บทที่ 13: บทสนทนายามค่ำคืน
หลังจากการปรากฏตัวของหมีเกราะโลหิต การเดินทางใน่บ่ายของวันนั้นก็กลับราบรื่นอย่างน่าประหลาด ดูเหมือนว่ากลิ่นอายแห่งความตายของสัตว์อสูรระดับสองที่แข็งแกร่ง จะทำให้สัตว์อสูรตัวอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียงไม่กล้าเข้ามาใกล้
เมื่อถึงเวลาพลบค่ำ สือเฟิงได้เลือกที่โล่งแห่งหนึ่งเพื่อตั้งค่ายพักแรม เหล่าทหารรับจ้างช่วยกันจัดเวรยามและก่อกองไฟขึ้นอย่างแข็งขัน บรรยากาศในกลุ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความหวาดระแวงในตอนแรกได้ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมที่มีต่อสมาชิกใหม่ผู้ลึกลับ
เย่เฉินเลือกมุมที่เงียบสงบที่สุดใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขาเอนหลังพิงลำต้นและหลับตาลง ทำทีเหมือนกำลังพักผ่อน แต่ในความเป็จริง เขากำลังโคจรพลัง "กายาโลหิต" อย่างเงียบๆ เพื่อดูดซับและหลอมรวมพลังงานที่ได้มาจากแก่นอสูรของหมีเกราะโลหิต
'หึ! ในที่สุดก็ทำตัวเหมือนผู้บำเพ็ญเพียรเป็สักที' เสียงของหุนตุ้นดังขึ้นในหัวของเขา 'อย่าได้ใจอ่อนไปเพราะคำเยินยอของมดปลวกพวกนี้ล่ะ เส้นทางของเ้าไม่ได้มีไว้เพื่อหาเพื่อน'
เย่เฉินไม่ได้ตอบโต้ เขาเพียงแค่จดจ่ออยู่กับการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของตนเองเท่านั้น
ในขณะนั้นเอง กลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาก็ลอยมาแตะจมูกของเขา เมื่อลืมตาขึ้น ก็พบว่าเป็หลินเวยเวยที่เดินถือถ้วยชาร้อนๆ สองถ้วยเข้ามาหา นางยื่นถ้วยหนึ่งให้เขาด้วยท่าทีที่สุภาพ
"ข้าเห็นท่านไม่ได้ทานอะไรมากนัก อย่างน้อยก็ดื่มชาอุ่นๆ สักหน่อยเถิดเ้าค่ะ"
เย่เฉินลังเลไปชั่วครู่ ก่อนจะยื่นมือออกไปรับถ้วยชามา "ขอบคุณ"
หลินเวยเวยนั่งลงบนขอนไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก นางไม่ได้จ้องมองเขาอย่างโจ่งแจ้ง แต่กลับทอดสายตามองไปยังเปลวไฟที่กำลังเต้นระริกอยู่เบื้องหน้า "ข้าต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้ง ในนาม ของตระกูลหลิน หากไม่ได้ท่านในวันนี้ คาราวานของเราคงประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่"
"ข้าแค่ทำงานตามหน้าที่" เย่เฉินตอบเรียบๆ พลางจิบชา ชาชั้นดีช่วยให้ลำคอที่แห้งผากของเขารู้สึกดีขึ้น
"เส้นทางของผู้บำเพ็ญเพียรสายกายานั้นคงจะยากลำบากและต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล... ท่านคงผ่านความยากลำบากมามากสินะเ้าคะ?" หลินเวยเวยเอ่ยถามขึ้นอย่างนุ่มนวล เป็คำถามที่แสดงความห่วงใย แต่ก็แฝงไว้ด้วยความพยายามที่จะหยั่งเชิง
เย่เฉินนิ่งไป เขานึกถึงความเ็ปในเดือนที่ผ่านมา...นึกถึงการทรยศหักหลัง... ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่กลับแฝงความหมายลึกซึ้ง "โลกนี้...ไม่มีเส้นทางใดที่ง่ายดาย"
คำตอบของเขาทำให้หลินเวยเวยใจกระตุก นางรู้สึกได้ถึงความรวดร้าวที่ซ่อนอยู่ภายใต้น้ำเสียงอันเยือกเย็นนั้น "นั่นสินะเ้าคะ... โดยเฉพาะในเมืองเมฆาล่อง่นี้"
นางถอนหายใจเบาๆ "ั้แ่เกิดเื่น่าเศร้ากับนายน้อยตระกูลเย่เมื่อเดือนก่อน ตระกูลเซียวก็ยิ่งแสดงท่าทีคุกคามมากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาพยายามจะผูกขาดการค้าสมุนไพรทั้งหมดในเมือง ตระกูลหลินของเราที่เคยเป็กลางมาตลอด ก็เริ่มจะอยู่ลำบากขึ้นทุกวัน"
นี่คือข้อมูลที่เย่เฉิน้า! เขายังคงทำทีเป็จิบชาอย่างสงบ แต่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ
"ตระกูลหลินไม่กังวลรึ?" เขาเอ่ยถามขึ้นเบาๆ
"กังวลสิเ้าคะ" หลินเวยเวยยอมรับอย่างตรงไปตรงมา "ท่านพ่อของข้ากำลังพยายามหาหนทางรับมืออยู่ การเดินทางมาครั้งนี้ก็เป็ส่วนหนึ่งของแผน... เราจำเป็ต้องสร้างเส้นทางการค้าใหม่และหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งพอที่จะคานอำนาจกับตระกูลเซียวได้"
บทสนทนาของทั้งสองดำเนินไปอย่างเงียบๆ ท่ามกลางเสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะของเหล่าทหารรับจ้างที่อยู่อีกฟากหนึ่งของกองไฟ มันเป็ภาพที่ดูแปลกประหลาด... หญิงสาวสูงศักดิ์กับชายหนุ่มลึกลับในเงามืด
ทันใดนั้นเอง!
เย่เฉินที่กำลังจะยกชาขึ้นจิบอีกครั้งพลันชะงักค้าง! ศีรษะของเขาหันขวับไปยังทิศทางหนึ่งในป่ามืดอย่างรวดเร็ว!
ประสาทััอันเฉียบคมของเขาััได้ถึงบางสิ่งที่คนอื่นไม่รู้สึก... มันไม่ใช่กลิ่นอายของสัตว์อสูร...
แต่มันคือ...จิตสังหารอันเจือจางของมนุษย์!
"มีอะไรหรือเ้าคะ?" หลินเวยเวยสังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขาทันที
เย่เฉินไม่ได้ตอบคำถามของนาง เขาวางถ้วยชาลงอย่างนุ่มนวล ดวงตาภายใต้ผ้าคลุมหรี่ลงจนกลายเป็เส้นตรง แผ่ประกายอันตรายที่เย็นเยียบออกมา
เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เบาแต่กลับชัดเจนยิ่งกว่าเสียงใดๆ ในค่ำคืนนั้น...
"มีคนอยู่"