ซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที

    บทที่ 12. ตอนที่ 3. เหยียบแผ่นดินหนานเยว่

    รุ่งเช้า ขบวนเดินทางถูกจัดแต่งขึ้นอย่างลับตาคน เจ้าขุนอินทร์ถวายแลเจ้าขุนพรหมเสกทรงเลือกใช้ม้าศึกคู่ใจ ก่อนจะพ้นเขตค่าย สายตาของเจ้าขุนพรหมเสกเหลือบไปเห็นร่างเล็ก ๆ ของอีเอื้องสาย ที่ยืนแอบอยู่หลังพุ่มไม้ ในมือนางถือห่อข้าวใบตองตึง

    พระองค์รั้งม้าให้หยุดลงชั่วครู่ "มึงมาทำกระไรตรงนี้อีเอื้อง เหตุใดไม่เฝ้าแหนรับใช้นายมึง"

    "ข้าเจ้าเอาข้าวนึ่งกับเนื้อเค็มมาถวายเพคะ" นางยื่นห่อข้าวสองห่อมอบให้ชายบนหลังม้า "ไปคราวนี้...พระองค์ต้องกลับมานะเพคะ ข้าเจ้าจะรอเอาขี้ผึ้งตลับใหม่มาถวาย แผลบนหน้าจะได้หายสนิทเสียที"

    เจ้าขุนพรหมเสกมองสบตาหญิงรับใช้เมืองสรวง ความรู้สึกประหลาดวูบผ่านหน้าอก "เก็บคำพูดมึงไว้เถิด หากกูกลับมาแล้วข้าวห่อนี้ไม่อร่อย กูจักให้มึงทำของกินวนไปจนกว่ากูจักพอใจ"

    ทรงคว้าห่อข้าวมามัดติดหลังม้าแล้วควบม้าเร่งตามผู้เป็นพระเชษฐาออกไป ทิ้งให้อีเอื้องสายยืนมองตามหลังด้วยสายตาละห้อยหา เจ้านางซอมพอที่ยืนอยู่ไกล ๆ ได้แต่ถอนหายใจ ศึกสงครามครั้งนี้ช่างหนักหนานัก แต่ศึกหัวใจของคนทั้งสองกลับดูจะยุ่งยากยิ่งกว่า

     

    บรรยากาศภายในศาลาด่านชายขอบเงียบสงัด มีเพียงสายฝนเม็ดหนักตกกระทบหลังคา และเสียงสายนํ้าไหลเชี่ยวจากลำแม่ของเบื้องล่าง เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวายประทับยืนสงบนิ่ง แววตาที่เคยแข็งกร้าวบัดนี้กลับฉายแววครุ่นคิด พระองค์ทอดพระเนตรผ่านม่านฝนไปยังเพิงพักชั่วคราว ของบรรดาทหารหนานเยว่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล

    ภาพที่ปรากฏเบื้องพระพักตร์มิใช่ภาพกองทัพผู้ฮึกเหิมที่เคยรุกรานแผ่นดิน แต่เป็นภาพของความเสื่อมสลาย ทหารหนานเยว่จำนวนมากนอนซมด้วยไข้ป่า ร่างกายซูบผอมด้วยขาดแคลนทั้งอาหารและยารักษาโรค เสียงไอระงมผสมกับการคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวดลอยมาตามสายลม ช่างเป็นภาพที่น่าเวทนายิ่งนัก

    ผู้ส่งสาสน์หนานเยว่นามว่าเยว่จา ก้าวเข้ามาในศาลาพร้อมคนติดตามเพียงไม่กี่คน สภาพของเขาดูทรุดโทรมใบหน้าซูบตอบ แววตาหม่นแสง เขารีบประสานมือค้อมตัวลงต่ำ โค้งตัวคารวะต่อชายทั้งสองจากสุวรรณโคมคำ มิใช่ทำไปเพราะธรรมเนียม แต่เป็นการแสดงออกถึงความเคารพและความสิ้นหวังอย่างที่สุด

    "เจ้าราชวงศ์อินทร์ถวาย..." เยว่จาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าและสั่นเครือ "ข้าพเจ้ามาในวันนี้ มิใช่ในฐานะผู้ส่งสาสน์ของผู้มีชัย แต่ในฐานะตัวแทนของชนเผ่าที่กำลังจะสิ้นสลาย หนานเยว่เพลี่ยงพล้ำในการศึกหลายครา ขุนพลนักรบคนสำคัญต่างสิ้นชีพในที่ต่างกัน แลไพร่พลก็ต้องมาล้มตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ แต่สิ่งที่ร้ายแรงที่สุดมิใช่สิ่งเหล่านี้"

    เขาเงยหน้าขึ้น จ้องมองเจ้าขุนอินทร์ถวายด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจและความเจ็บปวด

    "หนานเยว่ของพวกเรา ถูกคนฉินรุกรานอย่างหนักต่อเนื่องมานานหลายปี แผ่นดินของเรากำลังจะพ่ายแพ้และถูกยึดครอง บัดนี้พวกเรากำลังจะไร้ซึ่งแผ่นดิน ไร้ซึ่งที่พึ่งพิง แลการรับมือสุวรรณโคมคำในครั้งนี้ คือความพยายามครั้งสุดท้ายที่จะหาที่มั่นแห่งใหม่ ให้กับลูกหลานของพวกเรา...แต่เรากลับล้มเหลว เบื้องหน้าท่านในยามนี้ คือเมืองสำคัญสุดท้ายของพวกเรา หากที่นี่แตกพ่าย…พระองค์คงคิดออกใช่หรือไม่ ว่าสุวรรณโคมคำจะกลายเป็นที่หมายต่อไป ที่คนพวกนั้นจะบุกไปบดขยี้ให้แหลกคาดิน เช่นหลายเมืองหลายเผ่าที่ถูกกระทำมาก่อนนี้"

    เยว่จาก้มหน้าลงอีกครั้ง "ข้าพเจ้ามาในวันนี้เพื่อเจรจา พวกเราขอสาบานด้วยเกียรติของผีบรรพบุรุษ ว่าเราต้องการสงบศึกอย่างแท้จริง เรามิได้ต้องการดินแดนของท่านเลยแม้แต่น้อย เราเพียงต้องการชีวิตที่เหลืออยู่ของไพร่พลที่เหลือรอด...โปรดเมตตาต่อเรา จะดีกว่าหรือไม่ หากสองดินแดน จะจับมือกัน ท่านเองก็เห็น ว่าเราชาวหนานเยว่มีฝีมืออยู่ไม่น้อย เพียงแต่ที่ผ่านมาเราบอบช้ำเกินไป แต่หากเราได้สุวรรณโคมคำสนับสนุน เยว่ทั้งผองพร้อมยินดีเป็นเมืองหน้าด่าน"

    เจ้าขุนอินทร์ถวายนิ่งสดับ คำพูดของเยว่จามิใช่เพียงคำพูดของส่งสาสน์ที่ปราชัย แต่เป็นคำพูดของชายที่รักในชนชาติของตน พระองค์ทรงเข้าใจดี ถึงความเจ็บปวดของการสูญเสียแผ่นดิน และคนที่เคารพรัก ความรับผิดชอบต่อชีวิตของไพร่พล เป็นสิ่งที่หนักหนาสาหัสเกินกว่าคำว่าชัยชนะจะอธิบายได้

    ทรงหันไปมองเจ้าขุนพรหมเสกที่ยืนอยู่ด้านหลัง แววตาของอนุชายังคงแข็งกร้าว แต่รอยแผลบนหน้าผากที่เริ่มตกสะเก็ด กลับเตือนให้พระองค์ระลึกถึงความโหดร้ายของสงคราม

    "เยว่จา...กูมองเห็นความจริงใจในแววตาของมึง แลกูมองเห็นความเจ็บปวดของไพร่พลมึง" เจ้าขุนอินทร์ถวายตรัสด้วยสุรเสียงที่นุ่มนวลลง "สุวรรณโคมคำหาใช่ชนเผ่าไร้เมตตา กูมิได้ต้องการเข่นฆ่าผู้ที่ยอมสยบ"

    พระองค์ทรงก้าวเข้าไปหาเยว่จา ทรงพยุงเขาให้ยืนตัวตรง

    "กูจักรับคำขอสงบศึกจากมึง เยว่ทั้งผองกับสุวรรณโคมคำจักเป็นมิตรสหายที่ดีต่อกัน กูจักจัดหายาและเสบียงเท่าที่จำเป็น มอบให้กับไพร่พลที่บาดเจ็บของมึง...แต่มีเงื่อนไขว่า พวกเยว่จะต้องสาบานและลงนาม ว่าจะมิรุกรานสุวรรณโคมคำอีก แลจักต้องส่งมอบบรรณาการตามแต่ที่สุวรรณโคมคำร้องขอ แม้นกูจักมินับว่าพวกเยว่เป็นเมืองขึ้น แต่เมืองหน้าด่าน ก็ควรแสดงความนบนอบต่อเมืองกู โดยกูจะแบ่งดินแดนตอนบนแถบนี้ ให้พวกมึงบางส่วนได้ใช้หลบร้อนหนาวภัยสงครามจากคนฉิน แลจัดตั้งเป็นเมืองด่านหน้ากันชน พวกมึงจักว่าอย่างไร"

    เยว่จาน้ำตาซึม มันค้อมตัวลงต่ำอีกครั้ง "ขอบพระทัย ขอบพระทัยยิ่งนัก เจ้าราชวงศ์ขุนอินทร์ถวาย ทรงมีพระเมตตานัก นามของพระองค์จักถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของชาวเยว่ไปชั่วนิรันดร์"

    เมื่อการเจรจาเบื้องต้นจบลงด้วยไมตรีที่เหนือความคาดหมาย เยว่จาจึงได้ทูลเชิญขัตติยพละทั้งสองพระองค์เข้าสู่ค่ายหลวงหนานเยว่ เพื่อรอรับเสด็จเยว่หวาง ผู้นำแห่งเยว่ทั้งผอง ผู้ทรงประสงค์จะลงนามในสัญญายุติสงคราม แลมอบสินน้ำใจมีค่า เพื่อเชื่อมสัมพันธ์ด้วยพระองค์เอง

    สุดท้ายแล้วแม้จะเป็นมิตรสหายในยามยาก แต่บรรยากาศภายในค่ายศัตรู ที่ยังคงคละคลุ้งไปด้วยบาดแผลจากสงคราม ไม่มีอะไรให้รู้สึกได้ถึงความไว้เนื้อเชื่อใจต่อศัตรู ที่เคยลงมือเอาชีวิตผู้เป็นเชษฐาไปถึงสองพระองค์

    ภายในพลับพลาที่พักชั่วคราว มีการจัดเตรียมที่พักเรียบง่ายไว้ต้อนรับอาคันตุกะ เจ้าขุนพรหมเสกวางดาบคู่ที่สะพายติดบ่าลง ในระยะที่ไม่ห่างจากกายจนเอื้อมคว้าไม่ถึงหากมีภัย พระองค์ประทับนั่งขัดสมาธิบนตั่งไม้ สายตามองลอดช่องว่างของกระโจม เพื่อเฝ้าสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวจากภายนอกอยู่ตลอดเวลา

    "เจ้าพี่...ข้ามิอาจวางใจพวกมันได้ดอกหนา" เจ้าขุนพรหมเสกพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ตึงเครียด "ถึงเยว่จาจะดูจริงใจ แต่หัวใจของทหารหนานเยว่ที่เหลืออยู่ อาจจะเคียดแค้นเรา การนอนพักในค่ายที่ล้อมรอบด้วยคนต่างชาติต่างภาษาเช่นนี้ มิต่างอะไรกับการเดินเข้าไปในปากเสือ"

    เจ้าขุนอินทร์ถวายทรงถอนพระทัยเบา ๆ พระองค์ทรงแกะห่อใบตองตึงที่อีเอื้องสายมอบให้ขึ้นมาพินิจ "หากเรามิทิ้งตัวลงนอนในถ้ำเสือ แล้วเราจักได้ลูกเสือมาเป็นพวกได้อย่างไร พรหมเสกเอ๋ย...การข่มขวัญด้วยดาบนั้นง่าย แต่การซื้อใจคนด้วยความเชื่อใจนั้น ยากยิ่งกว่าการใช้กำลังหักหาญ"

     

    เมื่อราตรีมาเยือน เสียงมโหรีแปลกหูดังแว่วมา พร้อมกับการเสด็จของเยว่หวางขุนม้าเหล็ก ชายวันกลางคนผู้มีดวงตาหม่นเศร้าแต่ยังทรงอำนาจบารมี ทรงก้าวเข้ามาพร้อมกับขบวนข้าราชบริพารที่ล้วนแต่งกายแปลกตา ผิดแผกไปจากชาวสุวรรณโคมคำที่เคยพบเจอ ผู้ที่เคียงข้างพระวรกายนั้นคือชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ ที่เพียงมองผ่าน ก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นราชบุตรของเขา แลอีกคนคือสตรีโฉมสะคราญในชุดผ้าป่านสีนวลปักลวดลายวิจิตรแปลกตา นางมีผิวพรรณผุดผ่องดุจดวงจันทร์คืนวันเป็ง และท่าทางอ่อนช้อยปานหงส์ร่อน ช่างสะกดสายตาชายให้ต้องเหลียวมอง นางเกล้าผมสูง ตกแต่งประดับกายด้วยเครื่องเงินกับขนนก

    "เจ้าราชวงศ์...เพื่อเป็นพยานแห่งพันธสัญญาแลมิตรภาพของสองแผ่นดินใหญ่" เยว่หวางขุนม้าเหล็กตรัสด้วยสุรเสียงสั่นเครือ "ข้าขอเสนอเยว่โมเลียงธิดาสุดรัก มอบให้แด่พระองค์ เพื่อให้เลือดเนื้อของคนเยว่และสุวรรณโคมคำหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว"

    เจ้าขุนอินทร์ถวายถึงกับนิ่งอึ้ง พระทัยวูบไหวไปถึงใบหน้างามของเจ้านางซอมพอแห่งเวียงสรวง ที่รอคอยอยู่ยังค่ายหลวงเวียงชัย...รอยยิ้มเขินอายที่ริมฝั่งของ(โขง) และคำพูดที่ว่า 'ข้าเจ้าต้องการเพียงให้แผ่นดินนี้มีรอยยิ้ม แลพระองค์เป็นสุข' ยังคงดังก้องในโสตประสาท

    ความอึดอัดเริ่มกัดกินขั้วหัวใจของจอมทัพใหญ่แห่งสุวรรณโคมคำ หากรับไว้ก็เท่ากับเป็นการทรยศต่อความรู้สึกที่มีต่อเจ้าซอมพอ และอาจสร้างความยุ่งยากต่อความสัมพันธ์อันดี ที่พระองค์กำลังสานใยถักทอมันขึ้น แต่หากปฏิเสธก็เปรียบเสมือนการสาดน้ำมันเข้าสู่กองไฟ ต่อให้ไฟเชื้อฟืนใกล้ดับมอด แต่ก็ถือว่าความร้อนจะยังคงอยู่ แม้นหนานเยว่จะดูอับจนหนทาง แต่ผลงานสงครามที่ผ่านมา นับว่าคนเยว่คือคู่ต่อสู้ที่มิอาจดูแคลน การตอบรับไมตรี ถือว่าดีกว่าปฏิเสธ

     แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :

    เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh

    เล่ม 2   https://shorturl.asia/BxnNW

    เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH

    คล้ายกับเรื่องซอมพอถวายอินทร์ สุวรรณโคมคำนครแห่งสายนที ที่คุณอ่าน