ความจริงแล้ว เป็เพราะความสะดวกจากการที่แต่งงานและแยกออกไปตั้งจวนแล้ว องค์ชายใหญ่จึงได้รับข่าวจากนอกวังก่อนใคร
ส่วนบรรดาพี่น้องที่ตามหลังเขามา รวมถึงรัชทายาทอวิ๋นเหริน ในตอนนี้ต่างยังไม่ได้แต่งงานกับพระชายาเพื่อออกจากวังไปตั้งจวน ดังนั้น ความเร็วในการได้รับข่าวสารจึงช้ากว่าเขามาก
หลังจากส่งพระชายาเอกไปยังตำหนักเหยียนซีแล้ว องค์ชายใหญ่ก็รีบเร่งเดินทางมาถึงหน้าประตูตำหนักเฉียนชิง
เขาถามคนข้างกายว่า "เ้าดูการแต่งกายของข้าสิ เป็อย่างไรบ้าง?"
ขันทีเหยาหย่งเหนียนพินิจดูสองสามครั้ง "นายท่าน ชุดนี้ดูสง่าผ่าเผยมากพ่ะย่ะค่ะ!"
"เ้าคนโง่!" อวิ๋นถีเงื้อมือตบหมวกของเขาหนึ่งที "ข้าจะเดินเข้าตำหนักเฉียนชิงด้วยท่าทางร่าเริง แล้วถามตรง ๆ ว่า เสด็จพ่อ รัชทายาทได้รับาเ็สาหัสจริงหรือไม่?!"
"เ้าตั้งใจจะทำให้ข้าต้องขายหน้าต่อหน้าเสด็จพ่อใช่หรือไม่?!"
เหยาหย่งเหนียนเพิ่งจะเข้าใจความหมายของอวิ๋นถี จึงรีบจัดหมวกให้ตรงและยิ้มประจบยอมรับผิด
"บ่าวผิดไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! นายท่าน เช่นนั้นเรารีบจัดการกันเถอะพ่ะย่ะค่ะ?"
อวิ๋นถีถีบเหยาหย่งเหนียนหนึ่งที "เ้าเด็กนี่ ยังไม่รีบอีก! วัน ๆ มีแต่คำพูดไร้สาระ!"
ดังนั้น เมื่อเดินเข้าใกล้ตำหนักเฉียนชิง อวิ๋นถีจึงอยู่ในสภาพที่ดูเหมือนเดินทางรอนแรมมาอย่างเหนื่อยยากและมีสีหน้าเศร้าหมอง
"เสด็จพ่อ!"
เพื่อไม่ให้คนอื่นรู้ว่าตอนนี้รัชทายาทอยู่ในวังแล้ว เมื่อครู่อวิ๋นเหรินจึงอุ้มถังเป่าไปทางด้านหลัง
ขณะนี้จักรพรรดิคังซีกำลังตรวจฎีกาอยู่ แต่สมาธิกลับไม่ค่อยจดจ่อ เมื่อได้ยินเสียงะโดังลั่นของอวิ๋นถี มือของพระองค์ก็สั่น จนน้ำหมึกสีแดงหยดลงจากพู่กัน ทำให้ฎีกาเปื้อนเป็จุดสีแดง
จักรพรรดิคังซีผู้มีความเ้าระเบียบเล็กน้อยถึงกับชะงักงัน
ส่วนอวิ๋นถีที่เคยชินกับการทำตัวโผงผางไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติของเสด็จพ่อเลย เมื่อเข้าสู่ตำหนักเฉียนชิงก็ "ตุบ!" คุกเข่าลงบนพื้นอิฐทองคำทันที
"เสด็จพ่อ! ลูกได้ยินข่าวที่น่าใจากนอกวัง เป็เื่ที่เกี่ยวข้องกับรัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"
อวิ๋นถีพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น และพยายามเค้นน้ำตาจระเข้ออกมาสองหยดจากดวงตาที่แห้งผาก
"นั่น... นั่นคือน้องชายแท้ ๆ ของลูกนะพ่ะย่ะค่ะ! ลูกไม่อยากจะเชื่อข่าวนี้เลย! จึงรีบเข้าวังมา... เสด็จพ่อ ข่าวนี้คงไม่ใช่เื่จริงใช่ไหมพ่ะย่ะค่ะ?!"
จักรพรรดิคังซีผู้ไม่อยากเห็นสิ่งกวนใจจึงปิดฎีกาที่เปื้อนหมึกสีแดงแล้วโยนไว้ด้านข้าง พร้อมตรัสอย่างไม่สบอารมณ์ว่า
"เ้ายังไม่ได้บอกเลยว่าเป็ข่าวอะไร ข้าเป็พยาธิในท้องเ้าหรืออย่างไร ถึงได้รู้ทุกเื่ที่เ้าถามได้?!"
อวิ๋นถีที่ไม่รู้ว่าไปทำอะไรให้เสด็จพ่อหงุดหงิดจึงหดคอลง ยอมถูกดุแต่โดยดี เมื่อเห็นจักรพรรดิคังซีจ้องมองโดยไม่ตรัสอะไร อวิ๋นถีก็รีบตอบทันที
"ลูกได้ยินมาจากนอกวังว่า วันนี้รัชทายาทเสด็จไปขี่ม้าที่สวนตะวันตก ไม่นึกว่าม้าตัวนั้นจะคลุ้มคลั่ง จนสะบัดรัชทายาทตกจากหลังม้า! ได้ยินว่า... ได้รับาเ็สาหัสพ่ะย่ะค่ะ..."
เมื่อเผชิญกับสายตาคมกริบของจักรพรรดิคังซี สัญชาตญาณของอวิ๋นถีที่ถูกตีมาั้แ่เด็กก็เริ่มทำงาน
แม้จะไม่เข้าใจสาเหตุ แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เสด็จพ่อจะไม่ค่อยพอใจนัก...
มีความเป็ไปได้สูงว่า เขาจะต้องถูกดุอีกครั้ง
จักรพรรดิคังซีโยนพู่กันลงบนโต๊ะ แล้วถามอวิ๋นถีว่า "เ้าได้รับข่าวรวดเร็วดีนะ"
อวิ๋นถียิ้มอย่างซื่อ ๆ และระมัดระวัง "เป็เพราะลูกเป็คนแรกที่ออกจากวังไปตั้งจวน จึงสามารถรับข่าวจากนอกวังได้เร็วกว่าผู้อื่นพ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิคังซีถามต่อ "ตามความหมายของเ้า ตอนนี้คนนอกวังน่าจะรู้เื่นี้กันเยอะแล้วใช่หรือไม่?"
จนถึงตอนนี้ อวิ๋นถียังไม่ทันไหวตัว
หากเสด็จพ่อไม่รู้เื่การาเ็ของรัชทายาทจริง ๆ จะทรงวางพระองค์ได้อย่างสงบนิ่งเช่นนี้ได้อย่างไร?
เขาหวนนึกทบทวน แล้วตอบอย่างมั่นใจว่า "ลูกไม่กล้าบอกว่าข่าวแพร่กระจายเร็วเพียงใด แต่ต้องมีคนจำนวนมากที่ทราบเื่แล้วพ่ะย่ะค่ะ"
อวิ๋นถีกล้าสาบานเลยว่า แม้เขาจะไม่ลงรอยกับรัชทายาทเท่าไร แต่เขาไม่เคยส่งคนไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของรัชทายาทโดยเฉพาะ!
การที่เขารู้ว่ารัชทายาทาเ็ ย่อมหมายความว่าต้องมีคนที่หูไวตากว่าเขามีอยู่แน่นอน!
จักรพรรดิคังซีเอนกายพิงบัลลังก์ พินิจพิจารณาสีหน้าของอวิ๋นถีครู่หนึ่ง เห็นว่าลูกชายคนโตคนนี้ยังคงซื่อบื้อเหมือนเดิม ดูท่าจะแค่ได้รับข่าวแล้วรีบเข้าวังมาจริง ๆ โดยไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือจงใจจับตาดูรัชทายาท
พระองค์ทรงส่ายหัวไปมา
"เป่าชิง ลุกขึ้นเถิด"
"ลำบากเ้าแล้วที่พอได้ยินข่าวของเป่าเฉิงก็รีบเข้าวังมา"
ในใจของจักรพรรดิคังซีผู้เป็บิดา แม้ลูก ๆ ของพระองค์จะมีข้อขัดแย้งเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่อกัน หรือทะเลาะกันบ้างในบางครั้ง แต่พวกเขาก็ล้วนเป็เด็กดี โดยรวมแล้วพระองค์ทรงพอใจมาก
ดังนั้น พระองค์จึงเปิดเผยข้อมูลให้อวิ๋นถีทราบเล็กน้อย "ข่าวข้างนอกนั้นจริงบ้างเท็จบ้าง เป็ข้าที่ตั้งใจให้คนปล่อยออกไปเพื่อล่อปลาตัวใหญ่"
"หา?" อวิ๋นถีถึงกับอึ้งไปทันที
วุ่นวายอยู่นาน ที่แท้เขาก็สืบได้เพียงข่าวปลอมอย่างนั้นหรือ?
เขากลืนน้ำลาย "แล้วรัชทายาท..."
จักรพรรดิคังซีถอนหายใจยาว แล้วชี้ไปทางด้านหลัง "เป่าเฉิงไม่เป็ไร ตอนนี้กำลังอยู่กับถังเป่าในห้องอุ่น"
"ถังเป่า... คือใครพ่ะย่ะค่ะ?" องค์ชายใหญ่ไม่เพียงแต่ต้องรับข่าวร้ายว่าคู่ปรับไม่ได้รับาเ็แม้แต่ปลายก้อย แต่เสด็จพ่อยังเอ่ยชื่อแปลกหน้าออกมาอีก
ชั่วขณะหนึ่ง อวิ๋นถีรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ลูกข่างที่หมุนติ้วจนเวียนหัว
ทว่าสิ่งที่นึกไม่ถึงคือ จักรพรรดิคังซีที่เพิ่งจะมีท่าทีเมตตาต่อเขา เมื่อได้ยินคำถามนี้ สีหน้าก็กลับมาบึ้งตึงทันที
"ข้าบอกไปเมื่อหลายวันก่อนแล้วไม่ใช่หรือ ว่าพบองค์หญิงสิบสี่แล้ว! เ้ายังไม่รู้จนถึงตอนนี้อีกหรือว่าถังเป่าคือใคร?"
องค์ชายใหญ่หลบสายตา พึมพำเบา ๆ ว่า "...ลูกมีพี่น้องตั้งมากมาย เพิ่มมาอีกคนก็เป็เื่ปกติ..."
แม้จะไม่ได้ยินคำพูดของอวิ๋นถีอย่างชัดเจน แต่จักรพรรดิคังซีทรงรู้จักเขาดี!
ทันใดนั้น พระองค์ทรงขมวดคิ้วและตวาดเสียงเย็น "เ้าบ่นพึมพำอะไรอยู่ข้างล่างนั่น! ข้าสอนเ้ามาเช่นนี้หรือ? พูดจาเสียงเบาเหมือนเด็กผู้หญิง?"
"..."
อวิ๋นถีรู้สึกน้อยใจ แต่เขาจะทำอย่างไรได้ นอกจากก้มหน้ายอมรับผิด
จักรพรรดิคังซีจึงรู้สึกว่าอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง
"เอาเถอะ ในเมื่อวันนี้เ้ามาแล้ว ก็ไปดูเป่าเฉิงกับถังเป่าที่ห้องอุ่นเสีย"
จักรพรรดิคังซีนึกอะไรขึ้นได้ จึงกวาดสายตามองอวิ๋นถีั้แ่หัวจรดเท้า "จริงด้วย เ้าเป็พี่ใหญ่ ครั้งแรกที่พบถังเป่า จะไม่มีของขวัญติดมือมาเลยหรือ?"
เขาไม่รู้เลยว่าเสด็จพ่อจะให้ความสำคัญกับองค์หญิงสิบสี่ผู้นี้มากขนาดนี้!
อวิ๋นถีที่ทำได้เพียงบ่นในใจ ลูบป้ายหยกพกที่เอว แล้วตอบอย่างรู้ความว่า "ป้ายหยกชิ้นนี้เคยผ่านการปลุกเสกจากผู้ทรงศีล ขอให้ถือเป็ของขวัญพบหน้าสำหรับน้องสิบสี่พ่ะย่ะค่ะ"
จักรพรรดิคังซีทรงพอใจในที่สุด จึงเมตตาปล่อยลูกชายคนโตไป "ไปเถอะ อย่ามาเกะกะสายตาข้าที่นี่เลย"
ดังนั้น องค์ชายใหญ่อวิ๋นถีที่รีบร้อนมา แต่กลับถูกเสด็จพ่อดุจนเสียหน้า จึงเดินจากไปห้องอุ่นอย่างหดหู่
รัชทายาทที่ ‘าเ็สาหัส’ บ้าบออะไรกัน!
แล้วองค์หญิงสิบสี่ที่ชื่อ ‘ถังเป่า’ นั่นอีก?
เขาอยากจะเห็นนักว่า เป็ปีศาจแบบไหนกันที่มอมเมาเสด็จพ่อจนหลงจนโงหัวไม่ขึ้นเช่นนี้!