ตอนที่ 17 พิธีมงคล
วันเวลาก่อนงานแต่งงานที่เหลือของมู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียน ล้วนวนเวียนอยู่แค่เพียงสำนักโหรหลวงและวังหลวง พวกเขานอกจากจะต้องรับรู้เื่ราวแปลกประหลาดต่างๆ ที่ท่านโหรหลวงบอกกล่าวแล้ว
ยังต้องเตรียมงานแต่งงานที่จะเกิดขึ้นในไม่อีกกี่วันด้วย ทำให้่นี้ทั้งสองต่างยุ่งวุ่นวายจนแทบจะไม่มีเวลาหยอกล้ออย่างเช่นแต่ก่อน
แต่มู่จิ่นเหยียนกลับรู้สึกว่าจินอวิ๋นเซียนที่ไม่พูดไม่จา เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาศึกษาตำราต่างๆ ช่างงดงามราวกับรูปสลักของเทพธิดาฉางเอ๋อร์
ส่วนตัวของมู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะถูกแต่งงานในฐานะเ้าบ่าว อาจจะไม่ต้องเตรียมตัวมากมายอย่างเช่นเ้าสาว อีกทั้งพิธีแต่งงานนี้ก็จัดขึ้นในวังหลวง
เขาจึงพอมีเวลาว่างให้ฝึกฝนจิตและลมปราณของตน เริ่มที่จะเรียนรู้พลังจากธรรมชาติ อีกทั้งตำราที่ได้มาจากท่านโหรหลวงถึงแม้จะอ่านยากไปเสียหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็ประโยชน์ต่อเขามากทีเดียว
มู่จิ่นเหยียนยามอยู่ที่เรือนนอกจากดูแลความเรียบร้อยเรือนด้านหลังที่ปรับปรุงใหม่ ยามว่างก็มันจะนั่งสมาธิเดินลมปราณในร่างกายของตัวเอง
ตอนนี้เขายิ่งััได้ถึงการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่อยู่รอบกายอย่างชัดเจน เพียงแต่หากจะให้ควบคุมพลังจากระยะไกล เกรงว่ายังรู้สึกห่างไกลจากความสามารถของเขาอยู่ไม่น้อย
ชีวิตของมู่จิ่นเหยียนวนเวียนอยู่แต่กับเื่พวกนี้จนกระทั่งเช้าวันแต่งงาน
“คุณชายท่านตื่นได้แล้ว”
มู่จิ่นเหยียนถูกหานผู่ปลุกั้แ่ยังไม่สว่าง เพื่อลุกขึ้นมาเตรียมตัวไปเข้าพิธีในวังหลวง
ไม่นานขบวนเ้าบ่าวที่มีนักดนตรีบรรเลงเพลงเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งตลาด ก็เคลื่อนตัวออกจากจวนสกุลมู่ พร้อมด้วยขบวนสิ่งของที่ใช้ในพิธีมากมาย โดยมีมู่จิ่นเหยียนขี่เ้าเสี่ยวเฮยอยู่ตรงกลางขบวน
ในขณะเดียวกันที่วังหลวง หน้าตำหนักไท่เหอที่ซึ่งจินตงหยางฮ่องเต้มักใช้รับรองแขกบ้านแขกเมือง ถูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามด้วยผ้าสีแดงและอักษรที่เป็มงคล
บริเวณตรงกลางยังมีที่ประทับัถูกจัดเตรียมเอาไว้สำหรับจักรพรรดิของแคว้นต้าจิน
หลังจากได้ฤกษ์เวลาขบวนเ้าบ่าวก็ถึงพระราชวัง มู่จิ่นเหยียนที่สวมด้วยชุดสีแดงก้าวเข้ามาในลานพิธีหน้าตำหนัก ซึ่งตอนนี้จินตงหยางฮ่องเต้ เสด็จพร้อมด้วยฮองเฮา องค์รัชทายาทและพระชายาต่างประทับรออยู่ก่อนหน้านั้นแล้ว
“ได้ฤกษ์แล้ว ขอเชิญเ้าสาว”
เสียงของหลิวกงกง ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ประกาศขึ้นให้ทุกคนในลานพิธีรับทราบทั่วกัน
เมื่อสิ้นเสียง ขบวนของเ้าสาวที่นำโดยนางกำนัลพร้อมด้วยขันที ก่อนจะตามมาด้วยเกี๊ยวเ้าสาวที่ถูกประดับตกแต่งเอาไว้อย่างสวยงาม
“เชิญเ้าสาวลงจากเกี้ยว”
เมื่อเกี้ยวถูกวางลง ก็ปรากฏร่างของจินอวิ๋นเซียน ที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมสีเขียว กระโปรงสีแดงลายมงคล ้าศีรษะสวมไว้ด้วยมงกุฎหงส์
นางถูกนางกำนัลาุโประคองลงจากเกี้ยว และพามายืนเคียงข้างมู่จิ่นเหยียน
หลิวกงกงยื่นส่งผ้าแดงให้เ้าบ่าวและเ้าสาวถือคนละด้าน เมื่อเห็นว่าทั้งคู่ยืนอยู่ด้วยกันแล้ว
“เชิญเ้าบ่าวรับตัวเ้าสาว”
มู่จิ่นเหยียนจึงยื่นมือไปรับผ้าแดงอีกด้านมาจากหลิวกงกง ยามนี้พวกเขาทั้งสองคนถือผ้าแดงมงคลเอาไว้ด้วยกัน ใบหน้าของมู่จิ่นเหยียนล้วนเต็มไปด้วยความดีใจ
ถึงแม้คู่ของเขาอาจจะดูแปลกประหลาดไปบ้าง แต่การได้เข้าพิธีมงคลสมรสกับจินอวิ๋นเซียน ได้เห็นนางในชุดที่สวยงาม ก็ทำให้จิตใจของมู่จิ่นเหยียนเบิกบานอยู่ไม่น้อย
ยามที่ทั้งสองเดินคู่กัน ช่างดูเหมาะสมราวกับ์ได้กำหนดเอาไว้ จินตงหยางฮ่องเต้เองก็ทรงรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
ั้แ่ที่สกุลมู่ตั้งใจจะเลี้ยงดูมู่จิ่นเหยียนเฉกเช่นบุรุษ พระองค์ก็ทรงวาดฝันถึงวันนี้เอาไว้นานแล้ว
มู่จิ่นเหยียนที่พระองค์ทรงเห็นมาั้แ่เล็ก รู้ดีว่านิสัยใจคอเป็เช่นไร ถึงแม้จะดูเหมือนล้อเล่นอยู่ตลอดเวลา แต่ยามที่พระองค์มอบหมายภารกิจหรืองานราชการใดให้ก็แล้วแต่ มักจะสำเร็จอยู่เสมอ
ทั้งยังได้รับการยอมรับในหมู่พี่น้องทหารอยู่ไม่น้อย ยังไม่รวมถึงนิสัยใจคอที่มักเป็ที่ชื่นชอบของชาวบ้านร้านค้าต่างๆ เื่พวกนี้พระองค์ทรงตระหนักได้เป็อย่างดี
และทรงดำริอยู่เสมอว่าพระองค์ทรงตัดสินพระทัยครั้งนี้ไม่ผิด ที่จะทรงฝากความหวังเอาไว้ที่ราชบุตรเขยคนนี้ หวังให้มู่จิ่นเหยียนดูแลปกป้องจินอวิ๋นเซียน บุคคลที่เป็ตัวแทนระหว่างความรักของพระองค์และเยว่เหมย
“ถึงเวลาอันเป็มงคลแล้ว ขอเชิญบ่าวสาวคำนับฟ้าดิน
คำนับหนึ่ง กราบไหว้ฟ้าดิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฟ้าดินเป็พยาน ชะตาบ่าวสาวครองคู่กัน คำนับ….
คำนับสอง กราบไหว้บุพการี ที่เลี้ยงดูอบรมมา สองตระกูลเกี่ยวดองกัน ขอให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง คำนับ….
คำนับสาม คำนับกันและกัน บ่าวสาวรักใคร่ปรองดอง เคียงคู่ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร คำนับ”
หลังจากที่คำนับทั้งสามครั้งเสร็จแล้ว มู่จิ่นเหยียนก็ลอบมองใบหน้าของจินอวิ๋นเซียน ส่งสายตาสื่ออารมณ์หลากหลาย จนคนที่ถูกมองทำตัวไม่ถูกได้แต่ถลึงตากลับไปให้
ในใจได้แต่ครุ่นคิด ขนาดวันงานแต่งงานคนผู้นี้ก็ยังไม่หยุดหยอกล้อนางอีกเช่นเคย
“เสร็จพิธี”
เมื่อพิธีการต่างๆ เสร็จสิ้นมู่จิ่นเหยียนก็จับจูงจินอวิ๋นเซียนขึ้นเกี้ยวเ้าสาวอีกครั้ง ก่อนที่ตนจะขี่เสี่ยวเฮยนำอยู่ข้างหน้า
ขบวนของบ่าวสาวเดินทางมาถึงตำหนักขององค์หญิง จินอวิ๋นเซียนมิได้ย้ายตำหนักไปที่ใด จินตงหยางฮ่องเต้ก็ทรงตามพระทัยพระธิดา ให้ใช้ตำหนักส่วนพระองค์เป็ห้องหอ
มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนถูกนางกำนัลาุโพาเข้าห้องหอทำพิธีจนเสร็จสิ้น กว่าที่ทั้งคู่จะได้มีเวลาส่วนตัวก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน
“ท่านเปลี่ยนชุดแล้วพักผ่อนเถิด ข้าจะออกไปเดินเล่นเสียหน่อย”
“เ้าออกไปตอนนี้ก็ถูกขันที นางกำนัลที่เฝ้าอยู่ด้านหน้าจับกลับเข้ามาอยู่ดี”
มู่จิ่นเหยียนกลับลืมไปเสียสนิทเลยว่าคืนนี้เป็คืนเข้าหอของพวกเขา อีกทั้งตนเองยังแต่งในฐานะเ้าบ่าวหากเดินออกไปไม่เพียงแต่จะถูกจับกลับมา ชื่อเสียงของฮูหยินหมาดๆ ของตนก็ต้องถูกทำลายเป็แน่
เ้าสาวที่เพิ่งแต่งงานก็ถูกเ้าบ่าวหนีออกจากห้องหอเสียั้แ่คืนแรก เมื่อคิดได้เช่นนั้นมู่จิ่นเหยียนจึงหันหลังกลับเดินเข้ามาในห้องตามเดิม
แต่หูของเขากลับได้ยินเสียงลอดมาจากทางหน้าต่าง
“จิ่นเหยียน ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
ไม่เพียงแต่มู่จิ่นเหยียนใ จินอวิ๋นเซียนเ้าของตำหนักเองก็ใ นี่มันคืนเข้าหอของพวกเขา เหตุใดจึงมีบุคคลที่สามส่งเสียงเรียกร้องขอเข้ามาในห้องนี่ด้วย
แต่พอสบสายตากับเ้าบ่าวของตน ก็พบว่ามู่จิ่นเหยียนที่ยืนอยู่ตรงหน้า ส่งสายตาเลิ่กลั่ก ทั้งยังยกมือประกบกันไว้กลางหน้าอกราวกับกำลังขอโทษนาง
“เป็อาจารย์ของข้าเอง ท่านคงมาร่วมอวยพรงานแต่ง หากท่านไม่ยินดี ข้าจะไล่เขาไปเดี๋ยวนี้แหละ”
“มิต้องหรอก ในเมื่อเป็อาจารย์ของเ้า แล้วยังมาแสดงความยินดีกับพวกเรา เ้าก็ให้เขาเข้ามาเถิด”
“ขอบพระทัยองค์หญิง”
มู่จิ่นเหยียนเดินไปหน้าต่างบานที่ได้ยินเสียง ก่อนจะเปิดออก เผยให้เห็นชายชราที่คุ้นหน้าคุ้นตา หอบหิ้วเอาสุรามาด้วยสองไห ยืนยิ้มอยู่ตรงหน้าต่างบานนั้น
“ตาเฒ่าหลี่ ข้านึกว่าท่านเมาอยู่ในงานเลี้ยงเสียอีก เหตุใดจึงมาถึงที่ห้องหอได้เล่า”
“เ้าจะคุยกับข้าตรงหน้าต่างอย่างนี้จริงๆ หรือ ในเมื่อเ้าของห้องอนุญาตแล้ว เ้าก็หลบไป”
อาจารย์หลี่ที่แวะทักทายลูกศิษย์พอหอมปากหอมคอ ก็ทะยานตัวข้ามหน้าต่างเขามา ในสายตาของจินอวิ๋นเซียน ตัวนางถึงแม้ไม่เป็วรยุทธ์ แต่ก็รับรู้ว่าวิชาตัวเบาเป็เช่นไร
ชายชราตรงหน้า คนที่มู่จิ่นเหยียนรับรองว่าเป็อาจารย์ของตนนั้น จะต้องเป็ผู้ที่มีวิชาตัวเบาสูงส่งเป็แน่
ยามที่เขาเข้ามาในห้องนี้ ราวกับลอยเข้ามา ไม่มีแม้แต่สายลมที่กระทบกับต้นไม้ที่วางไว้บนโต๊ะริมหน้าต่าง ทั้งยังไม่ได้ยินเสียงฝีเท้ายามที่ก้าวเข้ามาใกล้นาง
ไม่แปลกใจเลย หากคนผู้นี้จะเข้าตำหนักของนางได้โดยที่องครักษ์ หรือทหารเวรยามมิรู้ตัว วรยุทธ์ของมู่จิ่นเหยียนสูงเพียงใด เกรงว่าชายชราตรงหน้าคงจะสูงยิ่งกว่า
“คารวะองค์หญิง กระหม่อมเสียมารยาทที่บุกรุกมาถึงในห้องหอ”
อาจารย์หลี่รู้ดีว่าการที่ตนบุกรุกมาเช่นนี้ ย่อมทำให้เ้าของตำหนักไม่พอใจเป็แน่ การกล่าวขอโทษก่อนย่อมเป็เื่สมควร
มู่จิ่นเหยียนไม่เคยเห็นมุมของอาจารย์ตนที่ยอมก้มศีรษะให้ใครก่อน แต่กลับกล่าวขอโทษจินอวิ๋นเซียนออกมาได้อย่างง่ายดาย
“คารวะท่านอาจารย์ ข้าเองก็ไม่ได้ต้อนรับท่านเป็อย่างดี หวังว่าท่านคงจะไม่ถือโทษ”
ในเมื่อชายชราตรงหน้ายอมกล่าวขอโทษนางแล้ว นางเองก็มิใช่คนที่จะถือทิฐิมากนัก จึงน้อมรับคำทักทาย โบราณว่าเป็อาจารย์กันเพียงหนึ่งวันก็เสมือนเป็บิดากันตลอดชีวิต
ในเมื่อชายชราผู้นี้เปรียบดั่งบิดาของมู่จิ่นเหยียน เช่นนั้นตอนนี้เขาก็เปรียบเสมือนพ่อสามีของนางด้วย
“องค์หญิงทรงกล่าวเกินไปแล้ว”
“ข้าเพิ่งจะรู้ว่าท่านมีมารยาทด้วย ….โอ๊ย”
มู่จิ่นเหยียนที่ยืนอยู่ด้านข้างอาจารย์ของตน อดที่จะกล่าวหยอกล้อไม่ได้ แต่ทันทีที่กล่าวออกไป กลับไปรับการเขกศีรษะจากอาจารย์กลับมาแทน
“ข้าพูดกับเ้าหรืออย่างไร”
จินอวิ๋นเซียนอดหัวเราะให้กับภาพตรงหน้าไม่ได้ ทันทีที่เห็นศิษย์และอาจารย์หยอกล้อกัน ก็เดาว่านิสัยของมู่จิ่นเหยียนส่วนหนึ่งได้มาจากชายชราผู้นี้เป็แน่ ดูแล้วช่างเหมือนพ่อลูกกันเสียจริง
“กระหม่อมกับลูกศิษย์ขายหน้าองค์หญิงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เอาล่ะ ท่านมิต้องเกรงใจข้าเช่นนั้นหรอก ในเมื่อท่านมาร่วมดื่มอวยพรกับพวกเรา เช่นนั้นก็เชิญนั่งลงเถิด”
ทั้งสามคนจึงนั่งล้อมรอบโต๊ะพิธี ที่ก่อนหน้านั้นพวกเขาร่วมดื่มสุรามงคล บนโต๊ะยังมีสุราที่เหลือและอาหารวางเอาไว้
อาจารย์หลี่รินสุราให้ตนเองก่อนจะกล่าวคำอวยพรให้ทั้งคู่
“กระหม่อมมาวันนี้ก็เพื่อมาอวยพร ให้ทั้งสองคนเอาชนะอุปสรรคทั้งปวง ยามใดเผชิญอันตรายของให้ตั้งจิตให้มั่น อย่างได้ไขว้เขว โลกนี้ไม่มีเื่ยาก ขอเพียงแค่ใจมุ่งมั่น”
หลังจากกล่าวจบ อาจารย์หลี่ก็กระดกสุราเข้าปากของตน มู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนก็ดื่มสุราตามไปบ้าง
“ท่านมาที่นี่ คงไม่ได้มาเพื่อพูด 2-3ประโยคนี้ใช่หรือไม่ ท่านมีอะไรก็กล่าวออกมาตามตรง ข้าไม่ได้หลับได้นอนมาหลายคืนแล้ว พูดจบก็จะได้กลับไป”
“เ้าลูกศิษย์คนนี้นี่/ มู่จิ่นเหยียน”
ทั้งสองกล่าวคำออกมาแทบจะพร้อมเพรียงกัน จนมู่จิ่นเหยียนที่เป็ผู้ถูกว่ากล่าว กลับมีสีหน้าหัวเราะขบขันกับเื่ที่เกิดขึ้น
“ฮะ ฮา ฮา ตาเฒ่าหลี่ท่านไม่ต้องเป็ห่วงข้า ต่อแต่นี้มีคนอบรมข้าแทนท่านแล้ว เว้นเสียแต่นางยังไม่เคยเขกหัวข้าก็เท่านั้น ฮะ ฮา ฮา”
“ดี ดี เช่นนั้นกระหม่อมอนุญาตให้พระองค์เขกศีรษะของเ้านี่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เอาไว้ข้าจะลองดู”
จินอวิ๋นเซียนมิได้พูดเปล่า กับส่งสายตาราวกับสมน้ำหน้าไปให้มู่จิ่นเหยียนอีกด้วย
“เอาล่ะ เข้าเื่กันดีกว่า ข้าเพียงแค่มาตามสัญญา บอกว่าจะมาอวยพรเ้า กับมาทดสอบเ้า”
ทันทีที่กล่าวจบจอกสุราก็ถูกสาดออกมา มู่จิ่นเหยียนที่คาดเดาเหตุการณ์เอาไว้ล่วงหน้า เห็นเช่นนั้นก็ใช้จอกสุราของตน รวบรวมเอาสุราที่สาดกระเซ็นออกมาจากจอกของอาจารย์หลี่ กลับเข้าไปในจอกของตัวเองจนหยดสุดท้าย
มู่จิ่นเหยียนเห็นผลงานตัวเองก็รู้สึกพอใจเป็อย่างมาก ส่งยิ้มส่งสายตาน่าภูมิใจให้กับอาจารย์หลี่ของตน ราวกับกำลังรอคำชื่นชมอยู่
“ฮะ ฮา ฮา ไม่เสียแรงที่อดหลับอดนอน เอาล่ะ งั้นข้าไม่อยู่รบกวนแล้ว”
อาจารย์หลี่ที่เห็นว่าฝีมือของลูกศิษย์ตอนนี้พัฒนาไปอีกขั้นก็พอใจ และเห็นว่าตนเองมารบกวนคู่แต่งงานใหม่นานพอสมควรแล้วจึงรีบขอตัวกลับ
“ท่านจะกลับเรือนไผ่ หรือจะอยู่ที่เมืองหลวง”
“ข้ายังอยู่ที่จวนสกุลมู่อีกสองสามวัน ว่าจะอยู่พูดคุยกับเสี่ยวเป่าเสียหน่อย”
“ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าไปหาท่าน”
“ทำเื่ที่เ้าควรทำให้เรียบร้อยเสียก่อน มาหาข้าเมื่อไหร่ก็มาได้ ข้าไปละ”
“ท่านอาจารย์รักษาตัวด้วย”
จบคำพูดของมู่จิ่นเหยียน ร่างของอาจารย์หลี่ก็หลายไปทางหน้าต่างแบบไม่มีผู้ใดจับได้