บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 43 สำนักคุ้มกันล่ม คนล้มตายเกลื่อน

           ต้วนชางไห่ตกใจแล้วพูดว่า“จงอี้โหวไม่มาหรือ?”

           กู้ชิงฮั่นส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ตอนท่านแม่ทัพยังมีชีวิตอยู่จวนของเรากับของท่านจงอี้โหวไปมาหาสู่สนิทสนมกันอย่างดีข้าคิดว่าพอพวกเขาได้รับข่าวเรื่องของท่านแม่ทัพ จงอี้โหวก็จะรีบมา แต่ว่า...จนถึงตอนนี้ จงอี้โหวก็แค่ส่งคนมาคำนับศพแล้วก็ไป หลังจากนั้นก็ไม่มีใครมาอีกเลย”

           หยางหนิงยืนอยู่ข้างๆ แล้วถามว่า “จงอี้โหวเห็นว่าท่านพ่อสิ้นไปจวนองครักษ์เสื้อแพรไม่มี... ไม่มีภูเขาหลักใหญ่แล้ว ดังนั้น...!”

           “หนิงเอ๋อร์อย่าพูดเหลวไหล” กู้ชิงฮั่นจ้องไปที่หยางหนิงแต่ว่าสายตาของนางก็ดูแปลกๆ “ทำไมเจ้าถึงคิดอย่างนั้นล่ะ?”

           หยางหนิงพูดไปอย่างนั้น แต่เมื่อเห็นกู้ชิงฮั่นเหมือนจะตำหนิจึงพูดว่า “ข้า... ข้าก็พูดไปอย่างนั้นเอง” ในใจคิดว่าคนที่มีอิทธิพลที่สุดของจวนตระกูลฉีสองคนจากไปหมดแล้ว เหลือกันแค่นี้เมื่อมองไป ก็ไม่มีคนที่ดูเป็นชายองอาจราศีโดดเด่น ยุคเสื่อมถอยของจวนองครักษ์เสื้อแพรเป็นอะไรที่เลี่ยงไม่ได้สถานการณ์แบบนี้ ในใจของหลายๆ คนก็คงรู้ดีอยู่แล้ว แต่หากเป็นเพราะเหตุนี้แล้วตีตัวออกห่างก็ใช่จะเป็นไปไม่ได้

           ต้วนชางไห่สีหน้าจริงจัง แล้วส่ายหัว “จงอี้โหวไม่น่าจะเป็นแบบนั้น ไม่ว่าเขาจะคิดอะไร แต่ว่าเขาไม่น่าจะเป็นแบบนั้น”แล้วหยุดไปครู่หนึ่ง พูดเสียงเบาๆ ว่า “ฮูหยินสามจะเป็นไปได้ไหมว่า... ในวังหลวงจะเกิดเรื่อง”

           “วังหลวงเกิดเรื่อง?” กู้ชิงฮั่นตะลึงไป แล้วหันไปพูดว่า “เจ้าพูดแบบนี้ ก็เหมือนจะมีเหตุผลศพของท่านแม่ทัพถูกส่งกลับเมืองหลวงอย่างลับๆ เรื่องนี้รายงานไปยังวังหลวงแล้วแต่ในวังหลวงกลับไม่ส่งใครมาเลย จงอี้โหวเองก็ไม่มาด้วยตัวเอง หรือว่า...!” นางขมวดคิ้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ

           เรื่องในวังหลวง กู้ชิงฮั่นกับต้วนชางไห่ไม่พูดต่อเพราะเรื่องแบบนี้ ไม่ควรนินทาลับหลัง

            หยางหนิงอยู่ในจวนโหวกว่าครึ่งวันแล้วข่าวคราวที่ได้รับมามีมากมาย ในใจก็พอจะรู้เรื่องราวของในจวนองครักษ์เสื้อแพรบ้างแล้ว

           แต่ที่ไม่ต้องสงสัยเลย องครักษ์เสื้อแพรเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรมากเป็นเสาหลักของกองทัพต้าฉู่ แต่หลังจากที่องครักษ์เสื้อแพรอย่างฉีหุ้ยจิ่งสิ้นบุญไปอำนาจก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป

           ส่วนในจวนองครักษ์เสื้อแพรก็ไม่ได้หรูหราอย่างที่คิดแถมยังเครียดเรื่องเงินสองพันตำลึงอีกต่างหากอีกทั้งยังจะใช้โรงรับจำนำค้ำเพื่อไปยืมเงินมาอีกด้วย

           เขารู้ดีว่าบางเรื่องรีบร้อนไปไม่มีประโยชน์ต้องค่อยๆ ใช้เวลาในการทำความเข้าใจ แกล้งถามบางครั้งบางคราวมันก็ไม่มีปัญหาอะไรแต่หากถามมากไป คนในจวนจะต้องสงสัยแน่นอนตอนนี้ยังต้องใช้เส้นสายและอำนาจที่จวนโหวมีในการตามหาเสี่ยวเตี๋ยอยู่จะให้ใครเห็นช่องโหว่ไม่ได้

           พวกเขาพูดถึงในวังหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งก็น่าจะหมายถึงวังหลวงของต้าฉู่

           ในใจของหยางหนิงรู้ดี ฉีหุ้ยจิ่งทำคุณาประโยชน์ต่อต้าฉู่มากเขาเสียสละชีวิตให้กับประเทศจนตาย องค์ฮ่องเต้ไม่มีทางจะไม่แสดงท่าทีอะไรเลย

           ขุนนางคนสำคัญแบบนี้สิ้นบุญไปต่อให้องค์ฮ่องเต้จะไม่มาร่วมงานศพด้วยพระองค์เองก็จะต้องส่องค์ชายหรือเชื้อพระวงศ์คนสำคัญมาไว้อาลัยต่อให้ไม่มีใครสะดวกก็จะต้องส่งขันทีคนสนิทมาพร้อมโองการ เพื่อแสดงความเคารพและอาลัยมันเป็นขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้ ส่วนฮ่องเต้ก็ควรจะมีปูบำเหน็จอะไรลงมา

           แต่ตอนนี้วังหลวงยังไม่มีคนส่งใครมามันผิดปกติแน่นอน

           แต่ว่าหยางหนิงก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มากเท่าไรในใจคิดแค่ว่าจะทำให้ต้วนชางไห่ไปช่วยตนสืบเรื่องสำนักคุ้มกันอย่างไรมากกว่า

           คิดอยากจะได้อะไรกลับมา ก็ต้องให้อะไรออกไป

           หยางหนิงกลับมาที่โถงบรรพชน แน่นอนว่าต้องมาทำหน้าที่ลูกกตัญญูแต่ว่าเมื่อคิดว่าองครักษ์เสื้อแพรเองก็เป็นแม่ทัพคนสำคัญที่ยิ่งใหญ่ของต้าฉู่แล้วตัวเขาจะคุกเข่าให้ก็ไม่มีอะไรเสียหาย

           ช่วงกลางคืนคงไม่มีใครมาเคารพศพในโถงบรรพชนเองก็มีคนเข้าออกตลอด พวกของต้วนชางไห่ก็เพิ่งจะกลับเข้ามาดังนั้นทั้งคืนก็มีคนมาอยู่เป็นเพื่อนหยางหนิงตลอดเวลา

           เมื่อเฝ้าศพในช่วงกลางคืนแน่นอนว่าไม่จำเป็นจะต้องคุกเข่าตลอดเวลา แล้วก็มีคนส่งอาหารรอบดึกมาให้อยู่แล้วเมื่อถึงเที่ยงคืน ฉีอวี้ถึงมาที่โถงบรรพชน หยางหนิงไม่พูดอะไรกับเขาให้เขาอยู่ที่โถงบรรพชนต่อไป ส่วนตัวเขาก็กลับไปพักผ่อน

           สองวันต่อมา คนที่มาคำนับศพมีไม่น้อยส่วนใหญ่เป็นขุนนางในเมืองหลวง ข่าวการตายขององครักษ์เสื้อแพร ไม่ได้ป่าวประกาศออกไปสำหรับขุนนางนอกพื้นที่ ก็มีเพียงคนที่สนิทกับองครักษ์เสื้อแพรเท่านั้นคนพวกนี้เดินทางลำบากเพื่อมายังเมืองหลวง ก็กินอยู่ตามที่ทางจวนโหวได้จัดไว้ให้

           การจัดการทุกอย่างกู้ชิงฮั่นเป็นคนรับผิดชอบฉีอวี้ไม่มีสิทธิได้พบกับเหล่าขุนนางที่มาคำนับศพหากมีแขกมาหยางหนิงจะเป็นคนรับหน้าทั้งหมด ยังดีที่หยางหนิงไม่พูดอะไรมากพ่อบ้านชิวคอยดูแลอยู่ข้างๆ ขุนนางที่มา หยางหนิงไม่รู้จักเลยส่วนพ่อบ้านชิวก็พอรู้จักอยู่บ้างบางคน หยางหนิงก็จะจำพวกเขาได้

           คนของบ้านตระกูลฉี ก็มาอยู่ทุกวัน ท่านใหญ่สามเห็นอยู่สองสามครั้งแต่ไม่เข้าไปยังโถงบรรพชน ไม่แม้แต่จะมองหยางหนิงด้วย  เห็นได้ชัดว่ายังโกรธหยางหนิงอยู่ส่วนท่านห้ากับท่านหก ก็ไม่เห็นมาอีกเลย

           วันออกทุกข์ใกล้เข้ามาในวังหลวงยังคงไม่มีใครมา เหมือนกับว่าลืมแม่ทัพเหว่ยคนที่ทำคุณแก่บ้านเมืองไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น

           หลังเที่ยง หยางหนิงนั่งอยู่ในโถงบรรพชนกำลังบิดขี้เกียจอยู่ ทันใดนั้นเองก็เห็นต้วนชางไห่วิ่งเข้ามาในโถงบรรพชนแล้วเข้ามาใกล้ๆ หยางหนิง แล้วพูดว่า “ซื่อจื่อ ท่านจำเรื่องสำนักคุ้มกันที่ท่านบอกวันนั้นได้หรือไม่?”

           หยางหนิงสีหน้าตกใจ แอบชื่นชมต้วนชางไห่ไม่น้อยที่รู้ว่าเขาต้องการอะไรตัวเขาไม่ได้พูดตรงๆ ว่าต้องการให้เขาไปสืบเรื่องนี้พูดกับเขาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เขาก็ไปสืบมาให้แล้ว คนๆ นี้เป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดและรอบคอบจริงๆ มีอนาคตที่ดีแน่ ๆ เขารีบย้อนถามออกไปว่า “เจ้าไปสืบมาแล้วหรือ?”

           ต้วนชางไห่ส่ายหน้าแล้วพูดว่า “ไม่ได้ไปสืบฉีเฟิงได้ยินคนข้างนอกเขาคุยกันว่า สำนักคุ้มกันเกิดเรื่อง”

           “เกิดเรื่อง?”หยางหนิงย้อนถาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

           ต้วนชางไห่พูดเสียงเบาๆ ว่า “ท่านยังจำได้ไหมว่าในเมืองหลวงมีสำนักคุ้มกันที่มีชื่อเสียงอยู่สามแห่ง”

           “ซื่อไห่ฉางผิง กับซวี่รื่อ” หยางหนิงจำได้แม่นยำยิ่งสนใจในเรื่องของสำนักคุ้มกันอยู่แล้ว ครั้งที่แล้วที่ต้วนชางไห่พูดถึงสามสำนักคุ้มกันชื่อดังเขาก็จำไว้ในใจ

           ต้วนชางไห่พยักหน้าแล้วพูดว่า “ถูกต้อง ครั้งนี้เรื่องที่เกิดไม่เล็กเลย สำนักคุ้มกันซื่อไห่กับซวี่รื่อล่มคนล้มตายเกลื่อนเลย”

           “สำนักคุ้มกันล่ม มีคนล้มตาย?” หยางหนิงตื่นตกใจ รีบย้อนถามกลับไปว่า “มันเกิดอะไรขึ้น?”

           “สำนักคุ้มกันล่ม มีคนล้มตายก็คือรถขนสินค้าของสำนักคุ้มกันหายไปหมด คนและม้าที่คุ้มกันก็ตายไปจนหมด” ต้วนชางไห่พูดด้วยน้ำเสียงเข้มๆว่า “นี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นน้อยมากสถานที่เกิดเหตุก็เป็นริมชายแดนทางเหนือทั้งหมด”

           หยางหนิงขมวดคิ้ว ในใจเข้าใจทันทีคืนนั้นที่ร้านเหล้าก็ถูกนินจาฮิดะลอบโจมตี สำนักคุ้มกันซื่อไห่ก็ถูกโจมตีตอนที่เขาจากมายังมีคนสองคนยื้อเอาไว้ ตอนนี้ดูท่าจะตายไม่เหลือ

           ต้วนชางไห่คิดว่าหยางหนิงไม่เข้าใจที่เขาพูดก็เลยอธิบายเพิ่มว่า “ในเมืองหลวงมีสำนักคุ้มกันใหญ่ทั้งหมดสามแห่งสำนักคุ้มกันฉางผิงดูแลเส้นทางทางใต้ ส่วนสำนักคุ้มกันซื่อไห่ดูแลเส้นทางตะวันตก สำนักคุ้มกันซวี่รื่อดูแลเส้นทางทางเหนือแต่ว่าสองปีมานี่ชาวเป่ยฮั่นมักแอบลอบโจมตีทางไหวชุ่ย ทางเหนือเลยไม่ค่อยสงบนักดังนั้นสำนักคุ้มกันซื่อไห่จึงเดินเส้นทางทางเหนือด้วย”

           “ท่านอาต้วนถ้าเทียบระหว่างสำนักคุ้มกันซวี่รื่อกับสำนักคุ้มกันซื่อไห่แล้วเป็นอย่างไรบ้าง?” หยางหนิงถาม “สำนักคุ้มกันไหนแกร่งกว่ากัน?”

           จริงๆ ในใจเขาสันนิษฐานว่า ในเมื่อสำนักคุ้มกันฉางผิงดูแลเส้นทางตอนใต้งั้นก็น่าจะตัดออกไป ที่พาเสี่ยวเตี๋ยไปน่าจะเป็นซวี่รื่อไม่ก็ซื่อไห่เท่านั้น

           ตัวเขาเองได้เจอสำนักคุ้มกันซื่อไห่มาแล้วระหว่างทางแต่ก็ไม่พบร่องรอยของเสี่ยวเตี๋ยเลย ความน่าสงสัยก็เลยลดลง แต่ก็ไม่รับประกันว่าสำนักซื่อไห่จะไม่ได้ทำในเมื่อเป็นสำนักคุ้มกันอันดับต้นๆ ของเมืองหลวง แสดงว่าขบวนสินค้าของสำนักคุ้มกันก็ไม่ได้มีแค่ขบวนเดียวแน่นอน

           “จะให้บอกว่าสำนักไหนแกร่งกว่ามันก็พูดยากเหมือนกัน” ต้วนชางไห่คิดไปครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “สำนักคุ้มกันสองแห่งนี้ล้วนมีความเชื่อมโยงกับเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงคนของสำนักคุ้มกันซื่อไห่ส่วนใหญ่เป็นคนในยุทธภพ วรยุทธ์แข็งแกร่งมาก สำนักคุ้มกันซวี่รื่อก็มีไม่น้อยที่เคยเป็นทหารมาก่อนฝีมือก็ไม่ธรรมดา หากไปทางทิศตะวันตก เส้นสายของสำนักคุ้มกันซื่อไห่ก็จะมีมากกว่า ทั้งสองสำนักดูจะเหนือกว่าซวี่รื่ออยู่เล็กน้อยแต่ถ้าขึ้นไปทางเหนือ จะเห็นว่าสำนักซวี่รื่อนั้นได้รับการยอมรับมากกว่า”

           หยางหนิงพยักหน้า ในใจกำลังคิดว่า หากสำนักคุ้มกันซวี่รื่อมีเส้นสายทางเหนือกว้างขวางกว่าถ้างั้นความน่าสงสัยของพวกเขาก็น่าจะมีมากที่สุด

           “มีขบวนสินค้าของสำนักคุ้มกันทั้งสองถูกปล้นกลางทาง”ต้วนชางไห่พูดขึ้น “ได้ยินมาว่าสำนักคุ้มกันซื่อไห่ถูกปล้นที่ร้านเหล้าตรงเส้นทางหลวงรถสินค้าหายไปทั้งหมด แต่ว่าคนในของสำนักคุ้มกันและผู้ติดตาทั้งหมดตายในร้านไม่เหลือเลยสักคนเดียว ตอนไปพบ ไม่มีใครรอดเลย”

           “ไม่เหลือร่องรอยอะไรเอาไว้เลยหรือ?” หยางหนิงถาม ถึงแม้ในใจจะรู้อยู่แล้ว ว่านั่นเป็นฝีมือของนินจาฮิดะคนพวกนั้นกระทำการอุกอาจ ก็น่าจะไม่เหลือร่องรอยอะไรไว้

           เป็นไปตามคาดต้วนชางไห่พูดว่า “รายละเอียดเป็นอย่างไรข้าน้อยก็ยังไม่รู้มากนัก แต่เรื่องการปล้นขบวนสินค้ามันเกิดขึ้นทุกปีแต่ว่าฆ่าคนทั้งหมดนั้น ไม่ค่อยมี คนของสำนักคุ้มกันทุกคนรู้สถานการณ์ดีหากสามารถคุ้มกันได้ พวกเขาจะทำเต็มที่ แต่หากอีกฝ่ายลงมือหนักมากไม่รู้ว่ามิตรหรือศัตรู คนของสำนักคุ้มกันจะไม่เข้าไปเสี่ยงจะต้องคุ้มกันคนของตัวเองก่อน แล้วค่อยกลับสำนัก แต่ตายหมดแบบนี้มันดูไม่เหมือนการปล้นขบวนสินค้าเลย เหมือนจะแก้แค้นมากกว่า”

           หยางหนิงคิดในใจว่ามันก็ไม่เหมือนการแก้แค้นเท่าไรแต่ว่าตัวเขาติดร่างแหไปด้วย หากไม่ใช่เพราะเซียวกวง สำนักคุ้มกันซื่อไห่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น

           เมื่อนึกถึงเซียวกวงก็นึกขึ้นมาได้ว่าเจ้าบ้านั่นติดเงินเขาห้าร้อยตำลึงทองหากได้เงินห้าร้อยตำลึงทองมาได้ กู้ชิงฮั่นก็คงไม่ต้องเครียด

           แต่ว่าคิดๆ ดูแล้วเมื่อเจ้านั่นให้มาหาที่เมืองหลวงแต่ว่าไม่ทิ้งที่อยู่ไว้ให้ แล้วเขาจะไปงมหาคนๆ หนึ่งในเมืองหลวงที่ใหญ่แบบนี้ได้อย่างไรกัน?     

           แต่ว่าเขาเองก็รู้ว่า ต่อให้ได้เงินมาห้าร้อยตำลึงทองจริงจะเอาให้กู้ชิงฮั่นไม่ได้อยู่ดี เพราะเขาสวมรอยเป็นซื่อจื่อ ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนเก่งกาจอะไรแล้วจะมีปัญญาไปหาเงินห้าร้อยตำลึงทองมาจากไหนกัน?หากเอาออกมาให้จริงๆ กู้ชิงฮั่นจะต้องสืบหาที่มาแน่ๆ เรื่องก็จะพลิกทันที เมื่อไหร่ก็ตามที่เซียวกวงปรากฏตัวขึ้นก็จะต้องจำเขาได้แน่ๆ เรื่องที่เขาสวมรอยเป็นซื่อจื่อก็อาจจะถูกเปิดเผยก่อนที่จะพบเสี่ยวเตี๋ย จะไปเจอเจ้านั่นก่อนไม่ได้เด็ดขาด

           “แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสำนักคุ้มกันซวี่รื่อเล่า?” หยางหนิงถาม

           ต้วนชางไห่ตอบว่า “ถึงแม้สำนักคุ้มกันซวี่รื่อจะล่ม และมีคนตายเหมือนกัน แต่แตกต่างจากสำนักคุ้มกันซื่อไห่”

    คล้ายกับเรื่องบันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน