงสิบหกสิบเจ็ดปีแต่การที่เขาสามารถล้มนักรบรับจ้างที่มีประสบการณ์การต่อสู้มายาวนานได้ด้วยหมัดเดียวเป็นใครใครก็ต้องตกใจ

            “เสี่ยวเฟิงพูดถูกข้าถูกเจ้าลิงจ๋อนี่เล่นงาน น่าอายมากเลย อุ๊ย เจ็บ!” สือเหล่ยพูดด้วยความโกรธคอที่เป็นก้อนบวมกลับมาเจ็บอีกครั้ง ทำให้เขาส่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมา

            เมื่อเห็นสือเหล่ยตะโกนร้องด้วยความเจ็บปวดนักรบมังกรเหล็กที่อยู่รอบๆ ก็หัวเราะคิกคักบางคนจ้องมองไปที่ฉู่อวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างๆสือเหล่ยด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นและชื่นชม

            ซ่งอี้เองก็จับจ้องไปที่สือเหล่ยเช่นกันเขาส่ายหัวเล็กน้อยแล้วพูดกับฉู่อวิ๋น “สหายน้อยแม้ว่ากลุ่มมังกรเหล็กของเราจะไม่ใช่กลุ่มคาราวานที่มีชื่อเสียงแต่สิ่งที่เราชื่นชมคือความแข็งแกร่งและความภักดี!”

            “และด้วยเจ้าสามารถเอาชนะสือเหล่ยได้ข้าซ่งอี้ ในฐานะหัวหน้ากลุ่มมังกรเหล็ก ขอประกาศไว้ ณที่นี้ว่าเจ้าและแม่นางคนนี้ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมกลุ่มได้ชั่วคราว!ส่วนหลังจากที่ผ่านป่าสีเลือดไปได้แล้วนั้นพวกเจ้าจะตัดสินใจอยู่ต่อหรือไม่ข้าจะไม่บังคับ”

            เมื่อได้ยินฉู่อวิ๋นก็ยกมือขึ้นคำนับแล้วเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เช่นนั้นแล้วทุกอย่างก็ต้องรบกวนหัวหน้าซ่งแล้ว ข้ากับน้องสาวเสี่ยวซิน ขอบคุณท่านมาก”

            “เจ้าก้อนเมฆน่าตายนี่...กลับบอกว่าข้าเป็นน้องสาวของเขา!ทำคุณหนูเช่นข้าโกรธมากแล้วจริงๆ!” ข้างๆ เขา มู่หรงซินดูไม่มีความสุขและกัดฟันกรอด หากไม่มีคนอยู่รอบๆนางก็คงจะหยิกเนื้อของฉู่อวิ๋นจนเขียวช้ำไปแล้ว

            เมื่อครู่เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาฉู่อวิ๋นบอกทุกคนว่าเขาและมู่หรงซินเป็นพี่น้องกัน ด้วยครานี้มีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นที่บ้านเขาจึงต้องใช้ทางลัดและรีบไปที่เมืองชุยเสวี่ยผ่านทางป่าสีเลือด

            ทว่าคำกล่าวเมื่อครู่นี้ทำให้มู่หรงซินไม่พอใจมาก สีหน้าปั้นปึ่งไม่มีความสุข

            “บอกว่าเป็นคู่รักชายหญิงท่องเที่ยวยุทธภพไม่ดีกว่าหรือ? น้องสาวบ้าบออะไรกัน?” เมื่อมองไปทางฉู่อวิ๋นที่อยู่ด้านข้าง มู่หรงซินก็ยกมือขึ้นกอดอกใบหน้างดงามหงิกงอด้วยความโมโห

            ยามนี้ ซ่งอี้ก็หัวเราะและพูดว่า"ฮ่าๆ! ตอนนี้เรามีสหายฝีมือดีมาร่วมอยู่ในกลุ่มมังกรเหล็กแล้วพวกเจ้าอย่าได้รังแกเขาเชียว!"

            เมื่อพูดจบซ่งอี้ก็เหลือบมองไปที่สือเหล่ยอีกครั้ง พร้อมกับคำเตือนในดวงตาทำให้สือเหล่ยโบกมือเป็นพัลวันและพูดว่า “โอ๊ะ พี่ใหญ่ ท่านอย่าจ้องข้าแบบนั้นสิ!มันน่ากลัวนะ! ข้าหรือจะรังแกเด็กน้อยคนนี้? บางทีอาจจะเป็นเขาที่มารังแกข้าก็ได้…”

            หลังจากพูดจบสือเหล่ยก็แตะก้อนเนื้อที่ปูดบวมบนคอของเขาอีกครั้งและเหลือบมองดูฉู่อวิ๋นอย่างตัวสั่นด้วยสายตาหวาดกลัวร่างกายใหญ่โตของเขาที่มักเหยียดตรง แต่ในเวลานี้กลับคุดคู้รู้สึกอับอายขึ้นมาทำให้ดูน่าขำนิดหน่อย

            “อะแฮ่ม...พี่สือไม่ต้องมองข้าแบบนั้นหรอก เมื่อครู่ข้าลงมือแรงเกินไปเอง”

            เมื่อถูกสือเหล่ยมองไม่วางตาฉู่อวิ๋นเองก็รู้สึกประดักประเดิดอยู่บ้าง เขาหยิบขวดขี้ผึ้งออกมาจากวงแหวนอวกาศแล้วยื่นให้สือเหล่ยพร้อมพูดว่า "พี่สือ นี่คือขวดยารักษาแผล จะทำให้ท่านฟื้นตัวได้เร็วท่านรับไปเถอะ”

            “ฮะ? โอ๊ะ...” สือเหล่ยตกตะลึงเล็กน้อยยื่นมือใหญ่ของเขาออกมาหยิบขวดยาไปอย่างระมัดระวังความรู้สึกที่มีต่อฉู่อวิ๋นเปลี่ยนไปในทันที

            “สหายน้อยผู้นี้ข้า...ข้าคบหาแน่แล้ว!” สือเหล่ยหัวเราะเต็มเสียงและตบไหล่ของฉู่อวิ๋นโดยไม่ออมแรงแต่เนื่องจากการเคลื่อนไหวที่รุนแรงเกินไป ทั้งร่างกายยังมีบาดแผลเขาจึงส่งเสียงร้องแปลกๆ ออกมา “โอ๊ย แม่จ๋า อุ๊ย เจ็บมากเลย!”

            เมื่อเห็นเช่นนี้ นักรบทุกคนในลานก็รู้สึกขบขันกับท่าทางของสือเหล่ยพวกเขาดูมีชีวิตชีวาขึ้น หัวเราะกันอย่างครื้นเครง ช่างเป็นภาพที่มีความสุข

            ยามนี้เองนักรบผู้กล้าหาญหลายคนก็เดินเข้ามาหามู่หรงซิน สายตาแพรวพราวแสดงความชื่นชมด้วยต้องการใช้โอกาสนี้เริ่มต้นการสนทนา

            “เสี่ยวซินใช่หรือไม่? เอ่อ...ข้าชื่อต้าหนิว แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาคนในกลุ่มมังกรเหล็ก!ตอนที่เข้าไปในป่าสีเลือดเจ้าไม่ต้องกลัวไป ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”

            “เจ๋งมาก[2]? ขี้โม้น่ะสิเจ้า!ครั้งล่าสุดที่เราพบกับสัตว์ปีศาจระดับเก้า เจ้าตกใจจนเผ่นราบ! ไม่ใช่ว่าเป็นข้าที่ต้องไปช่วยเจ้าหรืออย่างไร?”

            “เสี่ยวซิน อย่าไปฟังเรื่องไร้สาระของพวกเขาเลยข้าเห็นว่าในมือเจ้ามีธนูไม่เลวอยู่คันหนึ่ง เจ้าต้องเป็นผู้ฝึกธนูแน่ในทักษะวิชาธนู ข้าเมิ่งซาน หากในกลุ่มมังกรเหล็กนับตนเป็นที่สองก็ไม่มีใครกล้าเป็นที่หนึ่งแล้ว! หากเจ้าต้องการ ข้าช่วยสอนเจ้าได้นะ!”

            “ข้าแซ่กงขอคารวะแม้แต่มือใหม่เช่นเขาก็เชี่ยวชาญทักษะการยิงธนูจากที่นี่เสี่ยวซินเรียนรู้ไปจากข้า รับประกันได้ว่าศัตรูไม่กล้ากล้ำกลาย!”

            เพียงครู่เดียวสมาชิกหนุ่มเกือบทั้งหมดได้เข้าไปรุมล้อมมู่หรงซิน หาเรื่องพูดคุยไม่จบสิ้นพวกเขาเดินทางมาหลายปีแล้วครั้งนี้ย่อมรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นความงามอันน่าทึ่งนี้

            “พาหญิงงามติดตามมาด้วยช่างลำบากเสียจริง” ฉู่อวิ๋นที่ยืนอยู่ใกล้ๆพูดไม่ออก หลังจากที่ทุกคนกระทำเรื่องยุ่งยากใจเช่นนี้ เขาก็ถูกล้อมและค่อยๆ ถูกบีบเข้าหามู่หรงซิน

            จากนั้นผู้คนก็มารายล้อมเขามากขึ้นเรื่อยๆ และเขาเองก็ไม่กล้าที่จะผลักคนเหล่านี้ออกไปเพราะอย่างไรเสียพวกเขาทั้งหมดก็เป็นสหายร่วมกลุ่มกัน

            ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้มู่หรงซินถูกเอาเปรียบในความชุลมุนวุ่นวาย ฉู่อวิ๋นจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องโอบแขนของเขาไว้รอบเอวเรียวเล็กของนางและกอดนางแน่นโดยไม่รู้ตัว

            “อ๊ะ! เจ้าคนลามกนี่เอาเปรียบข้าอีกแล้วคอยดูเถอะว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร! อ๊ะ! จั๊กจี้…”  ใบหน้างดงามของมู่หรงซินฝังลึกอยู่ในอ้อมอกของฉู่อวิ๋น

            แม้ว่านางจะก่นด่าฉู่อวิ๋นหลายพันครั้งอยู่ในใจแต่ร่างกายของมู่หรงซินก็ไร้การแข็งขืน

            “อ๊ะ! มันเจ็บ! ซินเอ๋อร์ อย่าหยิกข้าแรงขนาดนั้น!นี่ไม่ใช่ข้าสร้างเรื่องขึ้นมาเสียหน่อย!” ฉู่อวิ๋นรู้สึกเจ็บที่แขนมู่หรงซินหยิกเขาเพิ่มอีกครั้ง

            “หยิกๆๆ หยิกเจ้าให้ตายไปเลย! ตามเจ้ามาไม่เห็นมีอะไรดีสักอย่าง!”

            “นี่...เป็นเจ้าที่อยากตามข้ามาเองนะ”

            “หุบปาก! อย่าขัดขืนนะ ข้าจะหยิกเจ้าให้ตายเลย เจ้าก้อนเมฆลามก!”

            ในเวลานี้ ซ่งอี้ที่นั่งอยู่ข้างๆก็เริ่มไม่อดทนและตะโกนว่า “เด็กๆ ชาติที่แล้วพวกเจ้าไม่เคยพบเห็นผู้หญิงหรืออย่างไร?! หากยังตอแยน้องสาวของสหายฉู่อีก ข้าจะให้รางวัลพวกเจ้าคนละหมัด!”

            “ฟุ่บ!”

            เมื่อได้ยินคำพูดของซ่งอี้นักรบหนุ่มทุกคนที่รายล้อมฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินก็รู้สึกเสียวสันหลังหนังศีรษะชาเหน็บ พวกเขาหันกลับไปยังจุดเดิมเมื่อครู่ทันทีทั้งรู้สึกละอายใจและหวาดกลัว

            ถ้าซ่งอี้ที่อยู่ในระดับห้าของขั้นมหาสมุทรซัดหมัดออกมาจริงๆคงไม่ใช่เรื่องน่าขำนัก

            เมื่อทุกคนเคลื่อนตัวออกไปพวกเขาก็เห็นฉู่อวิ๋นโอบมู่หรงซินไว้ในอ้อมแขนไม่ปล่อย มองเห็นทั้งคู่มองหน้ากันคนหนึ่งมีแววตาขุ่นเคือง ในขณะที่อีกคนดูทำอะไรไม่ถูก เมื่อมองแวบแรกพวกเขาดูคล้ายนางสนมหลางฉิง[3]

            “หืม พวกเขาสองคนไม่ใช่พี่น้องกันหรอกหรือ? ทำไมฉู่อวิ๋นถึงได้กอดนางแน่นขนาดนั้น?”

            “สวรรค์! ข้าเข้าใจแล้ว... นี่...สองคนนี้ต้องมีความสัมพันธ์แบบนั้นกันแน่ๆ! ข้าคิดผิดไปแล้ว...”

            “พวกเราโง่มาก ดูเหมือนว่าฉู่อวิ๋นและเสี่ยวซินกำลังหนีตามกันบางทีอาจจะเป็นเพราะความรักต้องห้ามของพวกเขาที่ถูกคนในตระกูลรู้เข้าจึงออกหลบหนีไปด้วยกัน น่าประทับใจมาก!”

            นักรบหนุ่มกลุ่มหนึ่งเกิดจินตนาการขึ้นมาคิดว่าฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินเป็น “ความรักของพี่ชายน้องสาว”ด้วยสีหน้าจริงจังบนใบหน้า

            “นี่...ดูเหมือนจะมีการเข้าใจผิดนิดหน่อย…” เมื่อได้ยินการคาดเดารอบตัวฉู่อวิ๋นก็ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้เขาไม่คิดว่าทุกคนจะคิดว่าเขาและมู่หรงซินเป็นพี่น้องที่หนีตามกันมา

            หากรู้เช่นนี้ก็คงจะโกหกพวกเขาว่าเป็นคู่รักกันไปเลย

            แต่ทำเช่นนี้จะส่งผลต่อชื่อเสียงของมู่หรงซินดังนั้นฉู่อวิ๋นจึงไม่คิดจะทำ

            “เจ้าปล่อยข้านะ!”ในขณะที่ฉู่อวิ๋นครุ่นคิดอยู่ มู่หรงซินก็ค่อยๆ หลุดออกจากอ้อมแขนของเขาใบหน้าของนางแดงก่ำ ทำให้ดูมีเสน่ห์มากยิ่งขึ้น ดึงดูดสายตานักรบหนุ่มรอบตัว

            ในเวลานี้ ซ่งอี้หรี่ตาลงจ้องมองไปที่ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซิน แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เจ้าเด็กโง่พวกเขาจะเป็นพี่น้องกันได้อย่างไร? แม้ว่าพฤติกรรมของผู้หญิงคนนี้จะ... หยาบคายไปหน่อยแต่ก็มีนิสัยที่โดดเด่นและเห็นได้ชัดว่ามีภูมิหลังสูงส่ง คงไม่ใช่แค่คนธรรมดา”

            “และถึงแม้ว่าจอมยุทธ์ฉู่จะไม่มีความสูงส่งแบบนั้นแต่รัศมีนักรบของเขาก็เผยออกมาอย่างชัดเจนเขาต้องเป็นลูกหลานของตระกูลผู้ฝึกยุทธ์แน่ ข้าซ่งอี้เดินทางท่องใต้หล้ามานานปีดวงตาย่อมมีแววอยู่บ้าง”

            เมื่อได้ยินดังนั้นทุกคนก็พยักหน้าเข้าใจ โดยรู้สึกว่าความคิดของพวกเขาตอนนี้ยังอ่อนหัดอยู่มาก

            “หัวหน้าซ่งมีสายตาเฉียบแหลมผู้น้อยขอชื่นชม แต่พวกเรามีบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้อยู่หวังว่าท่านหัวหน้าจะไม่ถือสาที่พวกเราโกหก” ฉู่อวิ๋นประสานมือแล้วพูดอย่างจริงจัง

            แม้ว่านักรบที่นี่จะทำงานร่วมกันและไม่คิดร้ายต่อกันแต่ฉู่อวิ๋นก็ยังต้องระวังอยู่บ้าง อย่างไรเสีย วันนี้เขาก็เพิ่งได้เข้าร่วมกลุ่มมังกรเหล็กเป็นครั้งแรก

            คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจไม่อาจรู้ได้ว่าภายภาคหน้าซ่งอี้จะหักหลังพวกเขาเพื่อเงินหรือไม่

            “นี่ จอมยุทธ์ฉู่อย่าเห็นกันเป็นคนนอกเช่นนี้เลย ใครบ้างในกลุ่มนักรบเราที่ไม่มีอดีตมาก่อน? สำหรับข้าซ่งอี้พวกเจ้าสองคนเป็นใครไม่สำคัญตราบใดที่เจ้าเข้าร่วมกลุ่มมังกรเหล็ก ต่อให้จะเป็นเพียงการชั่วคราวแต่พวกเราทุกคนต่างก็เป็นพี่น้องที่ดีต่อกัน!” ซ่งอี้พูดอย่างภาคภูมิใจทำให้นักรบหนุ่มหลายคนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา

            ทันใดนั้น นักรบบางคนก็เริ่มตื่นตัวพวกเขายกหมัดขึ้น และตะโกนต้อนรับฉู่อวิ๋น

            “กลุ่มมังกรเหล็ก! ฉู่อวิ๋น!”

            “กลุ่มมังกรเหล็ก! ฉู่อวิ๋น!”

            เมื่อเขาสบกับสายตาที่เป็นมิตรของทุกคนฉู่อวิ๋นค่อนข้างสะเทือนใจคล้ายว่าเขาได้ย้อนเวลากลับไปในช่วงที่ตระกูลย่อยอยู่ในจุดสูงสุด ในเวลานั้นมีทั้งพรรคพวกสหายหนุ่มและเหล่าท่านลุงผู้กล้าหาญที่หยอกล้อหัวเราะเล่นกันกับเขาเช่นนี้

            แต่ตอนนี้พวกเขาเกือบทั้งหมดถูกสัตว์ปีศาจสังหารไปแทบจะสิ้น

            ยามนี้ สือเหล่ยกลับยังคงดูงุนงงเกาหัวแล้วถามซ่งอี้ “ข้าโง่นิดหน่อย แล้วก็ยังไม่เข้าใจอยู่มาก! พี่ใหญ่ซ่งเช่นนั้นท่านคิดว่าความสัมพันธ์ระหว่างฉู่อวิ๋นและเสี่ยวซินคืออะไรหรือ?”

            เมื่อได้ยินคำพูดนี้ซ่งอี้ก็หัวเราะสองสามคำ ตบโต๊ะตบเก้าอี้แล้วพูดอย่างมั่นใจ “ฮ่าๆๆ!เจ้างี่เง่าเอ้ย หนึ่งในนั้นเป็นจอมยุทธ์หนุ่มแห่งใต้หล้า และอีกหนึ่งเป็นหญิงสาวมากทรัพย์ผู้ร่ำรวยแน่นอนว่าพวกเขาย่อมเป็นคู่รักที่หนีตามกันมา สายตาเฉียบแหลมเช่นข้ามองปราดเดียวก็เข้าใจ!”

            “พี่ใหญ่สิ่งที่ท่านพูดมีเหตุผลมากเลย ข้าไร้คำคัดค้าน!” สือเหล่ยตื่นเต้นมาก

            “สมกับที่เป็นพี่ใหญ่ ยอดเยี่ยมมาก!”ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น พร้อมด้วยความชื่นชมบนใบหน้า

            ฉู่อวิ๋นและมู่หรงซินเกือบจะเป็นลมจนแทบยืนไม่อยู่

            ----------

            [1]  สือโทว่ แปลว่า ก้อนหิน ในที่นี่เรียกแทนชื่อโดยเปรียบเสมือนคนที่แข็งแกร่ง

            [2] คำว่า 大牛 (ต้าหนิว)แปลว่าเยี่ยมมาก เจ๋งมาก

            [3] แปลว่า คนสองคนที่มีความประทับใจต่อกัน

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดใหม่ : เทพยุทธ์จ้าวกระบี่ 【จบแล้ว】 ที่คุณอ่าน